Communities in DSpace
Select a community to browse its collections.
Recent Submissions
กลยุทธ์การเล่าเรื่อง อัตลักษณ์ของเกมแคสเตอร์ (สายเล่าเรื่อง) และการมีส่วนร่วมของสมาชิกบนแพลตฟอร์มยูทูบ
ปฐวิทย์ จิระสมบูรณ์โชค; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การเล่าเรื่องและอัตลักษณ์ของเกมแคสเตอร์สายการเล่าเรื่องบนยูทูบ 2) ศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง การรับรู้อัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของผู้ชมที่ส่งผลต่อเกมแคสเตอร์สายการเล่าเรื่องบนยูทูบ 3) ศึกษา เปรียบเทียบความแตกต่างของลักษณะทางประชากรกับการเปิดรับสื่อของผู้ชม การรับรู้กลยุทธ์การ เล่าเรื่อง การรับรู้อัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของผู้ชมต่อเกมแคสเตอร์สายเล่าเรื่องบนยูทูบ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อของผู้ชม การรับรู้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง การรับรู้อัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วมของผู้ชมต่อเกมแคสเตอร์สายเล่าเรื่องบนยูทูบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิธีวิจัยเชิง ปริมาณ ด้วยการเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 400 ชุด กับกลุ่มตัวอย่างมีอายุ ตั้งแต่ 15 – 35 ปีและเป็นผู้รับชมวิดีโอคอนเทนต์ประเภทเกมบนแพลตฟอร์มยูทูบ หลังจากรวบรวม แบบสอบถามครบแล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติโดยใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาในรูปแบบของตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ และการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว
ผลจากการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า 1) การเล่าเรื่องของเกมแคสเตอร์ไม่ได้มีการวางแผนใน การเล่าเรื่องไว้ก่อน แต่จะนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเล่นมาร้อยเรียงเรื่องราวทีหลังและเกมแคสเตอร์ได้ นำเอาเทคนิครูปแบบ ซีเนมาติก (Cineamtic) มาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้รับชม นอกจากนี้เกม แคสเตอร์นำเอาเพลงหรือซาวด์ประกอบฉากมาใช้ในการควบคุมอารมณ์ของคลิปวิดีโอ อีกทั้งมีการ ถ่ายทอดเนื้อผ่านตัวของเกมแคสเตอร์เองเพื่อให้ผู้รับชมได้เข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของเกมแคสเตอร์ 2) อัตลักษณ์ส่วนบุคคลของเกมแคสเตอร์มีการแสดงตัวตนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลก ออนไลน์ที่แตกต่างกัน 3) อัตลักษณ์ทางสังคมของเกมแคสเตอร์มีการรับรู้จุดเด่นของตนเองในฐานะ ของเกมแคสเตอร์ผ่านการอ่านคอมเม้นท์ของผู้รับชมและมีการสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาโดยการสร้างคำพูดติดปากเฉพาะตัวขึ้นมา
ผลจากการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า 1) ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างมีการเปิดรับสื่อที่ แตกต่างกัน 2) ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกันมีการมีส่วนร่วมต่อเกมแคสเตอร์ที่แตกต่างกัน 3) ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างมีการรับรู้รูปแบบการเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน 4) ลักษณะทางประชากร ที่แตกต่างมีการรับรู้อัตลักษณ์ของเกมแคสเตอร์ที่แตกต่างกัน 5) การเปิดรับสื่อมีความสัมพันธ์กับการ มีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อกัน 6) การรับรู้การเล่าเรื่องมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อกัน 7) การรับรู้อัตลักษณ์มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อกัน
การพัฒนาพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ผลิตกระแสไฟฟ้าประเทศไทย
วิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
ประเทศไทยได้มีความตื่นตัวในการหาแหล่งพลังงานทดแทนและพลังงานหมุนเวียนเพื่อใช้ในการผลิตไฟฟ้าแทนพลังงานฟอสซิลซึ่งสร้างปัญหาให้กับสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ปริมาณสำรองของพลังงานฟอสซิลก็เริ่มลดลงอย่างต่อเนื่อง และต้องมีการนำพลังงานฟอสซิลบางชนิดเข้าจากต่างประเทศซึ่งทำให้ประเทศชาดความมั่นคงด้านการจัดหาพลังงาน ภาครัฐได้กำหนดทั้งนโยบาย มาตรการ โครงการต่างๆ เพื่อสนับสนุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน ประเทศไทยมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหลายชนิด แต่ละชนิดมีข้อดี ข้อเสียและความเหมาะสมแตกต่างกัน ในการเลือกพลังงานหมุนเวียนมาใช้ในการผลิตไฟฟ้านั้นต้องคำนึงถึงศักยภาพของแหล่งพลังงานนั้นๆ เทคโนโลยีที่ประเทศไทยมี สังคมหรือชุมชนโดยรอบ สิ่งแวดล้อมและที่สำคัญคือต้นทุนการผลิต จากการรวบรวมข้อมูลพบว่า พลังงานหมุนเวียนที่ประเทศไทยควรสนับสนุนมากที่สุด คือ พลังงานชีวมวลเนื่องด้วยประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมมีเศษเหลือจากการเกษตรที่ไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์จำนวนมาก ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้ นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานชีวมวลยังมีต้นทุนที่ต่ำกว่าพลังงานหมุนเวียนประเภทอื่นๆ นอกจากนี้การผลิตไฟฟ้าจากชีวมวลนั้นโรงไฟฟ้าควรอยู่ใกล้กับแหล่งชีวมวลเพื่อลดปัญหาการขนส่งและการเก็บรวบรวม ซึ่งจะทำให้ค่าใช้จ่ายหรือต้นทุนการผลิตลดลง สำหรับพลังงานประเภทอื่นๆ เช่นพลังงานแสงอาทิตย์ ปัจจุบันก็ได้รับการสนับสนุนอย่างมากเช่นกัน โดยที่ได้มีการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อทำให้ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ลดลง ต้นทุนการผลิตไฟฟ้าจากแสงอาทิตย์ถือว่ามีต้นทุนที่สูงมากโดยสูงกว่าพลังงานประเภทอื่นหลายเท่า การเร่งพัฒนาเทคโนโลยีจึงมีความสำคัญยิ่ง อาจกล่าวได้ว่าประเทศไทยมีความพร้อมของพลังงานแสงอาทิตย์อย่างมากเพราะเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น มีปริมาณแสงแดดและอุณหภูมิเฉลี่ยสูง ซึ่งเหมาะในการนำมาใช้ผลิตไฟฟ้าจากแสงองอาทิตย์ สำหรับพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น พลังงานน้ำ ก็ไม่ควรมองข้าม การพึ่งพลังงานหมุนเวียนเพียงชนิดเดียวเพื่อผลิตไฟฟ้าก็คงไม่ได้ เพราะมีความต้องการไฟฟ้าสูงขึ้นเนื่องจากการพัฒนาของประเทศ เพื่อรองความต้องการไฟฟ้าที่สูงขึ้นเรื่อย ควรมีการผสมผสานการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนหลายชนิด และควรให้ผู้ที่ต้องการไฟฟ้าสามารถผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ของตนเองได้ เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรมบางประเภท สามารถนำเศษเหลือจากกระบวนการผลิตมาใช้ผลิตไฟฟ้าไว้ใช้เองภายในโรงงานได้และเหลือยังสามารถขายได้และภายในชุมชนก็สามารถที่จะผลิตไฟฟ้าจากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งที่มีอยู่ภายไมซุนซุนได้ซึ่งถือเป็นการพึ่งพาตนเอง
