แสวง รัตนมงคลมาศ, อาจารย์ที่ปรึกษาเบญจวรรณ พัวเจริญเกียรติเบญจวรรณพัวเจริญเกียรติ2014-05-052014-05-051993http://repository.nida.ac.th/handle/662723737/1796วิทยานิพนธ์ (พบ.ม. (พัฒนาสังคม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2536.การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยปฏิบัติการที่มุ่งนำวิชาการไปรับใช้การรณรงค์เลือกตั้งอย่างมีระบบ และมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียง โดยการรณรงค์กับเด็กนักเรียน เพื่อให้เด็กนักเรียนเป็นสื่อให้ผู้ปกครองและเพื่อนบ้าน มีความตื่นตัวในการไปใช้สิทธิเลือกตั้ง 13 กันยายน 2535 และเพื่อศึกษาประสิทธิผลของแนวทางการสามัคคีเด็กนักเรียนชนบทในการสนับสนุนเผยแผ่ธรรมแนวคิดที่เป็นกรอบชี้นำการศึกษาครั้งนี้ คือแนวคิดเรื่องศาสนากับสังคม แนวคิดเรื่องศาสนากับการเมือง แนวคิดเรื่องประสิทธิผลโครงการ และแนวคิดเรื่องปัจจัยนำเข้า-ปัจจัยส่งออกกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัย คือกลุ่มนักเรียนชนบท ซึ่งเป็นนักศึกษาวิชาทหารทั้งชายและหญิง จากโรงเรียนมัธยมศึกษาจำนวน 5 โรงเรียน 5 อำเภอ จังหวัดนครราชสีมารวม 331 คนโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณ แล้วจึงทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนา อธิบายผลการสำรวจเบื้องต้น และใช้สถิติวิเคราะห์เพื่อทดสอบสมมติฐาน โดยใช้การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว ใช้วิธีการของเชฟเฟ่และทีเทสต์ เพื่อดูความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ในการทดสอบสมมติฐานที่ 1, 2, 3 และใช้การวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์ และค่าความถดถอยเชิงพหุในการทดสอบสมมติฐานที่ 4 และ 5.ส่วนการวิจัยปฏิบัติการ เป็นการปฏิบัติการจริงตามกรอบแนวคิดในพื้นที่ดำเนินการโครงการพิธีปาฐกถาธรรม และการติดตามผลโครงการหลังจากดำเนินการไปแล้วประมาณ 4 เดือนผลการวิจัย พบว่า.1. ภูมิหลังด้านครอบครัวที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลของแนวทางการสามัคคีเด็กนักเรียนชนบทในการสนับสนุนเผยแผ่ธรรม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05.2. ภูมิหลังด้านเศรษฐกิจด้านรายได้ของครอบครัวที่แตกต่างกัน มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนภูมิหลังด้านอาชีพและการครอบครองที่ดินที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05.3. ภูมิหลังด้านการเมือง ด้านการซื้อขายเสียงระดับชาติและระดับท้องถิ่นที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05.4. ด้านความจำ ความเข้าใจในบทธรรม มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ความประทับใจในบทธรรม มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05.5. ด้านความจำ ความเข้าใจในพิธีกรรม มีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ความประทับใจในพิธีกรรมมีความสัมพันธ์กับการบรรลุประสิทธิผลฯ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05.นอกจากนี้เมื่อศึกษาระดับประสิทธิผล พบว่า เด็กนักเรียนที่เข้าร่วมโครงการพิธีปาฐกถาธรรมบรรลุประสิทธิผลระดับสูง จำนวน 229 คน คิดเป็นร้อยละ 69.18 บรรลุประสิทธิผลระดับกลาง จำนวน 80 คน คิดเป็นร้อยละ 24.17 และบรรลุประสิทธิผลระดับต่ำ จำนวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 6.65.จากผลการวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ข้อสรุปที่ยืนยันว่าแนวคิดปัจจัยนำเข้า-ปัจจัยส่งออกเป็นแนวคิดที่เหมาะสมในการวิจัยแบบเป็นกระบวนการ แต่อย่างไรก็ตามในการวิจัยครั้งต่อไป ควรนำแนวคิดด้านพุทธศาสนากับการเลือกตั้ง มาใช้ในการวิจัยให้มากขึ้น ส่วนตัวแปรในการวิจัยควรมีการรวมตัวแปรด้านบทธรรม (ความจำ ความเข้าใจ ความประทับใจในบทธรรม) เป็นตัวแปรเพียง 1 ตัวแปร และรวมตัวแปรด้านพิธีกรรม (ความจำ ความเข้าใจ ความประทับใจในพิธีกรรม) เป็นตัวแปรเพียง 1 ตัวแปร เนื่องจากตัวแปรย่อยดังกล่าวมีความหมายที่ใกล้เคียงกันมาก และกลุ่มเป้าหมายไม่สามารถจำแนกความแตกต่างของตัวแปรย่อยได้นอกจากนี้ ในการศึกษาครั้งต่อไปควรมีการสัมภาษณ์และติดตามผลจากกลุ่มบุคคลที่เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ปกครองและเพื่อนบ้าน เพื่อเป็นข้อมูลสนับสนุนข้อมูลที่ได้จากการวิจัยปฏิบัติการและจากเด็กนักเรียนก-ฑ, 140 แผ่นapplication/pdfthaเด็กการเมืองJQ 1749 .A53N37 บ53เด็กกับการเมืองการเลือกตั้ง -- ไทย -- นครราชสีมาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร -- ไทย -- นครราชสีมา -- การเลือกตั้งประสิทธิผลของโครงการพิธีปาฐกถาธรรมเพื่อป้องปรามการซื้อสิทธิขายเสียงภายใต้แนวทางการสามัคคีเด็กนักเรียนชนบทในการสนับสนุนเผยแผ่ธรรม : กรณีวิจัยปฏิบัติการในเขตเลือกตั้ง ค จังหวัดนครราชสีมาThe effectiveness of the dharma lecture ceremony project for preventing vote buying and selling under the approach of seeking co-operation and support of rural students in dharma dissemination : a case of action research in election area C, Nakornratchasima provincetext--thesis--master thesis10.14457/NIDA.the.1993.24