Show simple item record

dc.contributor.advisorอุดมศักดิ์ ศีลประชาวงศ์th
dc.contributor.authorอธิราช ทวีปฏิมากรth
dc.date.accessioned2018-07-18T09:37:14Z
dc.date.available2018-07-18T09:37:14Z
dc.date.issued2017th
dc.identifier.otherb199711th
dc.identifier.urihttp://repository.nida.ac.th/handle/662723737/3784th
dc.descriptionวิทยานิพนธ์ (ศ.ม. (เศรษฐศาสตร์ธุรกิจ))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2560th
dc.description.abstractการบริหารจัดการกลุ่มป่าตะวันออกในปัจจุบันยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาภัยคุกคามที่มีต่อทรัพยากรป่าไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นระบบการแก้ปัญหาที่ขาดแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ และแน่นอนว่าจะส่งผลกระทบเชิงลบต่อทรัพยากรอื่นอย่างทรัพยากรน้ำและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างไม่อาจหลีกลี่ยงได้ ดังนั้นแนวทางการแก้ปัญหาทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพจะต้องสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจเพื่อให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหา ซึ่งแนวทางดังกล่าวคือ แนวคิดการจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ (Payment For Ecosystem Service) แนวคิดการจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ เป็นแนวคิดที่วางอยู่บนหลักการ ผู้ใช้ประโยชน์เป็นผู้จ่าย (Beneficiary Pays Principle) จากหลักการดังกล่าวผู้ใช้ประโยชน์นิเวศบริการจากกลุ่มป่าตะวันออกจะต้องจ่ายเงินเพื่อตอบแทนคุณระบบนิเวศและเพื่อให้ระบบดังกล่าวมีประสิทธิภาพจึงต้องประเมินมูลค่าทางเศรษฐศาสตร์ของนิเวศบริการแต่ละประเภท ทั้งนี้ได้ศึกษาผู้ใช้ประโยชน์นิเวศบริการทั้งหมด 4 กลุ่มคือ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเมืองใหญ่ของประเทศไทย ครัวเรือนที่ใช้บริการน้ำประปาและเกษตรกรในจังหวัดจันทบุรี การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินหาความเต็มใจจะจ่ายของผู้ใช้ประโยชน์ที่มีต่อการเปลี่ยนแปลงนิเวศบริการ ซึ่งได้แก่ ความเต็มใจจะจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ความเต็มใจจะบริจาคเงินเข้ากองทุนอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ความเต็มใจจะจ่ายค่าบริการน้ำประปาเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำในจังหวัดจันทบุรี ซึ่งประเมินมูลค่าด้วยวิธีสมมติเหตุการณ์ (CVM) และความเต็มใจจะจ่ายค่าชลประทานในจังหวัดจันทบุรีซึ่งประเมินมูลค่าด้วยวิธีสมมติเหตุการณ์เปรียบเทียบกับวิธีการโอนฟังก์ชันมูลค่า (Function Transfer) ผลการศึกษาพบว่านักท่องเที่ยวร้อยละ 79 ยินดีจ่ายค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานเพิ่มขึ้นหากทรัพยากรธรรมชาติภายในอุทยานเปลี่ยนแปลงดีขึ้น ซึ่งมีค่าความเต็มใจจะจ่ายเฉลี่ย 130.65 บาทต่อคนต่อครั้ง และมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 120 บาทต่อคนต่อครั้ง นอกจากนี้นักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวกันร้อยละ 72 ยินดีที่จะบริจาคเงินเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้ว ซึ่งเต็มใจจะบริจาคเงินเฉลี่ย 1,218.62 บาทต่อคน และค่ามัธยฐานเท่ากับ 1,000 บาทต่อคน ทั้งนี้มูลค่าที่ไม่ได้ใช้ของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วจากนักท่องเที่ยวมีค่าเท่ากับ 652,312,727.46 บาท ประชาชนที่อาศัยอยู่ในจังหวัดกรุงเทพมหานคร เชียงใหม่ ขอนแก่นและสงขลา(เมืองใหญ่) ร้อยละ 62 ยินดีที่จะบริจาคเงินเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วเฉลี่ย 632.64 บาทต่อคน และมีค่ามัธยฐานเท่ากับ 300 บาทต่อคน ทั้งนี้มูลค่าที่ไม่ได้ใช้ของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วจากประชาชนที่อาศัยในเมืองใหญ่มีค่าเท่ากับ 3,369,030,459.84 บาท ซึ่งมูลค่าที่ไม่ได้ใช้ของอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วรวมทั้งของนักท่องเที่ยวและประชาชนที่อาศัยในเมืองใหญ่มีค่าเท่ากับ 4,021,343,187.30 บาท ครัวเรือนที่ใช้บริการน้ำประปาในเขตจังหวัดจันทบุรีร้อยละ 68 ยินดีจ่ายค่าบริการน้ำประปาเพิ่มขึ้นหากปริมาณน้ำเพื่ออุปโภคบริโภคไม่เปลี่ยนแปลงลดลง