เทคนิคการประหยัดพลังงานในอาคารและสำนักงาน
วิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การศึกษาเรื่องเทคนิคการประหยัดพลังงานในอาคารและสำนักงานมีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาเทคนิคและเทคโนโลยีการประหยัดพลังงานในอาคารและสำนักงาน นโยบายและมาตรการที่มีผลต่อการประหยัดพลังงานในอาคารสำนักงาน และหาข้อเสนอแนะในการประหยัดพลังงานในอาคารและสำนักงาน จากการรวบรวมเอกสาร บทความ และหนังสือ ทำให้ทราบถึงเทคนิคและเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการประหยัดพลังงาน เช่น สำหรับอาคารที่สร้างใหม่ การออกแบบอาคารเพื่อการประหยัดพลังงานอาจเริ่มตั้งแต่การอาศัยแสงสว่างจากธรรมชาติ การจัดวางอาคาคารในทิศทางที่เหมาะลมใช้ลามารถใช้ประโยชน์จากสภาวะแวดล้อมให้สูงที่สุด การปลูกต้นไม้ ขุดสระรอบอาคาร การใช้ความเย็นจากดิน ในการประหยัดพลังงานในอาคารที่มีการปลูกสร้างแล้ว วิธีการประหยัดพลังงานที่เหมาะลมที่สุดคงหนีไม่พ้นการร่วมแรงร่วมใจของผู้ใช้อาคารด้วยการช่วยกันประหยัดพลังงาน ปิดอุปกรณ์เมื่อเลิกใช้งาน ใช้อุปกรณ์ไฟฟ้าที่ประหยัดไฟ การปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ที่สามารถช่วยประหยัดไฟฟ้า เช่น บัลลาสต์อิเล็คทรอนิกส์ โคมสะท้อนแสง นอกจากนี้การนำเทคนิคง่าย คือ วิศวกรรมคุณค่าหรือ Value engineering มาใช้ เพื่อลดค่าใช้จ่ายค่าไฟฟ้า ซึ่งสามารถทำได้โดยอาศัยความ.ร่วมมือจากผู้ใช้อาคารในการตรวจตราและเป็นหูเป็นตาช่วยกันปิดไฟและอุปกรณ์ไฟฟ้าเมื่อไม่ใช้งาน การสำรวจวรอยรั่วต่างๆ และการปฏิบัติตามนโยบายและมาตรการประหยัดพลังงานของหน่วยงาน
ประมวลศัพท์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เทคนิคการพัฒนา เรียนรู้ ฝึกอบรม และให้คำแนะนำปรึกษาอังกฤษ-ไทย (ตอนที่สอง N-Z)
ปริญญ์ ปราชญานุพร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
ประมวลศัพท์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์: เทคนิคการพัฒนา เรียนรู้ ฝึกอบรม และให้คำแนะนำปรึกษา (อังกฤษ-ไทย) นี้ได้รวบรวมกลวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ใช้ในองค์การทั้งในภาครัฐและเอกชน พลเรือนและทหาร งานบริการและผลิต ตลอดจนวงการธุรกิจท้องถิ่น ภูมิภาคและข้ามชาติ เพื่อให้ครอบคลุมมิติความลึกและกว้างของเนื้อหางานพัฒนาทรัพยากรมนุษย์อันเป็นทรัพยากรที่ละเอียดอ่อน สลับชับช้อน มีศักยภาพไม่สิ้นสุดและทรงคุณค่าสูงสุดในบรรดาทรัพยากรการบริหารจัดการทั้งหลายในยุคโลกาภิวัตน์ปัจจุบัน
การประมวลได้เลือกสรรชื่อย่อ (acronyms) คําย่อ (abbreviations) ถ้อยคำ (terms) และคำจำกัดความ (definitions) พื้นฐานที่สำคัญเกี่ยวกับการพัฒนา เรียนรู้ ฝึกอบรม และให้คำแนะนำปรึกษาซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในความสนใจของนักศึกษา ผู้บริหาร และผู้ปฏิบัติการด้านพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ส่วนใหญ่ในสังคมไทยขณะนี้เพื่อช่วยให้การพัฒนา "ศักยภาพอันไม่มีที่สิ้นสุด"ของมนุษย์เป็นไปได้อย่างเต็มศักยภาพยิ่งขึ้น โดยอ้างอิงจากหนังสือชื่อ THE HUMAN RESOURCES GLOSSARY: A Complete Desk Reference for HR Professionals, 1991. โดย Wiliam R. Tracey ซึ่งสมาคมการจัดการอเมริกัน (American Management Association) ได้จัดพิมพ์ขึ้น
งานวิจัยนี้แบ่งเป็นสองตอน ตอนที่หนึ่งเป็นการประมวลศัพท์ตั้งแต่อักษร A-M และตอนที่สองตั้งแต่ N-Z สำหรับงานวิจัยที่นำเสนอในส่วนนี้เป็นตอนที่สองคือตั้งแต่อักษร N-Z ซึ่งทำให้ประมวลศัพท์การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ฉบับนี้เสร็จสิ้นโดยสมบูรณ์
การบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน
พงษ์ศักดิ์ ทรงชัยกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การศึกษานี้จำกัดเฉพาะการบริหารความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่มีผลกระทบต่อผู้มีพันธะที่จะต้องชำระหรือได้รับชำระเป็นเงินตราต่างประเทศ โดยศึกษาแบบกว้างครบวงจร คือตั้งแต่ระดับประเทศ ระดับเอกชน ตลอดจนถึงคนกลางที่เกี่ยวข้องในธุรกรรมที่ใช้ลดความเสี่ยงดังกล่าว
การศึกษาพบว่าในระดับประเทศ เคยมีข้อตกลงระหว่างประเทศจัดตั้งระบบ Bretton Woods (1946-1971) ซึ่งเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนแบบ Fixed ประเทศกุลเงินสำคัญเป็นสนสมาชิกของข้อตกลงนี้ ด้วยความหวังว่าระบบนี้จะทำให้อัตราแลกเปลี่ยนมีเสถียรภาพ แต่ปรากฏว่าได้เกิดวิกฤติเกี่ยวกับอัตราแลกเปลี่ยนหลายครั้งกับสกุลเงินสำคัญ อาทิ $ £ ¥ และ M จนกระทั่งต้องปล่อยให้ค่าเงินเหล่านี้ลอยตัวตั้งแต่ ค.ศ. 1971
ประเทศไทยซึ่งก็เป็นประเทศสมาชิกของข้อตกลงดังกล่าวยังคงพยายามใช้ระบบ Fixed ต่อไป ซึ่งก็เกิดปัญหาหลายครั้ง กระทั่งเกิดวิกฤติจนต้องเปลี่ยนเป็นระบบ Float ตั้งแต่ กรกฎาคม พ.ศ. 2540 ความเสียหายต่อทุนสำรองเงินตราต่างประเทศของทางการในการพยายามป้องกันอัตราแลกเปลี่ยนแต่ไม่สำเร็จ และความเสียหายในภาคเอกชนและเศรษฐกิจโคยรวม ยากที่จะระบุเป็นตัวเลขแน่ชัด แต่น่าจะเป็นจำนวนที่นับได้ว่ามากมายมหาศาล
ทางภาคเอกชน ผู้ที่มีความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนสามารถลดความเสี่ยงได้ โดยวิธีการซื้อขายล่วงหน้า (Forward) ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันแพร่หลายมากที่สุดทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย คนกลางเป็น Dealer ซึ่งบริหารความเสี่ยงโดยการพยายาม square ให้ยอดซื้อ (long) และยอดขาย (short) เท่ากัน ซึ่งทำได้หลายวิธี อาทิ การปรับราคาเสนอซื้อเสนอขาย ซื้อขายกับ Dealers อื่น หรือซื้อขาย Currency Futures ในกรณีที่เงินสกุลนั้นมีการซื้อขายใน Futures Exchange การเปรียบเทียบ % Spread ระหว่าง Bid-Offer ของ Forward กับของ Spot พบว่าของ Forward มากกว่าไม่มากนักโดยเฉพาะ Forward ระยะสั้น แสดงว่ากลไกการลดความเสี่ยงโดยการ square ด้วยวิธีต่าง ๆ ทำงานได้ค่อนข้างมีประสิทธิภาพ
