NIDA Wisdom Repository

 

Communities in DSpace

Select a community to browse its collections.

Now showing 1 - 6 of 6
Thumbnail Image

คณะและวิทยาลัย

NIDA Schools and Colleges

No Thumbnail Available

สำนักงานอธิการบดี

NIDA Office of the President

Thumbnail Image

ผลงานวิชาการ

NIDA Scholars

Thumbnail Image

หน่วยงาน

NIDA Units

Thumbnail Image

วารสารวิชาการ

NIDA Academic Journals

Thumbnail Image

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

NIDA E-Books

Recent Submissions

Thumbnail Image
Item
การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การ : แนวบูรณาการกระบวนการและพฤติกรรม
โกวิทย์ กังสนันท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การเป็นหลักการที่มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น และมีผลต่อการอยู่รอด การเติบโต และประสิทธิผลขององค์การภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง งานวิจัยนี้จึงเริ่มต้นทบทวนปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์การ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความล้าสมัยของรูปแบบบองค์การ อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ โลกาภิวัตน์ ความรุนแรงและเข้มขั้นของการแข่งขัน ความดาดหวังของสังคม และความคาดหวังของลูกค้า ก่อนที่จะอภิปรายเกี่ยวกับขอบเขตและระดับของการเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมถึงการเปรียบเทียบความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักทฤษฎีและนักปฏิบัติ ผู้วิจัยได้สำรวจและทบทวนข้อเสนอตัวแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การหลักของ kanter (1992), Cummings and Worley (1993), Kotter (1996), และ Ghoshal and Bartlett (1996) ก่อนเสนอตัวแบบบูรณาการระหว่างกระบวนการและพฤติกรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ การริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การยอมรับการเลี่ยนแปลง การสร้างแนวร่วมการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาขีดความสามารถการเปลี่ยนแปลง การผนึกกำลังและขยายผลการเปลี่ยนแปลง และการจัดตั้งสถาบันและฝั่งรากการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์การ การประสานการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่างมุมมองเชิงกระบวนการและมุมมองเชิงพฤติกรรมจึงน่าจะเป็นพื้นฐานที่สร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การได้ชัดเจนมากขึ้น
Thumbnail Image
Item
การจัดหมู่ระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน : หมวด T เทคโนโลยี (Technology)
วิจิตร อมรนพกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การจัดหมู่ระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกันหมวด T เทคโนโลยี (Technology) เป็นคู่มือใช้ประกอบการปฏิบัติงานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นวิทยาการที่นับวันจะมีแต่ความก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นในชีวิตประจำวัน เนื้อหาในคู่มือมือนี้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของโดยทั่วๆไป และการเน้นเฉพาะการจัดหมู่ในหมวด T เทคโนโลยี โดยการแสดงวิธีการ การกำหนดเลขหมู่ การใช้เลขเรียกหนังสือ การจัดหมู่อย่างละเอียคซึ่งประกอบด้วย การใช้เลขหมู่โดยตรงการใช้เลขคัตตอร์ A - Z การใช้เลขคัตเตอร์สงวน การใช้คัตเตอร์ซ้อน การใช้คัตเตอร์ตามการแบ่งย่อยเลขหมู่แบบเดียวกัน และการใช้ตาราง
Thumbnail Image
Item
การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน
สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
รายงานการศึกษาเรื่อง การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับคู่มือปฏิบัติงาน ทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานก่อนที่จะจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และเสนอเครื่องมือในการปรับปรุงงาน การใช้ไปรแกรม MS Visio ในการจัดทำกระบวนงาน และกรณีตัวอย่างคู่มือการขออนุมัติปรับปรุงและยกเลิกหลักสูตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คู่มือปฏิบัติงานคือเอกสารที่แสดงขั้นตอนกระบวนการปฏิบัติงาน และวิธีปฏิบัติ โดยจะระบุว่าจะทำงานอะไร (Wha) ทำอย่างไร (How) ทำเมื่อใด (When) ใครเป็นคนทำ (Who) และทำไมจึงต้องทำ (Why) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาจากการปฏิบัติงาน (ถ้ามี) คู่มือปฏิบัติงานมีประโยชน์หลายประการด้วยกัน เช่น ช่วยลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ช่วยพัฒนาระบบการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น สร้างมาตรฐานงานที่ดีมีประสิทธิภาพ รวมทั้งลดต้นทุนในการปฏิบัติงาน การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานสิ่งที่จะต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือ การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) หรือกระบวนการปฏิบัติงาน หลักการสำคัญในการวิเคราะห์ประกอบด้วย การกำจัด (Eliminate) การรวมเข้าด้วยกันหรือรวมกันเป็นหนึ่ง (Combine หรือ Integration) การทำให้ง่ายขึ้น (Work Simplification) การสลับ (Rearrange) ขั้นตอนงานใหม่ การปรับปรุง (Improve) ขั้นตอนให้ดีขึ้นสำหรับเทคนิคที่ใช้ในการทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานมีหลายเทคนิคด้วยกันที่ได้นำเสนอในรายงานนี้คือ การปรับปรุงกระบวนงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Process Improvement) การรีเอ็นจิเนียริ่งกระบวนการปฏิบัติงาน (Business Process Reengineering) การลดขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานด้วย Lean หลังจากวิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติงานแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำแผนภูมิหรือแผนผัง (Flowchart) ในการวิเคราะห์ระบบงาน ซึ่งได้แก่ แผนผังวิเคราะห์สายทางเดินของงาน (Flow Process Chart) และแผนผังวิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติงาน (Procedure Flowchart) เเละเพื่อให้การเขียนแผนผังดังกล่าวได้รวดเร็วได้เสนอให้ใช้ไปรแกรม MS Visio โดยใต้เสนอขั้นตอนในการใช้อย่างง่าย ๆ และในรายงานนี้ได้เสนอตัวอย่างคู่มือการขออนุมัติเปิด ปรับปรุงและยกเลิกหลักสูตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนนบริหารศาสตร์ไว้ด้วย
Thumbnail Image
Item
การศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันกับมหาวิทยาลัยเอกชน
วิรันต์ นาประกอบ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การศึกษาวิจัย เรื่อง "การศึกษาปรียบเทียบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันกับมหาวิทยาลัยเอกชน" มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบถึง การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ การรวบรวมข้อมูล กระทำโดยศึกษาข้อมูลเอกการที่เกี่ยวข้องด้านประกับคุณภาพการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยหอการค้า และมหาวิทยาลัยสยาม และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลการศึกษา พบว่าแต่ละสถาบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การพัฒนาด้านตัวชี้วัดและการปรับปรุงด้านการบริหารงาน โดยดำเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละองค์กร มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการทางด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นใจแก่สังคมที่สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม และเพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบสอง (พ.ศ.2549-2552) ซึ่งจะเป็นการประเมินคุณภาพเพื่อพัฒนาและมีการรับรองมาตรฐานการศึกษา ข้อเสนอแนะ การประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาควรมุ่งเน้นให้บุคลากรภายในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วม จะทำให้ผลการดำเนินงานด้านประกันคุณภาพมีคุณค่าและนำองค์กรก้าวไปสู่ "คุณภาพที่ยั่งยืน"
Thumbnail Image
Item
การประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง : กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
สุรสิทธิ์ วชิรขจร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ว่าสามารถบรรถุวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ อย่างไร และประเมินกระบวนการขั้นตอนการปฏิบัติ รวมไปถึงปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังต้องการศึกษาถึงผลข้างเคียงในเรื่องของความพึงพอใจของสมาชิกกองทุน และระดับความคิดเห็นของข้าราชการพัฒนาชุมชนที่มีต่อโครงการ วิธีการประเมินโครงการทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสมาชิกกองทุนฯที่ก็ยืมเงินจากโครงการ จำนวน 200  คน กลุ่มคณะกรรมการกองทุนฯ จำนวน 200  คน และกลุ่มข้าราชการพัฒนาชุมชนใน จ.อุบลราชธานี จำนวน 150 คน ผลการประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการประเมินด้านผลผลิตในการดำเนินงาน พบว่า โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สามารถพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกกองทุนฯ และครอบครัวได้ โดยกลุ่มสมาชิกกองทุนฯ เกือบทั้งหมดนำเงินไปประกอบอาชีพตามโครงการที่ขอกู้ยืม ซึ่งนำเงินกู้ยืมดังกล่าวไปลงทุนด้านการเกษตรมากที่สุด นอกจากนี้จากการลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นกับสมาชิกกองทุนโดยรายได้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากลงทุนไปแล้วมากกว่า 6 เดือน สำหรับประเด็นความคิดเห็นของสมาชิกหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า สมาชิกกองทุนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นว่าหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้วสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกกองทุน ฯ ดีขึ้น 2. ผลการประเมินด้านกระบวนการดำเนินงาน พบว่า คณะกรรมการกองทุนฯ มีความรู้ความเข้าใจในระดับมากซึ่งส่งผลให้ คณะกรรมการกองทุนฯ มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ในระดับมากตามไปด้วย สำหรับเรื่องการสนับสนุนช่วยเหลือกิจกรรมจากคณะกรรมการกองทุนฯ และข้าราชการพัฒนาชุมชนใน จ.อุบลราชธานี พบว่า สมาชิกกองทุนฯ ได้รับการฝึกอบรมด้านอาชีพจากการวางแผนของคณะกรรมการหมู่บ้านในในระดับป่านกลาง แต่ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ และด้านการจัดการจากข้าราชการพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบกราชธานี อยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินด้านผลกระทบจากการดำเนินงาน พบว่า ข้าราชการพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีมีความคิดเห็นต่อ โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอยู่ในระดับมาก สำหรับความพึงพอใจของสมาชิกกองทุนฯ ที่มีต่อโครงการ ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมมีความพึ่งพอใจต่อโครงการในระดับสูง และเมื่อศึกษาในรายด้าน พบว่ามีความพึงพอใจสูงที่สุดในด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รองลงมา คือ ด้านระบบหลักเกณฑ์การขอยืม และมีความพึงพอใจน้อยที่สุดในด้านผลตอบแทนเมื่อเข้าร่วมโครงการ
Thumbnail Image
Item
การศึกษาความสัมพันธ์ของคุณสมบัตินักศึกษาแรกเข้ากับผลการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาโททางบริหารธุรกิจสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ คณะบริหารธุรกิจ
สมศรี ผลพาณิชเจริญ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภูมิหลังของผู้สำเร็จการศึกษาของคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒบริหารศาสตร์ ในช่วงระหว่างปี 2544 - 2548 รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลคะแนนเฉลี่ยในหมวดวิชาหลักและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยในแต่ละปี การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Anova) และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม โดยการรวบรวมข้อมูลจากใบขึ้นทะเบียน ใบสมัครนักศึกษาของคณะบริหารธุรกิจและใบระเบียนย่อที่แสดงผลการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน 304 คน วิจัยพบว่า การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยในตัวแปรที่ทำให้สามารถสร้างเป็นแนวทางที่ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครในโครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ สำหรับนักบริหารธุรกิจ สำหรับนักบริหารธุรกิจรุ่นใหม่ มีดังนี้ อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 25 - 27 ปี มหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นสถาบันของรัฐ สาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นศิลปศาสตร์บัณฑิตคะแนนเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรีอยู่ในระหว่าง 3.36 ~ 3.76 คะแนนข้อเขียนอยู่ในช่วง 81 - 100 คะแนนสัมภาษณ์อยู่ในช่วงระหว่าง 3.81 - 4.00 และคะแนน Profile อยู่ในระหว่าง 3.75 - 4.00 สำหรับคะแนนเฉลี่ยในหมวดวิชาหลักอยู่ในระหว่าง 3.26 - 3.50 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระหว่าง 3.25 - 3.49 ซึ่งในคะแนนเฉลี่ยในหมวดวิชาหลักและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบบเพียรสันที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสูง สามารถนำตัวแปรดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาได้อย่างดี และมีคุณภาพในการพิจารณาตัดสินใจเลือกนักศึกษาที่จะสอบเข้ามาศึกษาในโครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ สำหรับนักบริหารรุ่นใหม่
Thumbnail Image
Item
การบริหารจัดการแบบมืออาชีพสำหรับผู้บริหารระดับกลาง
สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
รายงานการศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการแบบมืออาชีพสำหรับผู้บริหารระดับกลางมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกลยุทธ์ในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพสำหรับผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหารระดับกลาง คือ บุคคลที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริหารสูงสุดกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหรือพนักงาน ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการประสานแนวนโยบายขององค์กร บุคลากร และโครงการต่าง ๆ ให้เข้ากัน เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ผู้บริหารระดับกลางที่มีประสิทธิภาพและผลงานสูง