โดยมีความเต็มใจจ่ายค่าน้ำประปาเพิ่มขึ้นจากปกติค่าเฉลี่ยเท่ากับ 104.61 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน และค่ามัธยฐานเท่ากับ 100 บาทต่อครัวเรือนต่อเดือน แต่เกษตรกรในจังหวัดจันทบุรีส่วนใหญ่ไม่ยินดีจ่ายค่าชลประทานทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้ง ซึ่งค่าความเต็มใจจ่ายค่าชลประทานเฉลี่ยในฤดูฝนเท่ากับ 12.66 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาลและในฤดูแล้งเท่ากับ 19.23 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาล ส่วนค่ามัธยฐานของความเต็มใจจ่ายค่าชลประทานทั้งในฤดูฝนและฤดูแล้งมีค่าเท่ากับ 10 บาทต่อไร่ต่อฤดูกาล การศึกษาความเต็มใจจะจ่ายเพื่อนิเวศบริการของผู้ใช้ประโยชน์ทั้ง 4 กลุ่มชี้ให้เห็นถึงศักยภาพด้านแหล่งเงินทุนในการดำเนินงานตามมาตรการตอบแทนคุณระบบนิเวศอย่างสำคัญ ดังนั้น นโยบายเพื่อสนับสนุนแหล่งเงินทุนของมาตรการดังกล่าวจึงมีข้อเสนอดังนี้คือ 1) อุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วควรปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานเป็น 50-80 บาทต่อคนต่อครั้ง 2) ควรมีการจัดตั้งกองทุนเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพภายในอุทยานแห่งชาติน้ำตกพลิ้วโดยรับบริจาคจากนักท่องเที่ยวและประชาชนผ่านช่องทางต่างๆ 3) การประปาส่วนภูมิภาคสาขาจันทบุรีควรปรับขึ้นอัตราค่าบริการน้ำประปาเพื่อการอนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำ แต่ควรเป็นลักษณะการร่วมจ่ายระหว่างการประปากับผู้ใช้น้ำ 4) กรมชลประทานควรจัดเก็บค่าชลประทานจากเกษตรกรในเขตชลประทานตามอัตราที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้เพื่อให้เกิดความตระหนักและรู้คุณค่าทรัพยากรน้ำ อย่างไรก็ตามการปรับขึ้นค่าธรรมเนียมเข้าอุทยานและการรับบริจาคเงินเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูความหลากหลายทางชีวภาพสามารถดำเนินการได้ทันที แต่การปรับขึ้นค่าบริการน้ำประปาและการเก็บค่าชลประทานเพื่ออนุรักษ์และฟื้นฟูป่าต้นน้ำในจังหวัดจันทบุรีควรมีการทำประชาพิจารณ์ก่อนดำเนินการเพื่อลดปัญหาความขัดแย้งth
dc.description.abstractThe Eastern Forest Complex management can still not effectively solve the problem of threats to the forest resources. It is a solution system that lacks economic incentives and obviously it will negatively impact other resources such as water and biodiversity. Therefore, effective resource solutions must provide economic incentives for all sectors to participate in problem solving. The approach is payment for ecosystem service (PES). PES concept is based on the beneficiary pays principle. Based on this principle, the eastern forest complex’s ecosystem service beneficiary will have to pay to use the ecosystems and to make the system efficient, the ecological value of each ecosystem service needs to be evaluated. This study was conducted to study four ecotourism users namely Namtok Phlio National Park visitors, people living in big cities of Thailand, households using tap water services, and farmers in Chanthaburi. The objective of this study was to assess the beneficiary’s willingness to pay for ecosystem services such as visitors' willingness to pay for Namtok Phlio National Park, willingness to pay for biodiversity conservation fund, household’s willingness to pay for improved sustainable water supply in Chanthaburi. The values were evaluated by the Contingent Valuation Method (CVM) and the farmers' willingness to pay for irrigation water in Chanthaburi was evaluated by CVM to be compared to function transfer method. From the study results, it was found that 79 % of visitors were willing to pay increased park admission fees if the park's natural resources change for the better with mean WTP being at 130.65 baht per person and a median WTP at 120 baht per person. Additionally, 72% of the same visitor group had the willingness to pay for biodiversity