ในต่างประเทศยังมีการซื้อขาย Currency Futures สำหรับเงินสกุลสำคัญใน Futures Exchange เริ่มตั้งแต่ ค.ศ.1972 ซึ่งนับว่ายังค่อนข้างใหม่ในวงการเงิน ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงสามารอซื้อขาย Currency Futures ได้สะดวกเหมือนกับการซื้อขายหุ้นผ่าน Brokers
คนกลางใน Futures Exchange ทำหน้าที่ Brokers จึงไม่มีความเสี่ยง ผู้ที่แบกรับความเสี่ยงไป คือนักเก็งกำไร ซึ่งมีความพร้อมทางการเงินและสมัครใจเข้าเสี่ยงเพราะหวังกำไร การมี Currency Futures Exchange สำหรับเงินบาทในประเทศไทยน่าจะเป็นประโยชน์ นอกจากเป็นทางเลือกให้ผู้ที่ต้องการลดความเสี่ยงในตลาดนี้โดยตรงแล้ว ยังช่วยลดความเสียงให้ Dealers ใน Forward Market ซึ่งน่าจะช่วยลด Spread ระหว่าง Bid-Offer เป็นผลดีต่อผู้ที่ใช้ Forward Market ในการลคความเสี่ยงอีกด้วย
การพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง
วิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การศึกษาการพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลังงานทางเลือกชนิดต่างๆที่ได้มีการพัฒนาแล้วทั้งในและต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่นับวันจะหมดไปและมีราคาสูงขึ้น รวมถึงเพื่อศึกษาศักยภาพของประเทศไทยในการจัดหาพลังงานทางเลือก การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหลายแหล่งและได้ทำการวิเคราะห์การพัฒนาพลังงานทางเลือกโดยใช้เทคนิค SWOT เพื่อพิจารณาถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และภาวะคุกคาม จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยได้มีการพัฒนาพลังงานทางเลือกชนิดถึงในระดับที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้แล้ว โดยอาศัยการมีศักยภาพทางด้านเกษตรกรรม การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และการได้รับการสนับสนุนศึกษาวิจัยรวมทั้งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี แก๊สโซฮอล์เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกซึ่งมาจากล่วนผสมของเอทานอลและน้ำมันเบนชิน ซึ่งเอทานอลจะมาทดแทนสาร MTBE ซึ่งต้องนำเข้าจาจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีการรณรงค์ใช้แก๊ลโซฮอล์อย่างมากโดยที่แก๊ลโซฮอล์มีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซินและได้มีการเพิ่มสถานีบริการมากขึ้น ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์สูงขึ้นอย่างมากนอกจากนี้ได้มีการพัฒนาไบโอดีเซลซึ่งจะนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีการเริ่มนำมาใช้บ้าง
แล้วแต่ไม่กว้างขวางเท่าแก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกซึ่งก็ได้มีการมาใช้ค่อนข้างกว้างขวางแล้วในรถยนต์โดยสาร อีกประเภทของพลังงานทางเลือกคือพลังงานไฮโดรเจนซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์ก็ได้พัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโฮโดรเจนแล้ว
การพัฒนาพลังงานทางเลือกของประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเนื่องจากมีการสนับสนุนจากภาครัฐ มีความตื่นตัวกับปัญหาพลังงานขาดแคลนและปัญหาสิ่งแวดล้อม มีนักวิจัยและรู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจและได้มีการพัฒนาเทคโลยีการผลิต อย่างไรก็แล้วแต่การพัฒนายังคงต้องดำเนินต่อไปโดยต้องพิจารณาถึงมิติด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงประเด็นความเป็นไปได้ในระยะยาวและประสิทธิภาพของหลังงานทางเลือกแต่ละชนิดเพื่อสร้างควานใจให้กับผู้ใช้ต่อไป นอกจากนี้การศึกษาเพิ่มขึ้นในการพัฒนาพลังงานทางเลือกให้มีมากชนิดขึ้น
การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกตลาด
สมพจน์ กรรณนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกตลาดเป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญเนื่องจากสังคมมนุษย์มีการดำรงชีพซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงเป็นธรรมชาติของสังคมเศรษฐกิจซึ่งจูงใจให้บุคคลปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยการเปรียบเทียบคุณค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากบุคคลมีธรรมชาติแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตน (Self-Interest) ดังนั้นจึงเป็นสัจจะธรรมที่การจัดการสิ่งแวดล้อมมีมิติหนึ่งซึ่งซึ่งใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) แสดงแนวทางการจัดการมลภาวะด้วยกลไกตลาด (2) แสดงการวิเคราะห์มาตรฐานสำหรับเศรษฐศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อม และ (3) สาธิตการวิเคราะห์เชิงปริมาณในภาคปฏิบัติการ และมีโครงสร้างของเนื้อหาประกอบด้วย ความหมายและประโยชน์ของมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Environmental Standards) การใช้กลไกตลาดของรัฐ และ ระบบตลาดของการจัดการสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ที่จะได้รับของการศึกษานี้ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับแบบจำลองการใช้กลไกตลาดของรัฐ และ การสร้างแบบจำลองกลไกตลาดของการจัดการสิ่งแวดล้อม
กลไกตลาดซึ่งประกอบด้วยภาษีและค่าธรรมเนียมลภาวะ (Emission Tax and Charge) และตลาดใบอนุญาตปล่อยมลภาวะ (Marketable or Tradeable Emission Permit) เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการเพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีต้นทุนต่ำที่สุดทำให้มีการใช้ทรัพยากรเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันมีการบรรลุเป้าหมายมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้กลไกดังกล่าวจะสามารถทำงานได้ประสบความสำเร็จเมื่อมีเงื่อนไขแวดล้อมที่เหมาะสม คือ มิติการเมืองมีความเข้มแข็ง มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ
ชัยยุทธ ชิโนกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การศึกษาเรื่อง การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและวิธีการในการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ ศึกษาโอกาสและอุปสรรคในการค้าระหว่างประทศของบรรษัทระหว่างประเทศ และเสนอแนะยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ การศึกษาได้ค้นคว้าข้อมูลทุติยภูมิจากตำรา หนังสือ เอกสาร การบริหาร และการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีขอบเขตด้านเนื้อหา ประกอบด้วยนิยาม เหตุผลของข้อได้เปรียบในการค้าระหว่างประเทศ สาเหตุในการเข้าตลาดระหว่างประเทศ การได้เปรียบเปรียบเทียบของประเทศและได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ การวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ ทั้งสามระดับยุทธศาสตร์ซึ่งผลการศึกษาพบว่าองค์การค้าระหว่างประทศหรือที่ผู้วิจัยเรียกว่า บรรษัทการค้าระหว่างประเทศหรือบรรษัทระหว่างประเทศ นั้น เกิดขึ้นจากเหตุผลข้อเปรียบเสียเปรียบในการค้าระหว่างประเทศทำให้ความคิดในการหาสาเหตุที่เหมาะสมในการเข้าตลาดระหว่างประเทศสองแนวทาง คือ แนวทางที่คาดการณ์ผลดีของสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าซึ่งมีรายละเอียด สิบ ประการ และแนวทางที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนด หรือตามสถานการณ์บังคับของสภาพแวดล้อม ซึ่งมีรายละเอียดอีกสี่ประการ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาปัจจัยทั้งสี่ประการของพอร์ตเตอร์ซึ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบในการแข่งขัน คือ เงื่อนไขด้านองค์ประกอบ เงื่อนไขด้านอุปสงค์เฉพาะ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุน ตลอดจนยุทธศาสตร์โครงสร้างองค์การและการแข่งขัน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยจะมีขั้นตอนของพัฒนาการของการของการแข่งขัน ตั้งแต่ระยะที่มีองค์ประกอบเป็นพลังขับดัน การลงทุนเป็นพลังขับดัน นวัตกรรมเป็นพลังขับคัน และความมั่งคั่งเป็นพลังขับดัน สุดท้ายจะต้องวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัด จุดแข็ง จุดอ่อนในการเข้าตลาดระหว่างประเทศด้วย
การกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทการค้าระหว่างประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับ เช่นเดียวกับการจัดการธุรกิจในประเทศ (คล้ายกับองค์การที่คำเนินการในประเทศ) คือ ยุทธศาสตร์ระดับองค์การหรือยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ระดับหน่วยกลยุทธ์ธุรกิจ และยุทธศาสตร์ระดับหน้าที่ธุรกิจ สำหรับยุทธศาสตร์ระดับองค์การนั้นจะแบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์หลักสามประการ คือ ยุทธศาสตร์แบบแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศยุทธศาสตร์แบบเหมือนกันทั่วโลก หรือแบบผสม ซึ่งในการเข้าตลาดแต่ละประเทศสามารถเลือกแนวทางกลยุทธ์ในการขยายตัวสู่ตลาดโลกห้าประการโดยการส่งออก การใช้สัญญาอนุญาตดำเนินการการใช้สัมปทานฟรานไชส์ การร่วมลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะมีผลดีหลายด้าน ตลอดจนการการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทการค้าระหว่างประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับ เช่นเดียวกับการจัดการธุรกิจในประเทศ (คล้ายกับองค์การที่คำเนินการในประเทศ) คือ ยุทธศาสตร์ระดับองค์การหรือยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ระดับหน่วยกลยุทธ์ธุรกิจ และยุทธศาสตร์ระดับหน้าที่ธุรกิจ สำหรับยุทธศาสตร์ระดับองค์การนั้นจะ
แบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์หลักสามประการ คือ ยุทธศาสตร์แบบแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศยุทธศาสตร์แบบเหมือนกันทั่วโลก หรือแบบผสม ซึ่งในการเข้าตลาดแต่ละประเทศสามารถเลือกแนวทางกลยุทธ์ในการขยายตัวสู่ตลาดโลกห้าประการโดยการส่งออก การใช้สัญญาอนุญาตดำเนินการการใช้สัมปทานฟรานไชส์ การร่วมลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะมีผลดีหลายด้าน ตลอดจนการมีสาขาที่ตนเป็นเจ้าของในต่างประเทศ และยังเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน กับการจ้างให้ทำการผลิตซึ่งแต่ละขั้นตอนมีพัฒนาการมาตามลำดับและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป จึงมีวิธีการเลือกนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมสำหรับยุทธศาสตร์ระดับหน่วยธุรกิจจะแบ่งเป็นสี่ประเภท คือ การทำผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างกัน การเป็นผู้นำด้านต้นทุนต่ำ การตอบอมององอย่างรวดเร็ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล โดยจะมีมุมมองทั้งสองทางทั้งการผลิตสินค้าโดยมีความแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศกับการผลิตแบบเหมือนกันทั่วโลก
การควบคุมผลการปฏิบัติงานของธุรกิจระหว่างประเทศ
ปราณี จิตกรณ์กิจศิลป์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
ปัจจุบันนี้ความสำคัญของการบริหารงานควบคุมเป็นพื้นฐานสำหรับทุก ๆ บริษัทที่สามารถทำให้ผลการ ได้รับผลสำเร็จตรงตามเป้าหมายหน้าที่ทางการบริหาร ( Management Function) ประกอบไปด้วยหน้าที่การวางแผน การจัดการ การสั่งการ การจัดหาบุคลากร และการควบคุม ซึ่งทุกหน้าที่ต่างก็มีความสำคัญ หน้าที่ทางการบริหารเหล่านี้ไม่มีการสิ้นสุดตราบเท่าที่องค์กรยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หน้าที่การบริหารในส่วนของการควบคุมจึงเปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นไปพร้อมๆกัน การที่องค์กรมีการเติบโต และมีขนาดใหญ่หน้าที่ของการควบคุมก็ยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรที่ว่านี้ คือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจบริษัทข้ามชาติ ( Multinational Corporation -MNC)
ทั้งนี้การควบคุมสำหรับบริษัทช้านชาตินั้นมีความหมายกว้างกว่าการเป็นเพียงเจ้าของมีสิทธิ์โหวดเสียงเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทเท่านั้น แต่สำหรับบริษัทข้ามชาติแล้ว การตรวจสอบภายใน นั้นทำหน้าที่สำคัญหลายประการด้วยกัน ประการแรกการตรวจสอบภายในตั้งขึ้นเพื่อการควบคุม เพื่อรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ประการที่ 2 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในมีหน้าที่ควบคุมระบบควบคุมเองด้วย เนื่องจากบริษัทต้องการความมั่นใจว่า กระบวนการในการวางแผน การรายงานและรายงานทางการเงิน ได้มีการปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น ในการทำบัญชีให้เป็นมาตรฐานจะต้องไม่มีการปรับแต่งการรายงานผล การรายงานผลจะต้องซื่อสัตย์ ซึ่งจะทำให้ลดความผิดพลาดในการตีความในการใช้รายงานทางการเงิน บริษัทจะต้องควบคุมการปฏิบัติการการบัญชีที่ใช้ในทุกหน่วยขององค์กร ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ประสิทธิภาพของระบบรายงานผลทางการเงินสามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยการใช้ขั้นตอนการปฏิบัติทางบัญชีที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลก จากสาเหตุนี้เองทำให้เราเห็นความเป็นรูปแบบอย่างมากในบริษัทข้ามชาติที่ได้ดำเนินการในต่างประเทศมานาน
ในการออกแบบและการควบคุม การจัดการต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และการบำรุงรักษาเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ ระบบการควบคุมต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างการจัดการและการออกแบบระบบ ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายของการควบคุมอย่างไม่เป็นทางการ เช่นโปรแกรมการฝึกอบรมซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ลดลงเนื่องจากอัตราการลาออกของพนักงานที่ลดลง ระบบที่ครอบคลุมทั่วโลก และระบบควบคุมที่ถูกพัฒนาแล้ว ถ้าการควบคุมทำได้ไม่ดีจะส่งผลต่อกระบวนการดำเนินกลยุทธ์ และความสามารถโดยรวมของบริษัท ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสและเพิ่มภัยคุกคาม ในระบบการควบคุมจะต้องมีการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการและเลือกที่จำเป็นเท่านั้น
การทดสอบทฤษฎีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามการเคลื่อนไหวของระดับราคา ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นโดยใช้ข้อมูล panel data จากประเทศเอเซีย แปซิฟิค
ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
รายงานการศึกษานี้ ทำการทดสอบความสามารถของปัจจัยพื้นฐานตามแนวคิด Purchasing Power Parity (PPP) ในการอธิบายการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยประยุกต์ใช้ตัวทดสอบ Unit root ภายได้ข้อมูล Panel data ผลการศึกษาที่ใต้สนับสนุนแนวคิด PPP ในระดับหนึ่งกล่าวคือตัวทดสอบ IPS และ MW สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับดับนัยสำคัญ 10% อันมีนัยยะแสดงถึงการปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนฯ เข้าสู่ระดับดุลยภาพตามแนวคิด PPP อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังในประเด็นปัญหาอันเกิดจากข้อมูลมีความสัมพันธ์ในลักษณะ Cross-sectional Dependence ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในขนาดของตัวทดสอบ (Size Distortion) โดยผลการศึกษาโดยใช้ตัวทดสอบที่สามารถควบคุมปัญหานี้ให้ผลการทดสอบที่แตกต่างกับกล่าวคือตัวทดสอบ Demeaned-IPS สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับนัยสำคัญ 10% ในขณะที่ตัวทดสอบ CIPS และ Demeaned-MW ไม่สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับนัยสำคัญ 10% โดยความไม่สอดคล้องระหว่างผลการทดสอบโดยใช้ตัวทดสอบต่าง ๆ นี้สามารถเกิดจากความแตกต่างใน Power ของตัวตัวทดสอบ หรือควาแตกต่างในความสามารถในการควบคุมปัญหา Cross-sectional Dependence
การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การ : แนวบูรณาการกระบวนการและพฤติกรรม
โกวิทย์ กังสนันท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การเป็นหลักการที่มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น และมีผลต่อการอยู่รอด การเติบโต และประสิทธิผลขององค์การภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง งานวิจัยนี้จึงเริ่มต้นทบทวนปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์การ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความล้าสมัยของรูปแบบองค์การ อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ โลกาภิวัฒน์ ความรุนแรงและเข้มขั้นของการเเข่งขัน ความคาดหวังของสังคม และความคาดหวังของลูกค้า ก่อนที่จะอภิปรายเกี่ยวกับขอบเขตและระดับของการเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมถึงการเปรียบเทียบความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักทฤษฎีและนักปฏิบัติ ผู้วิจัยได้สำรวจและทบทวนข้อเสนอตัวแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การหลักของ kanter (1992), Cummings and Worley (1993), Kotter (1996), และ Ghoshal and Bartlett (1996) ก่อนเสนอตัวแบบบูรณาการระหว่างกระบวนการและพฤติกรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ การริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การขอมรับการเลี่ยนแปลง การสร้างแนวร่วมการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาขีดความสามารถการเปลี่ยนแปลง การผนึกกำลังและขยายผลการเปลี่ยนแปลง และการจัดตั้งสถาบันและฝังรากการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์การ การประสานการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่างมุมมองเชิงกระบวนการและมุมมองเชิงพฤติกรรมจึงน่าจะเป็นพื้นฐานที่สร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การได้ชัดเจนมากขึ้น
ผลกระทบของการรีเอนจิเนียริ่งที่มีต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์
นิสดารก์ เวชยานนท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
ในปัจจุบัน "รีเอนจิเนียริ่ง (Re-engineering)" เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการได้ให้ความหมายของรีเอนจิเนียริ่งว่าเป็นการปฏิวัติแนวคิดที่เป็นรากฐานของกระบวนการทำรทำงทำงานทางธุรกิจเพื่อใช้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ หรือการถอนรากถอนโคนกระบวนการทำงาน แนวคิดรีเอนจิเนียริ่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัทสัญชาติอเมริกันสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับบริษัทต่างชาติ เพราะยังยึดติดกับแนวความคิดทางการบริหารและกระบวนการแบบเก่าที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ดังนั้น จึงต้องมีระบบกระบวนการทำงานสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน องค์การที่มีการทำรีเอนจิเนียริ่งจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงตัวงานและโครงสร้างของงาน คือ จากโครงสร้างงานที่ทำซ้ำๆ ไปสู่ลักษณะงานที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะส่งผลต่อการออกแบบงาน การลดขั้นตอนของงาน การลดขั้นสายการบังคับบัญชา รวมถึงส่งผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์การด้วย ตั้งแต่เกณฑ์ในการสรรหาและคัดเลือกพนักงานจะเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะในขั้นตอนของการคัดเลือก ซึ่งจะมีการทดสอบและประเมินมากขึ้น ในส่วนของการพัฒนาพนักงานจะเน้นที่การให้การศึกษามากกว่าการจัดฝึกอบรม มีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการพัฒนาบุคลากร ส่วนเกณฑ์ในการวัดผลการปฏิบัติงานและการจ่ายค่าตอบแทนจะมุ่งเน้นที่ผลงานและคุณค่าของงานเป็นหลัก มีการใช้ผู้ประเมินหลายคนทั้งจากหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และลูกค้า เป็นต้น และสุดท้ายคือในเรื่องของโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถและศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยมีการนำระบบบประเมินศักยภาพ (Assessment Center) เข้ามาใช้ประกอบการพิจารณาด้วย
แรงจูงใจในการทำงานของคนทำงานไทย (ความต้องการของคนทำงานไทย)
ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของคนไทย 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงานของคนทำงางานไทยกับแรงจูงใจในการทำงานตามทฤษฎีแรงจูงใจของตะวันตก
การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยที่ใช้รูปแบบการวิจัยสำรวจ (survey research) ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยนี่ มี 2 กลุ่ม คือ 1) ประชากรกลุ่มแรกได้แก่ พนักงานในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ถึงแม้ว่าจะเคยได้รับการฝึกอบรบรมในหลักสูตรด้านการบริหารที่หน่วยงานจัดให้มาบ้าง แต่ก็ไม่มีความคุ้นเคยโดยตรงกับแนวคิด ทฤษฎีแรงจูงใจของประเทศตะวันตก จนสามารถจำแนกแยกแยะหลักการที่สำคัญของแต่ละทฤษฎีได้ 2) ประชากรกลุ่มที่สอง ได้แก่ นักศึกษาภาคพิเศษหลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต ของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีการศึกษา 2541 ซึ่งมีสถานภาพเป็นผู้บริหารระดับกลางอยู่ในส่วนราชการรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน
การเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรก ใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึก (indepth-interviewing) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับ "ปัจจัยแรงจูงใจ" และนำมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อสร้างแบบสอบถามสำหรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองใช้แบบสอบถาม แจกให้กลุ่มตัวอย่างกรอกข้อมูลเองแล้วเก็บแบบสอบถามคืนทันที (self -administered questionnaire) …
ความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสายสนับสนุนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ : กรณีศึกษาพนักงานสถาบันระบบใหม่
สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2008)
การศึกษาเรื่อง "ความผูกพันต่อองค์การของบุคลากรสายสนับสนุนสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์: กรณีศึกษาพนักงานสถาบันระบบใหม่" มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นด้านปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานสถาบันระบบใหม่สายสนับสนุนที่มีต่อสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อความผูกพันต่อสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ของพนักงานสถาบันระบบใหม่สายสนับสนุน และความต้องการในด้านสภาพการทำงานและด้านอื่น ๆ รวมทั้งทั้งข้อเสนอแนะในการเสริมสร้างความผูกพันในองค์การ กลุ่มประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ พนักงานสถาบันระบบใหม่สายสนับสนุน จำนวน 88 คน ได้รับแบบสอบถามกลับคืน จำนวน 61 คน หรือร้อยละ 69.32 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบสอบถามซึ่งผู้วิจัยได้แก้ไขปรับปรุงข้อคำถามจากแบบสอบถามของ รองศาสตราจารย์ ดร.จิรประภา อัครบวร คณบดีคณะพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ซึ่งอนุญาตให้ผู้วิจัยใช้เป็นเครื่องมือในการวิจัย กลุ่มประชากรที่ศึกษาส่วนมากเป็นเพศหญิง (ร้อยละ 73.8) และส่วนมากมีอายุมากกว่า 30 ปี (ร้อยละ 59.0) เป็นโสด (ร้อยละ 72.1) มีรายได้ต่อเดือน ระหว่าง 10,000 - 15,000 บาทเศษต่อเดือนไม่เกิน 2,000 บาท (ร้อยละ 59.0) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญา 63.9) และระดับปริญญาโท (ร้อยละ 23.0) ทำงานในสถาบันมาแล้วมากกว่า 3 ปี (ร้อยละ 55.7) ส่วนใหญ่ทำงานในตำแหน่งปัจจุบัน 2 - 3 ปี (ร้อยละ 37.7) และส่วนใหญ่ทำงานในตำแหน่งผู้ปฏิบัติงานบริหาร (ร้อยละ 26.2) รองลงไปคือ ตำแหน่ง นักวิชาการคอมพิวเตอร์ และนักวิชาการศึกษา (ร้อยละ 9.8) ส่วนสถานภาพการทำงาน ส่วนใหญ่เป็นพนักงานสถาบันระบบใหม่ สัญญาจ้าง ครั้งที่ 2 กล่าวคือ ทำงานอยู่ระหว่าง 2 -3 ปี (ร้อยละ 60.7)
ผลการศึกษาพบว่า พนักงานสถาบันระบบใหม่สายสนับสนุนมีความคิดเห็นต่อปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานอยู่ในระดับปานกลาง (= 3.12) มีความผูกพันต่อสถาบันอยู่ในระดับสูง ( = 4.16) โดยมีความผูกพันในระดับสูง ด้านความภูมิใจในงานที่ทำ (Serve) ( = 4.04) และการนึกถึงองค์การในทางที่ดี (Say) ( = 3.82) และมีความผูกพันในระดับปานกลางด้านความปรารถนาที่จะอยู่กับองค์การ (Stay) ( = 3.21)
ผลการทดสอบสมมติฐานมีดังนี้ ปฏิเสธสมมติฐานข้อที่ 1 ปัจจัยส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ ความผูกพันต่อองค์การ เนื่องจากปัจจัยส่วนบุคคลทุกปัจจัยไม่มีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การ ยกเว้น ระดับการศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความผูกพันต่อองค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขอมรับสมมติฐานข้อที่ 2 ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความผูกพันต่อองค์การ โดยปัจจัยด้าน นโยบาย การบังคับบัญชาและการสื่อสาร ด้านสภาพการทำงานด้านลักษณะงานและด้านภาพลักษณ์องค์การมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และด้านสัมพันธ์ภาพกับผู้ร่วมงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันต่อองค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจากผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุแบบขั้นตอน ปัจจัยส่วนบุคคล และปัจจัยแรงจูงใจในการทำงานร่วมกันอธิบายการผันแปรความผูกพันต่อองค์การได้ร้อยละ 51.7 โดยมีตัวแปรอิสระที่มีอำนาจการอธิบายมากที่สุดในสมการมี 3 ตัวแปร คือ ลักษณะงานภาพลักษณ์ขององค์การ และระดับการศึกษา จึงเป็นไปตามสมมติฐานข้อที่ 3 ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ร่วมกันอธิบายการผันแปรความผูกพันต่อองค์การ ได้อย่างน้อยร้อยละ 50
พนักงานสถาบันระบบใหม่สายสนับสนุนมีความต้องการให้สถาบันปรับปรุงมากที่สุดคือค่าตอบแทนและสวัสดิการ สำหรับสิ่งที่สถาบันทำดีอยู่แล้วและต้องการให้ทำต่อไปคือค้านการพัฒนาบุคลากร
การพัฒนาภาวะผู้นำในผู้บริหารระดับกลางสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ศรัณย์ เพ็ชรอุไร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2007)
รายงานการวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาทฤษฎี แนวคิด และองค์ประกอบ เกี่ยวกับทฤษฎีนำ และการพัฒนาภาวะผู้น้ำของผู้บริหารระดับกลางสังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร
ผู้นำ (Leader) มีความหมาย คือ บุคคลใดบุคคลหนึ่งในกลุ่มคนหลายๆ คน ที่มีอำนาจ หรือความสามารถในการจูงใจคนอื่น ให้ปฏิบัติตามความเห็น ความต้องการ หรือคำสั่งของเขาได้ เพราะเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจ ความ เชื่อใจ ความเคารพนับถือจากบุคคลอื่น และผู้นำอาจเป็นผู้ที่ได้รับเลือกจากผู้อื่นให้เป็นผู้นำหรือเป็นผู้ที่ดำรงดำแหน่งผู้นำหรือหัวหน้าในหน่วยงานก็ได้ ทั้งนี้ "ผู้บริหาร" กับ "ผู้นำ" มีความแตกต่างกันในบริบทของการมีอำนาจของผู้บริหาร (Authorly) ในการปกครองบังคับบัญชาบุคคลอื่น หรือผู้ใต้บังคับบัญชาบุคคลอื่น หรือผู้ใต้บังคับบัญชาในหน่วยงานอย่างเป็นทางการ ส่วนผู้นำเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลสามารถชักจูงให้บุคคลอื่นทำตามความต้องการของตน และผู้นำจะมีสถานภาพในการเป็นผู้นำที่เป็นทางการหรือไม่เป็นทางการก็ได้ คำว่า "ผู้บริหารระดับกลาง" ตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 ระบุว่า ได้แก่ หัวหน้าหน่วยงานเทียบเท่ากองในงานสนับสนุน, หัวหน้าหน่วยงานที่เป็นกอง เช่น ตำแหน่งผู้อำนวยการกอง, ผู้อำนวยการสำนัก
การพัฒนาภาวะผู้นำในผู้บริหารระดับกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสต์ ต้องดำเนินการพัฒนาเพื่อเสริมทักษะภาวะผู้นำใน 2 ด้าน คือ ด้านคน และด้านงาน เพื่อให้ผู้บริหารระดับกลางสามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ อันได้แก่การจูงใจตามทักษะของผู้นำ การสร้างความภาคภูมิใจ การสร้างกระบวนการการมีส่วนร่วม ส่วนด้านงานนั้นควรมีการพัฒนาเพื่อเสริมทักษะในด้านการวางนโขบาย การกำหนดวัตถุประสงค์ การวางแผน และเพื่อให้สามารถกำหนดกลวิธีในการปฏิบัติงานได้อย่างชัดเจน ซึ่งหากมีการวางแผนและพัฒนาภาวะผู้นำในผู้บริหารระดับกลางอย่างต่อเนื่องแล้ว ก็จะทำให้สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สามารถดำเนินการภายใต้ทรัพยากรที่จำกัดได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลต่อไป
วิเคราะห์อำนาจและหน้าที่ขององค์กรในการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2007)
งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์อำนาจและหน้าพี่ขององค์กรในการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ดังนี้ คือ สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สภาวิชาการ ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก คณะกรรมการบริหารงานบุคคล คณะกรรมการบริหารพนักงานสถาบัน และคณะกรรมการประจำคณะ/สำนัก โดยใช้วิชีวิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Documentary Research) ต่าง ๆ เช่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ รายงานการประชุมเเละเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสบการณ์จาการเป็นกรรมการของผู้วิจัยในคณะกรรมการรมการชุดต่าง ๆ
ผลของการศึกษามีดังนี้
(1) สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นองค์กรสูงสุด มีอำนาจและหน้าที่เเบ่งเป็น 7 ด้าน คือ ด้านการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาสถาบัน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารการเงิน พัสดุและทรัพย์สิน ด้านการเรียนการสอน ด้านกฎระเบียบ และข้อบังคับ และด้านอื่น ๆ
(2) สภาวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ 6 เรื่องด้วยกัน คือ การพิจารณาและกลั่นกรองหลักสูตร การกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและการเรียนการสอน พิจารณาให้ความเห็นชอบตำแหน่งทางวิชาการ ปริญญากิตติมศักดิ์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ให้คำปรึกษาแก่อธิการบดี หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันหรืออธิการบดีมอบหมายในเรื่องที่เรื่องที่เกี่ยวกับวิชาการและการเรียนการสอน
(3) ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก
ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก (ทคอ.) ไม่ได้ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ชัดเจนแต่ทำหน้าที่โดยสรุปคือ เป็นที่ปรึกษาของอธิการบดี เป็นกรรมการบริหารในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาร่วมกันของสถาบันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก พิจารณากำหนดนโยบาย กำหนดแนวปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทำหน้าที่กลั่นกรองรวมทั้งพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ก่อนนำเสนอสภาสถาบัน
ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก การศึกษา (ทคอ.การศึกษา) มีอำนาจและและหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษา การสอบคัดเลือกเข้าศึกษา และการเรียนการสอน
ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก การวางแผนและประเมินผล มีอำนาจและและหน้าที่เกี่ยวกับนโยบายและแผน งบประมาณ กำกับและติดตามการดำเนินการตามคำรับรองการบฏิบัติราชการ กำกับและติดตามผลการดำเนินงานและโครงการวิจัยตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งการประกันคุณภาพการศึกษา
ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก ด้านการบริหาร มีอำนาจและหน้าที่พิจารณานำนโยบายทางด้านการบริหารไปสู่การปฏิบัติและประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในสถาบันให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล
(4) คณะกรรมการบริหารงานบุคคลปฏิบัติหน้าที่แทนสภาสถาบัน โดยมีอำนาจและหน้าที่ตามพระราชาบัญญัติและกฎกระทรวงว่าด้วย การบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 ตลอดจนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และกฎ ก.พ.ที่เกี่ยวข้อง และตามระเบียบและข้อบังดับต่าง ๆ ของสถาบันที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นมีหน้าที่ช่วยคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งให้ความเห็นแก่อธิการบดีตามที่อธิการบดีปรึกษา