จะทำให้องค์กรสามารถดำเนินไปได้ตามทิศทางที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรวางเอาไว้ และช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ผู้บริหารระดับกลางจึงเป็นบุคคลที่ทำให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนอยู่ได้และมีบทบาทที่สำคัญทั้งในฐานะที่เป็นหมือน ผู้นำการเปลี่ยนเปลง (Change Agent) เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนและถ่ายทอดยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการที่ดีและเป็นตัวขับเคลื่อนการจัดการความรู้ภายในองค์การ การเป็นผู้บริหารระดับกลางมืออาชีพจะต้องฝึกฝนและใช้กลยุทธ์ 3 ประการคือ กลยุทธ์ในการบริหารตนเองให้เป็นคนคุณภาพ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการระดับบุคคลและกลุ่ม และกลยุทยุทธ์ในการบริหารจัดการองค์การ กลยุทธ์ในการบริหารตนเองให้เป็นคนคุณภาพ ประกอบด้วยกลยุทธ์ย่อย 4 กลยุทธ์คือ รู้จักตัวตนของตนเอง รู้จักพัฒนาคนให้เป็นคนคุณภาพ รู้บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และการพัฒนาตนเอง ซึ่งจะต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญ 3 ประการคือ ทักษะทางความคิด (Conceptual Skill) ทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ (Human Skill) และทักษะทางเทคนิค (Technical Skill) นอกจากการพัฒนาทักษะดังกล่าวแล้วจะต้องพัฒนาในเรื่องของบุคลิกภาพ พัฒนาภาวะผู้นำ พัฒนาสมาธิ บริหารความเครียด บริหารเวลา การสื่อสาร การนำเสนอ เรียนรู้การพัฒนาตนเองจากความผิดพลาด เป็นผู้นำที่คเป็นแบบบบอย่างแก่ผู้อื่น เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม กลยุทธ์ในการบริหารจัดการระดับบุคคลและกลุ่ม คือจะต้องรู้ใจคน พัฒนาคนเพื่อให้เกิดผลงาน สร้างขวัญกำลังใจ การประสานงาน การติดตามงาน บริหารความขัดแย้ง แก้ปัญหาและตัดสินใจ การวัดและประเมินผล กลยุทธ์ในการบริหารจัดการองค์การที่สำคัญคือ การรู้เรื่ององค์การ การกำหนดทิศทางขององค์การ ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ และการพัฒนาองค์การสู่ความเป็นเลิศ โดยสรุปแล้วนักบริหารมือกาชีพ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความเสามารถ เป็นคนเก่ง คือ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งดำเนินชีวิต
Thumbnail Image
Item
การประสานงานระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
ศรีอรุณ ชื่นนางชี (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการประสานงานในปัจจุบันของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิดพัฒนบริหารศาสตร์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการประสานงานในทัศนะของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการประสานงานระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และเพื่อศึกษารูปแบบและทิศทางการประสานงานที่คณะพัฒนาการเศรษฐกิจต้องการให้เป็นไปในอนาคด ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ (Key-informant) ในการศึกษาครั้งนี้เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ และหน่วยงานกลาง การเก็บข้อมูล ใช้ข้อมูลปฐมภูมิโดยการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารประกอบการสัมภาษณ์สรุปประมวลเป็นการประสานงานระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิดพัฒนบริหารศาสตร์ตั้งแต่ขั้นเตรียมการถึงขั้นดำเนินงาน สรุปผลการวิจัย 1. รูปแบบการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จากการสำรวจหน่วยงานกลางของสถาบันพบว่าการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบัณฑิดพัฒนบริหารศาสตร์มี 2 ประเภทคือ การบังคับบัญชาโดยตรงและการปรับตัวเข้าหากัน โดยถ้าเป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงานจะใช้การบังคับบัญชาโดยตรง แต่ถ้าเป็นในระดับบุคคลจะใช้วิธีการปรับตัวเข้าหากัน โดยในปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานย่อยในหน่วยงานต่างๆ ของสถาบันที่มีหน้าที่เฉพาะในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งการประสานงานในลักษณะนี้ทำให้ต้องใช้เวลาในการติดตามความคืบหน้าของการประสานงาน ในกรณีที่เป็นการรวบรวมข้อมูลจากคณะต่างๆ ภายในสถาบันเพื่อนำเสนอผู้เสนอผู้บริหาร หน่วยงานกลางจะกำหนดระยะเวลาในการให้คณะส่งข้อมูลนั้น และกำหนดตัวผู้ประสานงานเฉพาะเรื่องไว้ด้วย ในปัจจุบันหน่วยงานกลางยังไม่มีแผนในการประสานงานประจำปีกับคณะ การประสานงานจึงเป็นในลักษณะการประสานงานตามชิ้นงาน และเนื่องจากหน่วยกลางไม่มีแผนในการประสานงานกับคณะ ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องใช้การประสานงานในระดับบุคคลโดยวิธีการปรับตัวเข้าหากัน การประสานงานในลักษณะนี้มีหลายรูปแบบ ซึ่งการประสานงานแบบนี้ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและไม่สามารถควบคุมขอบเขตของการประสานงานได้ ผลของการประสานงานในลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของผู้ปฏิบัติในสองหน่วยงาน โดยในการประสานงานของคณะกับหน่วยงานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานในระดับหน่วยงานหรือในระดับบุคคล โดยส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการปรับตัวเข้าหากัน 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ปัจจัยที่มีผลต่อการประสานงานของคณะพัฒนากาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้แก่ ประสิทธิภาพการประสานงานของหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง การจัดรูปองค์กรในหน่วยงานกลาง วัฒนธรรมองค์กรในหน่วยงานกลาง ช่วงเวลาในการประสานงานและ สิ่งอำนวยความสะดวกในการประสานงาน 3. ปัญหาและอุปสรรคในการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ปัญหาและอุปสรรคในการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้แก่ การไม่มีระบบผู้ประสานงานอย่างเป็นทางการการประสานงานของคณะกับหน่วยงานกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของคณะโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะตามการบังคับบัญชาโดยตรง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการประสานงานในงานนั้นๆ เกิดจากหน่วยงานภายนอกสถาบัน บางครั้งมิใช่ปัญหาจากการประสานงานกับหน่วยงานกลางของสถาบันโดยตรง สถาบันไม่มีกรอบนโยบายและแนวทางในการประสานงาน ผู้ประสานงานในแต่ละงานไม่ทราบภาพรวมการทำงานของหน่วยงานและสถาบัน ผู้ประสานงานในแต่ละงานขาดความรู้ในชิ้นงาน การขาดผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน คณะยังมีการประชาสัมพันธ์เรื่องผู้ประสานงานในแต่ละงานน้อย การประสานงานโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมักจะมีข้อเสียในเรื่องการส่งงานไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาและในการปฏิบัติในหน่วยงานราชการ งานบางเรื่องยังต้องเป็นแบบการประสานงานโดยการบังคับบัญชาโดยตรง
Thumbnail Image
Item
การลา : ศึกษาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2535
ยุทธชัย ทองประเสริฐ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การศึกษาเรื่อง "การลา : ศึกษาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการพ.ศ. 2535" ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาจากเอกสารดำบรรยายเกี่ยว ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.ศ. 2535 โดยการศึกษาวัตถุประสงค์ในการแก้ไขระเบียบการลาของข้าราชการพ.ศ. 2520 ที่ใช้บังคับมาเป็นเวลาประมาณ 14 ปีเศษ ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรทำไมจึงต้องต้องมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าว จากการศึกษา พอสรุปวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงแก้ไขระเบียบไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ 2. เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นธรรมแก่ข้าราราชการทุกฝ่าย 3. เพื่อพัฒนาและปรับสิทธิการลาของข้าราชการให้ดีกว่าเดิม อีกทั้งได้ศึกษาถึงประเด็นในข้อแตกต่างของระเบียบการลาของข้าราชการพ.ศ. 2520 กับระเบียบการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2535 เช่นในเรื่องของการกระจายอำนาจในการลาซึ่งตามระเบียบการลาฉบับใหม่มีการกระจายอำนาจในการอนุญาตให้แก่ผู้บังคับบัญชาระดับล่างสามารถอนุญาตการลาในบางเรื่องได้เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน การนับวันลาบางประเภท เช่น การลาป่วย ลากิจ และลาพักผ่อน ให้นับเฉพาะวันทำการเท่านั้นแตกต่างกับระเบียบการลาของข้าราชการพ.ศ. 2520 ที่นับรวมวันหยุดระหว่างวันลาเข้าเป็นการลาตามแต่ละประเภทด้วย ซึ่งตรงตามความเป็นจริงเป็นสิทธิของผู้ที่จะลาทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นธรรรม นอกจากนั้นการลาในปัจจุบันสามารถใช้ระเบียบการลาฉบับเดียวกันกับข้าราชการทุกประเภท อันก่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกฝ่าย และยังได้ศึกษาหมวดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการฉบับใหม่นี้ว่ามีอะไรและผลการดำเนินการอย่างไร ตลอดจนศึกษาการลาประเภทต่าง ๆ จำนวน 8 ประเภท ได้แก่ การลาป่วย การลาคลอดบุตร การลากิจส่วนตัว การลาพักผ่อน การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ การลาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเข้ารับการเตรียมพล การลาไปศึกษา ดูงาน ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัย การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ และการลาติดตามคู่สมรส เป็นต้น ศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ ศึกษาการนับวันลา การลงวันลา การจัดส่งใบลา อำนาจการลาและผู้พิจารณาอนุญาตการลา นอกจากจะศึกษาการลาของข้าราชการแล้ว ผู้ศึกษายังได้ศึกษาการลาของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม การลาของข้าราชการการเมือง และข้าราชการกรุงเทพมหานครด้วย เพื่อให้ผู้ที่สนใจในเรื่องการลาของข้าราชการได้มีความรู้และเข้าใจได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้ศึกษาเกี่ยวกับการลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนเต็มในระหว่างลาว่ามีการลาประเภทใดบ้างที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและมีระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและมีระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนเท่าไรไว้ด้วย อันอาจจะเป็นประโชชน์ต่อผู้สนใจที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องการลาของข้าราชการต่อไป
Thumbnail Image
Item
ความพึงพอใจการสืบค้นสารสนเทศระบบ OPAC โปรแกรม INNOPAC ของผู้ใช้บริการสำนักบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
วนิดา โสตเนียม (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการใช้บริการสืบค้นสารสนเทศ ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการที่มีต่อการสืบค้นสารสนเทศระบบ OPAC โปรแกรม INNOPAC ของสำนักบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 389 ฉบับ และใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC' หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการมีวัตถุประสงค์การสืบค้นสารสนเทศเพื่อทำรายงานประกอบการเรียนมากที่สุด โดยผู้ใช้บริการส่วนมากเรียนรู้วิธีการสืบค้นสารสนเทศด้วย การลองผิดลองถูกเรียนรู้ตนเอง รองลงมาคือ การอ่านคำอธิบายจากหน้าจอเมนู และอ่านคู่มือการใช้แล้วสืบค้นด้วยตนเองในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน และทางเลือกที่ใช้สืบค้นสารสนเทศมากที่สุด คือชื่อเรื่อง ส่วนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการสืบค้นสารสมเทศนั้น แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ความพึงพอใจด้านการให้บริการ ความพึงพอใจด้านการสืบค้น และความพึงพอใจด้านผลการสืบค้น ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางทั้ง 3 ด้าน และมีความพึงพอใจระดับมากเรื่องกวามชัดเจนในการแสดงผลจอภาพและความรวดเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลและแสดงผลการสืบค้น รวมทั้งมีความพึงพอใจการสืบค้นโดยใช้ชื่อเรื่องอยู่ในระดับมากเช่นกัน สำหรับปัญหาการสืบค้นสารสนเทศ ด้านการให้บริการ ด้านการสืบค้น และผลการสืบค้น ผู้ใช้บริการมีปัญหาโดยภาพรวมระดับปานกลาง ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่มีผู้ระบุ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับใช้สืบค้นตั้งอยู่ห่างไกลจากชั้นหนังสือและปัญหาบริการถ่ายเอกสารไม่สะดวก
Thumbnail Image
Item
การศึกษาความพึงพอใจในการทำงานของมหาบัณฑิตสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รุ่่นเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2538 พ.ศ. 2539 และ พ.ศ. 2540
ภัทรินทร์ โล่วัชระกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การวิจัยนี้ได้ศึกษาความพึงพอใจในการทำงานของมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รุ่นเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2538 พ.ศ. 2539 และ พ.ศ. 2540 โดยสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. มหาบัณฑิตที่ตอบแบบสอบถามมากกกว่าร้อยละ 80 รู้สึกพอใจใจในการทำงทำงาน 2. สาเหตุที่ทำให้มหาบัณฑิตที่ทำงานรับราชการและรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่รู้สึกพอใจในการทำงาน คือ ความมั่นคงในงานที่ทำ 3. มหาบันฑิตที่ทำงานในบริษัทเอกชนส่วนใหญ่มีมีความพึงพอใจในการทำงาน เนื่องจากระบบงาน และ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 4. สาเหตุที่มหาบัณฑิตไม่พอใจในการทำงาน เนื่องมาจากระบบงานมากที่สุด
Thumbnail Image
Item
ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจคงอยู่ของพนักงานโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายใต้ สถานการณ์วิกฤต: กรณีศึกษาโควิด-19 ในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต
สามารถ วัฒนเดชา; กนกกานต์ แก้วนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ด้านความผูกพัน ต่อองค์กร และด้านคุณภาพชีวิตที่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจคงอยู่ของพนักงานโรงแรมระดับ 5 ดาว ภายใต้แรงกดดันจากสถานการณ์โควิด-19 กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานแผนกต้อนรับส่วนหน้าใน โรงแรมระดับ 5 ดาวในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ต จำนวน 171 คน โดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ แบบเป็นสัดส่วน โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลวิเคราะห์ผ่านการแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ T-test และ F-test ในการทดสอบความแตกต่างระหว่าง