Punitive Damages in Environmental Cases

dc.contributorSARUNUCH KRUTPUARKen
dc.contributorสรัลนุช ครุฑเผือกth
dc.contributor.advisorKiarttiphorn Umpaien
dc.contributor.advisorเกียรติพร อำไพth
dc.contributor.otherNational Institute of Development Administration. The Graduate School of Lawen
dc.date.accessioned2024-06-05T09:38:59Z
dc.date.available2024-06-05T09:38:59Z
dc.date.issued5/1/2024
dc.date.issuedBE548
dc.descriptionMaster of Laws (LL.M.)en
dc.descriptionนิติศาสตรมหาบัณฑิต (น.ม.)th
dc.description.abstractThis study aims to investigate the problem of assessing damages in environmental litigation under Thai law, in accordance with the National Environment Quality Promotion and Preservation Act B.E.1992 and the Civil and Commercial Code, alongside principles, concepts, and theories relating to punitive damages applied in environmental law offenses. This involves a comparative analysis of punitive damages assessment in environmental lawsuits under Thai law versus foreign laws, specifically in the United States, Australia, and China. The aim is to scrutinize issues in Thai law, particularly those related to the National Environment Quality Promotion and Preservation Act B.E. 1992 and the Civil and Commercial Code, in terms of determining compensatory damages in environmental offenses cases. The study reveals that the principles of infringement under Thai's Civil and Commercial Code are insufficient for application in environmental cases. Moreover, the rule of determining compensatory damages under this civil law does not adequately support the application of punitive damages in environmental lawsuits. This often results in the actual damage that the offender in an environmental case is obliged to pay, being insufficient compared to the actual harm caused. Furthermore, the National Environment Quality Promotion and Preservation Act B.E. 1992 only stipulates liabilities without prescribing any standards for assessing damages. This study proposes that the concept of punitive damages should be applied to increase the remedial damages that a polluter is responsible for, beyond the actual damages they must compensate for. This would act as a deterrent to activities that harm the environment, increase awareness of the potential resulting damage, and discourage others from committing similar offenses. Therefore, legal principles should be established to grant courts clear authority to assign punitive damages in environmental law. This would allow courts to apply these principles effectively and benefit the general public by ensuring that victims of environmental harm receive fair and appropriate compensation.en
dc.description.abstractวิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการกำหนดค่าเสียหายในคดีความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมของกฎหมายไทยตามพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ประกอบกับหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับหลักค่าเสียหายเชิงลงโทษในการนำมาปรับใช้กรณีคดีความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในกฎหมายไทย โดยเปรียบเทียบการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษมาใช้ในคดีความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในกฎหมายไทยกับกฎหมายต่างประเทศ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และจีน เพื่อวิเคราะห์ปัญหากฎหมายไทยโดยเฉพาะอย่างยิ่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 และประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ในการกำหนดค่าสินไหมทดแทนในคดีความผิดเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม  จากการศึกษาพบว่า หลักกฎหมายว่าด้วยการละเมิดในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทยนั้นไม่เพียงพอต่อการปรับใช้ในคดีสิ่งแวดล้อม และหลักการกำหนดค่าสินไหมทดแทนตามกฎหมายแพ่งดังกล่าวมิได้เป็นหลักการที่รับรองต่อการใช้กำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษได้อย่างเหมาะสมในคดีสิ่งแวดล้อม ซึ่งจะส่งผลให้ค่าเสียหายที่ผู้กระทำความผิดในคดีสิ่งแวดล้อมต้องชดใช้นั้นไม่เพียงพอต่อค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจริง อีกทั้ง พระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 มีการกำหนดเพียงแต่ความรับผิดแต่มิได้บัญญัติถึงหลักเกณฑ์ในการกำหนดค่าเสียหายเอาไว้ด้วย การศึกษาครั้งนี้เสนอแนะว่า ควรนำแนวคิดค่าเสียหายเชิงลงโทษ มาปรับใช้ในการแก้ไขเยียวยาความเสียหายที่ผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดในความเสียหายเพิ่มมากขึ้นนอกเหนือจากค่าเสียหายที่ต้องชดใช้ตามความเป็นจริง อันเป็นการก่อให้เกิดการยับยั้งการกระทำที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความตระหนักต่อความเสียหายที่จะส่งผลกระทบตามมา และยังป้องปรามมิให้บุคคลอื่นกระทำความผิดในลักษณะเช่นเดียวกันนี้ขึ้นอีกด้วย จึงควรบัญญัติหลักกฎหมายให้อำนาจศาลในการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษในกฎหมายสิ่งแวดล้อมไว้อย่างชัดเจน เพื่อให้ศาลสามารถหยิบยกหลักดังกล่าวนำไปปรับใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์กับประชาชนโดยส่วนรวมในการคุ้มครองผู้เสียหายในคดีสิ่งแวดล้อมให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและเหมาะสมth
dc.identifier.urihttps://repository.nida.ac.th/handle/662723737/6904
dc.language.isoth
dc.publisherNational Institute of Development Administration
dc.rightsNational Institute of Development Administration
dc.subjectกฎหมายสิ่งแวดล้อมth
dc.subjectค่าเสียหายเชิงลงโทษth
dc.subjectenvironmental lawen
dc.subjectpunitive damagesen
dc.subject.classificationSocial Sciencesen
dc.titlePunitive Damages in Environmental Casesen
dc.titleการกำหนดค่าเสียหายเชิงลงโทษในคดีสิ่งแวดล้อมth
dc.typeThesisen
dc.typeวิทยานิพนธ์th
Files
Original bundle
Now showing 1 - 1 of 1
Thumbnail Image
Name:
6311911001.pdf
Size:
3.96 MB
Format:
Adobe Portable Document Format
Description:
License bundle
Now showing 1 - 1 of 1
Loading...
Thumbnail Image
Name:
license.txt
Size:
202 B
Format:
Plain Text
Description: