Show simple item record

dc.contributor.advisorวิชัย รูปขำดี, อาจารย์ที่ปรึกษาth
dc.contributor.authorรัฐกร เลิศไกรth
dc.date.accessioned2014-05-05T09:26:43Z
dc.date.available2014-05-05T09:26:43Z
dc.date.issued1997th
dc.identifier.urihttp://repository.nida.ac.th/handle/662723737/1933
dc.descriptionMethodology:Descriptive statistics, Chi square testth
dc.descriptionวิทยานิพนธ์ (พบ.ม. (พัฒนาสังคม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2540.th
dc.description.abstractการศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจของพนักงานในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพศึกษากรณี บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด มีความมุ่งหมายที่จะทราบถึงสภาพปัจจุบันและเหตุปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพในรูปแบบต่าง ๆ / ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาดังนี้ คือ พนักงาน บริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด จำนวน 180 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นสมาชิก กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ เพศชาย และหญิงจำนวนเท่ากัน (ร้อยละ 50) อายุส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 31-40 ปี (ร้อยละ 38.3) ทำงานในบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทยไม่เกิน 10 ปี และ 2 ใน 3 (ร้อยละ 67.2) มีสถานภาพสมรสแล้ว (ร้อยละ 65.0) และทำงานในตำแหน่งผู้ช่วยผู้บริหาร (ร้อยละ 58.9) / การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติเชิงพรรณาคือการหาค่าร้อยละเป็นส่วนใหญ่และใช้ค่า Chi-Square ในการทดสอบความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร / ผลการศึกษาสรุปได้ดังนี้ / 1. ปัจจุบันการออมการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของพนักงานบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ถือเป็นสวัสดิการอย่างหนึ่งที่บริษัทจัดให้กับพนักงาน โดยที่พนักงานทุกคนจะต้องหักเงินสะสมเข้ากองทุนเลี้ยงชีพในอัตราต่าง ๆ ทุกเดือนละทางบริษัทจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงานทุกเดือนเช่นกัน โดยที่อัตราการหักเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ นั้นทางคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทเงินทุนตกลงกัน ซึ่งจากการศึกษา พบว่า พนักงานบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด มีความสนใจที่จะออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นอย่างดี โดยที่พนักงานทุกคนจะต้องหักเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพในอัตราต่าง ๆ ทุกเดือนและบริษัทจะจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้กับพนักงานทุกเดือนเช่นกัน โดยที่อัตราการหักเงินสะสมและเงินสมทบเข้ากองทุนฯ นั้นทางคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงชีพของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด และบริษัทเงินทุนตกลงกัน ซึ่งจากการศึกษา พบว่า พนักงานบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด มีความสนใจที่จะออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นอย่างดี โดยที่พนักงานตัดสินใจหักเงินสะสมเข้ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ในอัตราที่เพิ่มขึ้น ร้อยละ 73.9 และหักเงินในอัตราที่เท่าเดิมร้อยละ 26.1 ซึ่งสรุปว่าสภาพปัจจุบันนี้พนักงานบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัดมีความสนใจในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเป็นอย่างดีth
dc.description.abstract2. รูปแบบการตัดสินใจในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ มี 3 รูปแบบคือ (1) ออมในอัตรา 3-8.5% ของเงินเดือน (2) ออมในอัตรา 8.51 - 10% ของเงินเดือน และ (3) ออมในอัตรา 10.1-12% ของเงินเดือน การศึกษาพบว่า พนักงานของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ร้อยละ 82.8 ตัดสินใจออมในอัตรา 3-8.5% ของเงินเดือนรองลงมาออมในอัตรา 10.1-12% ของเงินเดือนและออมในอัตรา 8.51-10% ของเงินเดือน (ร้อยละ 8.9 และร้อยละ 8.3) แสดงว่ากองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้ประโยชน์แก่พนักงานของบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ค่อนข้างดี 3. เหตุผลที่ตัดสินใจแปลี่ยนแปลงรูปแบบการออมหรือเปลี่ยนแปลงอัตราการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ร้อยละ 63.3 ให้เหตุผลที่ว่า ได้รับสิทธิประโยชน์จากกองทุนเพิ่มขึ้น รองลงมาเพราะมีรายได้ครอบครัวเพิ่มขึ้นและอายุการทำเงินเพิ่มขึ้น (ร้อยละ 35.2 และ 1.5 ตามลำดับ) และในการเปลี่ยนแปลงอัตราการออมทุกครั้ง ส่วนใหญ่ (ร้อยละ 90.5) ตัดสินใจเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเองเพียงร้อยละ 8.9 เปลี่ยนแปลงตามเงื่อนไขของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / 4. ผลประโยชน์จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น พบว่า กว่า 2 ใน 3 (ร้อยละ 73.9) จะตัดสินใจออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเพิ่มขึ้น เพียงร้อยละ 26.1 ที่ตัดสินใจออมเท่าเดิม เป็นเพราะคนที่เงินเดือนสูงถ้าออมในอัตราที่สูงเงินเดือนที่จะถูกหักสะสมเข้ากองทุนก็มาก ยกตัวอย่างเช่นเงินเดือน 60,000 บาท หักสะสม 10% ของเงินเดือนเท่ากับ 6,000 ต่อเดือนและเงินก้อนนี้ก็ไม่สามารถจะถอนออกมาใช้จ่ายได้ และในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงอัตราเงินหักสะสมก็สามารถกระทำได้ปีละครั้งเท่านั้น จึงเป็นเหตุผลหนึ่งที่ทำให้การตัดสินใจในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ของพนักงานบริษัท วิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด อยู่ในอัตราที่ต่ำ การรับรู้และความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กว่า 4 ใน 5 (ร้อยละ 88.9) มีความรู้อยู่ในระดับสูง ในด้าน ข้อมูลข่าวสารของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ พบว่า 2 ใน 3 (ร้อยละ 62.8) ได้รับข้อมูลข่าวสารค่อนข้างน้อย และการตัดสินใจในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพนั้นใน 2 ใน 3 (ร้อยละ 65.6) ของผู้ออมจะใช้ข้อมูลข่าวสารเพื่อประกอบการพิจารณาในการตัดสินใจออม และร้อยละ 34.4 ที่ไม่ได้ใช้ข้อมูลข่าวสารประกอบการตัดสินใจออมกับกองทุนฯ ด้วยเหตุดังกล่าวทางกองทุนฯ ต้องเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้มากกว่านี้th
dc.description.abstractส่วนการทดสอบทางสถิติเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พบว่าปัจจัยด้านภูมิหลังของกลุ่มตัวอย่างมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจในการออมกับกองทุนสำรองเลี้ยง คือ อายุจริงจำนวนปีที่ทำรายได้ครอบครัว สถานภาพสมรสและ สิทธิประโยชน์ที่ได้รับจากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ / ในส่วนของการศึกษาครั่งนี้ผู้วิจัยมีข้อเสนอแนะ เพื่อเป็นแนวทางในการศึกษาและปรับปรุงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนี้ / 1. สร้างทัศนคติใหม่ให้กับสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ กล่าวคือให้สมาชิกคิดว่าการออมเงินกับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ไม่เป็นเพียงแค่สวัดิการในการทำงานเท่านั้น นั้นก็คือเรื่องการสร้างแรงจูงใจหรือสิ่งดึงดูดใจให้กับสมาชิกมากกว่านี้ เช่นเพิ่มสิทธิประโยชน์ให้กับสมาชิกในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้น การกู้เงินจากกองทุนฯ เป็นต้น 2. การเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพต้องมีมากกว่านี้และบริษัทเงินทุนฯ ควรการชี้แจงรายละเอียดในเรื่องต่าง ๆ เช่น การดำเนินงานของกองทุนฯ ว่ามีแนวโน้นและทิศทางการบริหารการเงิน ว่านำเงินไปลงทุนทำอะไรบ้าง ตลอดจนชี้แจงเรื่องผลประโยชน์ที่สมาชิกควรจะได้รับ ให้มากกว่านี้ 3. ควรแก้ไขกฎระเบียบกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยบริษัทเงินทุนฯ ตกลงกับคณะกรรมการกองทุนสำรองเลี้ยงบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัด ในเรื่องเปลี่ยนแปลงอัตราการออม ซึ่งปัจจุบันอัตราการออมอยู่ที่ 3-12% ของเงินเดือนเปลี่ยนไปเป็น 3-15% ของเงินเดือนเพราะปัจจุบันสมาชิกจำนวนหนึ่งที่ไม่สามารถหักเงินสะสมในอัตราที่ เพิ่มขึ้นได้เพราะอัตราที่หักอยู่นั้นเป็นอัตราที่สูงสุดแล้ว / 4. กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ควรหามาตการที่จะเพิ่มผลประโยชน์ให้กับสมาชิกมากกว่านี้ เช่น เพิ่มอัตราดอกเบี้ย อนุมัติให้สมาชิกกู้เงินจากกองทุนฯ เพื่อจัดหาที่อยู่อาศัย และใช้ในการการศึกษาบุตรได้ เป็นต้นเพื่อที่จะดึงดูดใจสมาชิกให้ออมเงินเพิ่มขึ้นth
dc.description.abstractThe study investigated the present codintion and the factors affecting the company employee's decision making on provident fund. / The subjects included 180 employess in the Aeronautical Radio of Thailand who were members of the provident fund. The female and male sabjects were equal in member. Most (38.3%) were 31-40 years of age. They had worked for the company of not more than 10 years. About 65.0 percent were married and 58.9 percent worked in the position of executive assistant. / The descriptive statistics were employed most and Chi-squae was used to find out the relationship between variables. / Findings / 1. Saving in the provident found was a type of welfare for the company employees. all the employees had their salary deducted at different. rates to put into the fund and the company would top up the money every month as well. The deduction rate and the topped-up amount were agreed by the Aeronautical Radio of Thailand Ltd. and the fincial company. It was found that the employess were interested in saving in the provident fund. about 73.9 percent decided to increase the saving rate and the rest still kept the same rete as before. Therefore, it could be concluded that the employess were well interested in saving in the provident fund. / 2. There were three monthly saving rates: (1) 3-8.5% (2) 8.51-10% and (3) 10.1-12% Around 82.8 percent were found to be in the first category, 8.9 percent the second, and 8.3 percent the third. therefore, the provident found could be said to be quite beneficial