ค่าเฉลี่ยสองกลุ่มและสองกลุ่มขึ้นไปที่ระดับความมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 และเพื่อทราบถึงความ แตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างและทำการวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณเพื่อตอบค่าอิทธิพล ที่มีผลต่อการตั้งใจอยู่ของพนักงานโรงแรมระดับ 5 ดาว ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง คิดเป็นร้อยละ 77.2 มีอายุ 31 – 40 ปีมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 49.7 มีสถานภาพโสด คิดเป็นร้อยละ 90.1 มีระดับ การศึกษาปริญญาตรี คิดเป็นร้อยละ 80.7 ตำแหน่งพนักงานระดับปฏิบัติการ คิดเป็นร้อยละ 76.6 และกลุ่มตัวอย่างมีรายได้ 15,001 – 30,000 บาท มากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 80.1 ส่วนปัจจัยด้าน ผูกพันต่อองค์กร พบว่า ความผูกพันต่อองค์กรโดยรวมทั้ง 3 ด้าน ของพนักงานโรงแรมระดับ 5 ดาว ในเขตพื้นที่จังหวัดภูเก็ตโดยรวมในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ความผูกพันต่อองค์กรอยู่ใน ระดับดี 2 ด้าน และระดับปานกลาง 1 ด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความ เชื่อมั่นต่อค่านิยมขององค์กร รองลงมา ด้านความเต็มใจที่จะทุ่มเทมีใจในการทำงาน และด้านความ ต้องการอย่างแรงกล้าจะเป็นสมาชิกขององค์กร ตามลำดับ และด้านคุณภาพชีวิต พบว่า โดยรวมอยู่ ในระดับดี เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า คุณภาพชีวิตในการทำงาน อยู่ในระดับดี 6 ด้าน และระดับ ปานกลาง 2 ด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านความสัมพันธ์ทางสังคม รองลงมา ความมั่นคงในหน้าที่ ด้านการพัฒนาศักยภาพของพนักงาน ด้านความภูมิใจต่อความ รับผิดชอบขององค์กร ด้านความปลอดภัยและเงื่อนไขทางกายภาพในการทำงาน ด้านการบริหาร องค์กรของผู้บริหาร ด้านความสมดุลระหว่างชีวิต และการปฏิบัติงาน และด้านผลตอบแทน ตามลำดับ
Thumbnail Image
Item
กลยุทธ์การเล่าเรื่อง อัตลักษณ์ของเกมแคสเตอร์ (สายเล่าเรื่อง) และการมีส่วนร่วมของสมาชิกบนแพลตฟอร์มยูทูบ
ปฐวิทย์ จิระสมบูรณ์โชค; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากลยุทธ์การเล่าเรื่องและอัตลักษณ์ของเกมแคสเตอร์สายการเล่าเรื่องบนยูทูบ 2) ศึกษาการเปิดรับสื่อ การรับรู้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง การรับรู้อัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของผู้ชมที่ส่งผลต่อเกมแคสเตอร์สายการเล่าเรื่องบนยูทูบ 3) ศึกษา เปรียบเทียบความแตกต่างของลักษณะทางประชากรกับการเปิดรับสื่อของผู้ชม การรับรู้กลยุทธ์การ เล่าเรื่อง การรับรู้อัตลักษณ์และการมีส่วนร่วมของผู้ชมต่อเกมแคสเตอร์สายเล่าเรื่องบนยูทูบ 4) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการเปิดรับสื่อของผู้ชม การรับรู้กลยุทธ์การเล่าเรื่อง การรับรู้อัตลักษณ์ และการมีส่วนร่วมของผู้ชมต่อเกมแคสเตอร์สายเล่าเรื่องบนยูทูบ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน แบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกและวิธีวิจัยเชิง ปริมาณ ด้วยการเก็บแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจำนวน 400 ชุด กับกลุ่มตัวอย่างมีอายุ ตั้งแต่ 15 – 35 ปีและเป็นผู้รับชมวิดีโอคอนเทนต์ประเภทเกมบนแพลตฟอร์มยูทูบ หลังจากรวบรวม แบบสอบถามครบแล้วจึงนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประเมินผลผ่านโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติโดยใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนาในรูปแบบของตารางแจกแจงความถี่ และค่าร้อยละ และการ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน โดยใช้การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ ความแปรปรวนทางเดียว ผลจากการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า 1) การเล่าเรื่องของเกมแคสเตอร์ไม่ได้มีการวางแผนใน การเล่าเรื่องไว้ก่อน แต่จะนำคลิปวิดีโอที่ได้จากการเล่นมาร้อยเรียงเรื่องราวทีหลังและเกมแคสเตอร์ได้ นำเอาเทคนิครูปแบบ ซีเนมาติก (Cineamtic) มาใช้เพื่อดึงดูดความสนใจของผู้รับชม นอกจากนี้เกม แคสเตอร์นำเอาเพลงหรือซาวด์ประกอบฉากมาใช้ในการควบคุมอารมณ์ของคลิปวิดีโอ อีกทั้งมีการ ถ่ายทอดเนื้อผ่านตัวของเกมแคสเตอร์เองเพื่อให้ผู้รับชมได้เข้าใจถึงความรู้สึกนึกคิดของเกมแคสเตอร์ 2) อัตลักษณ์ส่วนบุคคลของเกมแคสเตอร์มีการแสดงตัวตนระหว่างโลกแห่งความเป็นจริงและโลก ออนไลน์ที่แตกต่างกัน 3) อัตลักษณ์ทางสังคมของเกมแคสเตอร์มีการรับรู้จุดเด่นของตนเองในฐานะ ของเกมแคสเตอร์ผ่านการอ่านคอมเม้นท์ของผู้รับชมและมีการสร้างอัตลักษณ์ของตนเองขึ้นมาโดยการสร้างคำพูดติดปากเฉพาะตัวขึ้นมา ผลจากการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า 1) ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างมีการเปิดรับสื่อที่ แตกต่างกัน 2) ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างกันมีการมีส่วนร่วมต่อเกมแคสเตอร์ที่แตกต่างกัน 3) ลักษณะทางประชากรที่แตกต่างมีการรับรู้รูปแบบการเล่าเรื่องที่แตกต่างกัน 4) ลักษณะทางประชากร ที่แตกต่างมีการรับรู้อัตลักษณ์ของเกมแคสเตอร์ที่แตกต่างกัน 5) การเปิดรับสื่อมีความสัมพันธ์กับการ มีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อกัน 6) การรับรู้การเล่าเรื่องมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อกัน 7) การรับรู้อัตลักษณ์มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมในเชิงบวกต่อกัน