conservation fund with the willingness to donate in the amount of 1,218.62 baht per person and the median was at 1,000 baht per person. The non-used value of the National Park from visitors was equal to 652,312,727.46 baht. And 62% of people living in Bangkok, Chiang Mai, Khon Kaen and Songkhla (major cities) had the WTP for biodiversity conservation fund in the amount of 632.64 baht per person and a median of 300 baht per person. The non-used value of the national park from people living in major cities was equal to 3,369,030,459.84 baht. And the total non-used value of the national park of both visitors and residents of the main cities was equal to 4,021,343,187.30 baht. About 68% of households who used tap water in Chantaburi were willing to pay more for tap water services if the water supply improved with the willingness to pay more for water bills with the mean being at 104.61 baht per household per month and the median at 100 baht per household per month. However, most farmers in Chanthaburi province were not willing to pay for irrigation either in rainy and dry seasons. The mean WTP for irrigation in the rainy season was 12.66 baht per rai per season and in the dry season was 19.23 baht per rai per season and the median WTP for irrigation in both rainy and dry seasons was at 10 baht per rai per season. The payment for ecosystem service by all four groups of beneficiaries indicates the potential for funding sources to operate based on the beneficiary pays principle with the proposals as follows: 1) Namtok Phlio National Park should increase its admission fee to 50-80 baht per person per visit. 2) The fund for the conservation and restoration of biodiversity within the national park should be established by donations from visitors and residents through various channels, 3) Chantaburi Waterworks Authority should raise rates for water conservation and watershed restoration, 4) The Irrigation Department should collect irrigation fees from farmers in the irrigated area at the rate prescribed by the law. However, the national park admission fee increase and donations to conserve and restore biodiversity can be immediately done but the increase in water supply and irrigation charges for the watershed conservation and restoration in Chanthaburi should be opened to public criticism first to reduce conflicts.th
dc.description.provenanceMade available in DSpace on 2018-07-18T09:37:14Z (GMT). No. of bitstreams: 2 5720312019.pdf: 8410762 bytes, checksum: 5a96bb1cda1323523824a6db5686c761 (MD5) license.txt: 115 bytes, checksum: 2047cfd32b272b6ffc853575a013e11b (MD5) Previous issue date: 10th
dc.format.extent233 แผ่นth
dc.format.mimetypeapplication/pdfth
dc.language.isothath
dc.publisherสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
dc.rightsผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)th
dc.subjecte-Thesisth
dc.subjectการจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการth
dc.subjectนิเวศบริการth
dc.subject.otherระบบนิเวศth
dc.titleเศรษฐศาสตร์ว่าด้วยการจ่ายค่าตอบแทนนิเวศบริการ กรณีศึกษากลุ่มป่าตะวันออกth
dc.title.alternativePayment for ecosystem services : A case study on eastern forest complexth
dc.typeTextth
mods.genreวิทยานิพนธ์th
mods.physicalLocationสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนาth
thesis.degree.nameเศรษฐศาสตรมหาบัณฑิตth
thesis.degree.levelMaster'sth
thesis.degree.disciplineเศรษฐศาสตร์ธุรกิจth
thesis.degree.grantorสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
thesis.degree.departmentคณะพัฒนาการเศรษฐกิจth


Files in this item

Thumbnail

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record