to the employees. / 3. Regrading the reason why they decided to change the saving rate, 63.3 percent stated-that they wanted to gain more benefit from the fund. Another 35.2 percent said that it was because they had higher household income and 1.5 percent said that they had more working years. More than three-fourth (90.5%) who changed the rete made the decision by themselves. Only 8.9 percent changed it as conditioned. / 4. Benefit from the provident fund. It was also found that more than two-third (73.9%) decided to save more money in the provident fund and only 26.1 percent wanted to keep the same rate. This was because the higher the salary, the more the money was deducted. For example, an employee had a salary of 60,000 baht. Ten percent deducted from the salary was 6,000 baht a month. This money could not be withdrawn. Resides the change of the saving rate could be done once a year only. Because of this, the number of the employess who decided to put the money into the provident fund was small. Regarding the knowledge and understanding about the fund, it was found that three-fourth of the employees (88.9%) had a good knowledge about it. Two-third (62.8%) did not have much information about it. When making a decision about the saving in the provident fund, two-third (65.6%) used the relevant information as a basis for consideration. while 34.4 percent did not. Therefore, the provident fund management should dissiminate the information more. / When the relationship between variables were analyzed, it was found that the background variables which affected the employees' decision to put the saving in the provident fund were age, number of working years, household income, marital status, and benefit from the fund. / The researcher recommended the following to improve the provident fund: /th
dc.description.abstract1. Creating a new attitude toward the provident fund, the members should be made to think that the fund was not just an ordinary type of welfare. More incenomtives should be introduced, such as increase more benefits for the members, offering a higher interest rate and allowing them to make loans from the fund, ete. / 2. Information related to the provident fund should be more widely spreed. The financial company should give detailed explanation in different matters: how the fund was managed, what the money was invested in, and what benefits the members would receive. / 3. The rules and regulations of the provident fund should be revsed. The financial company and the provident Fund Board of the Aeronautical Radio of Thailand should adjust the saving rate from 3-12 percent of the salary at present to 3-15 percent. At the moment. some members should not increase their saving rate because the existing rate was already very high. / 4. The provident fund should find some measures to in-erease the benefit for the members, such as increasing the interest rate, allowing the members to make housing loans and loans for their children's education. This was believed to attract them to increase their saving in the provident fund.th
dc.format.extent13, 127 แผ่น ; 30 ซมth
dc.format.mimetypeapplication/pdfth
dc.language.isothath
dc.publisherสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
dc.rightsผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
dc.subjectบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทยth
dc.subject.lccHG 4028 .S3 ร114th
dc.subject.otherกองทุนสำรองเลี้ยงชีพth
dc.subject.otherการประหยัดและการออมth
dc.subject.otherสวัสดิการลูกจ้างth
dc.titleปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจในการออมกับกองทุนสำรองเลื้ยงชีพ : ศึกษากรณีบริษัทวิทยุการบินแห่งประเทศไทย จำกัดth
dc.title.alternativeFactors affecting to decision making on provident fund alternatives : a case study of Aeronautical Radio of Thailand Ltdth
dc.typeTextth
dcterms.accessRightsสงวนสิทธิ์ในการเข้าถึงเอกสารฉบับเต็มเฉพาะ นักศึกษา อาจารย์ และบุคลากร ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เท่านั้นth
dc.rights.holderสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
mods.genreThesisth
mods.physicalLocationสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนาen
thesis.degree.nameพัฒนบริหารศาสตรมหาบัณฑิตen
thesis.degree.levelปริญญาโทth
thesis.degree.disciplineพัฒนาสังคมth
thesis.degree.grantorสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
thesis.degree.departmentคณะพัฒนาสังคมth


Files in this item

Thumbnail

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record