(5) คณะกรรมบริหารพนักงานตถาบันมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการบริหารงานบุคคลแต่มีอำนาจและหน้าที่เฉพาะที่เกี่ยวกับพนักงานสถาบันเท่านั้น อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารพนักงานสถาบันจะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการการบริหารานบุคคลเพื่อทราบหรือนุมัติ นอกจากนั้นเล้วยังดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารงานบุคคลมอบหมายด้วย
6) คณะกรรมการประจำคณะ/สำนักมีอำนาจเเละหน้าที่วางระเบียบปฏิบัติภายในสำนักด้วยความเห็นชอบของสภาสถาบัน กำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร เพื่อเสนอสภาสถาบัน จัดดำเนินการสอบไล่หรือทดสอบ รับปรึกษาและให้ความคิดเห็นแก่คณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักในกิจการของคณะหรือสำนัก ในทางปฏิบัติคณะกรรมการประจำคณะ/สำนัก ยังทำหน้าที่ในด้านต่าง ๆ อีก เช่น การกำหนดนโยบาย แผนงานด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และพิจารณางบประมาณ การติดตามและประเมินผล การดำเนินงาน การพัฒนาและประกันคุณภาพการศึกษา การแต่งตั้งคณะกรรมการเเละคณะทำงานต่าง ๆ เป็นต้น
ข้อเสนอแนะจากการวิจัยมี 2 ประเด็นคือ 1) ควรจัดตั้งสำนักงานสภาสถาบันเพื่อทำหน้าที่อำนวยการให้แก่สภาสถาบัน เช่น กลั่นกรองเรื่องต่าง ๆ ให้แก่สภาสถาบัน ติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายหรือมติของสภาสถาบัน เป็นต้น 2) ยกเลิกคณะกรรมการบริหารพนักงานสถาบันและกำหนดให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารพนักงานสถาบันโดยตรง
การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการสิ่งแวดล้อม
จินตนา อมรสงวนสิน (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
บทวิจัยนี้เป็นการวิจับทางเอกสาร (documentary research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนเนื้อหาสาระของแนวคิดและเทคนิคการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่าการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นกระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างมีระบบเพื่อระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องที่มีผลประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์จากการมีโครงการหรือนโยบาย ได้แก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุด (primany stakeholder) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญรองลงมา (secondary stakeholder) และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (key stakeholder) และพิจารณาว่าใครควรถูกนำมาพิจารณาในการจัดทำนโยบายหรือ โครงการ และ/หรือในการนำนโยบายหรือโครงการไปปฏิบัติ เป้าประสงค์ของการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือการให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบายว่าผลประโยชน์ของผู้ใดหรือกลุ่มใดที่ควรจะถูกนำเข้ามาพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจ ขั้นตอนในการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ประกอบด้วย (1) การเลือกเวลาในการดำเนินงานโดยควรจะดำเนินการก่อนที่การทำข้อเสนอการปฏิรูปนโยบายจะเสร็จสมบูรณ์ (2) การรวบรวมข้อมูลได้แก่การสัมภาษณ์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับนโบบาย ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่จะที่มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องการ รวมทั้งสัมภาษณ์กลุ่มต่าง ๆ หรือปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ดารางแมททริกซ์ (matrix) เป็นเครื่องมือในการจำแนกแยกแยะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามอำนาจหรืออิทธิพลและความเข้าใจการสนับสนุมหรือคัดค้านการปฏิรูปนโยบายของพวกเขา และวิเคราะห์ถึงการได้รับหรือเสียผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการปฏิรูปโยบายรวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้น
การวางแผนและจัดการจราจรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับชุมชนเมือง
จำลอง โพธิ์บุญ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
ระบบการจราจรและขนส่งในประเทศไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ได้ก่อปัญหาหลายประการเช่นเดียวกัน ได้แก่ปัญหาจราจรติดขัด ปัญหาอุบัติภัยจรจรซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากทุกปี มลพิษทางอากาศจากไอเสียของยานพาหนะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในชุมชนเมืองอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการสูญเสียเงินตราจากการนำเช้าน้ำมันเชื้อเชื้อเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี
การจราจรและขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญหาและผลกระทบจากการจราจรในชุมชน หลักการสำคัญคือการพิจารณาการจราจรและขนส่งอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบทั้งต่อสภาพแวดล้อม สังคม บุคคล และระบบเศรษฐกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในด้านการจราจรและขนส่งของชุมชนในพื้นพื้นที่ สามารถประยุกต์แนวทางดังกล่าวนี้มาใช้โดยผ่านกระบวนการวางแผนและบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ โดยในทุกขั้นตอนจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เกิดผลดีต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และนำไปสู่การมีชุมชนที่น่าอยู่และยั่งยืนตลอดไป
การวิเคราะห์การถดถอย
จันทนา อินทปัญญา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การวิเคราะห์การถดถอยคือกระบวนการที่จะหาหรือประมาณการความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสุ่ม Y และตัวแปร X โดยจะเรียกตัวแปรสุ่ม Y ว่า ตัวแปรตามหรือตัวแปรตอบสนอง (dependent or response variable) และเรียกตัวแปร X ว่าตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตอบสนอง (independent or predictor variable) วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์การถดถอยก็เพื่อให้ทราบว่า ตัวแปร Y ขึ้นอยู่กับตัวแปร X จริงหรือไม่ ถ้า Y ขึ้นอยู่กับ X จริง ก็จะสามารถทำนายค่าของ Y ได้เมื่อกำหนดค่าของ X มาให้ …