Thumbnail Image
Item
การพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิง
วิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การศึกษาการพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลังงานทางเลือกชนิดต่างๆที่ได้มีการพัฒนาแล้วทั้งในและต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่นับวันจะหมดไปและมีราคาสูงขึ้น รวมถึงเพื่อศึกษาศักยภาพของประเทศไทยในการจัดหาพลังงานทางเลือก การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหลายแหล่งและได้ทำการวิเคราะห์การพัฒนาพลังงานทางเลือกโดยใช้เทคนิค SWOT เพื่อพิจารณาถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และภาวะคุกคาม จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยได้มีการพัฒนาพลังงานทางเลือกชนิดถึงในระดับที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้แล้ว โดยอาศัยการมีศักยภาพทางด้านเกษตรกรรม การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และการได้รับการสนับสนุนศึกษาวิจัยรวมทั้งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี แก๊สโซฮอล์เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกซึ่งมาจากล่วนผสมของเอทานอลและน้ำมันเบนชิน ซึ่งเอทานอลจะมาทดแทนสาร MTBE ซึ่งต้องนำเข้าจาจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีการรณรงค์ใช้แก๊ลโซฮอล์อย่างมากโดยที่แก๊ลโซฮอล์มีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซินและได้มีการเพิ่มสถานีบริการมากขึ้น ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์สูงขึ้นอย่างมากนอกจากนี้ได้มีการพัฒนาไบโอดีเซลซึ่งจะนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีการเริ่มนำมาใช้บ้าง แล้วแต่ไม่กว้างขวางเท่าแก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกซึ่งก็ได้มีการมาใช้ค่อนข้างกว้างขวางแล้วในรถยนต์โดยสาร อีกประเภทของพลังงานทางเลือกคือพลังงานไฮโดรเจนซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์ก็ได้พัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโฮโดรเจนแล้ว การพัฒนาพลังงานทางเลือกของประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเนื่องจากมีการสนับสนุนจากภาครัฐ มีความตื่นตัวกับปัญหาพลังงานขาดแคลนและปัญหาสิ่งแวดล้อม มีนักวิจัยและรู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจและได้มีการพัฒนาเทคโลยีการผลิต อย่างไรก็แล้วแต่การพัฒนายังคงต้องดำเนินต่อไปโดยต้องพิจารณาถึงมิติด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงประเด็นความเป็นไปได้ในระยะยาวและประสิทธิภาพของหลังงานทางเลือกแต่ละชนิดเพื่อสร้างควานใจให้กับผู้ใช้ต่อไป นอกจากนี้การศึกษาเพิ่มขึ้นในการพัฒนาพลังงานทางเลือกให้มีมากชนิดขึ้น
Thumbnail Image
Item
การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกตลาด
สมพจน์ กรรณนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกตลาดเป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญเนื่องจากสังคมมนุษย์มีการดำรงชีพซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงเป็นธรรมชาติของสังคมเศรษฐกิจซึ่งจูงใจให้บุคคลปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยการเปรียบเทียบคุณค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากบุคคลมีธรรมชาติแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตน (Self-Interest) ดังนั้นจึงเป็นสัจจะธรรมที่การจัดการสิ่งแวดล้อมมีมิติหนึ่งซึ่งซึ่งใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) แสดงแนวทางการจัดการมลภาวะด้วยกลไกตลาด (2) แสดงการวิเคราะห์มาตรฐานสำหรับเศรษฐศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อม และ (3) สาธิตการวิเคราะห์เชิงปริมาณในภาคปฏิบัติการ และมีโครงสร้างของเนื้อหาประกอบด้วย ความหมายและประโยชน์ของมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Environmental Standards) การใช้กลไกตลาดของรัฐ และ ระบบตลาดของการจัดการสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ที่จะได้รับของการศึกษานี้ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับแบบจำลองการใช้กลไกตลาดของรัฐ และ การสร้างแบบจำลองกลไกตลาดของการจัดการสิ่งแวดล้อม กลไกตลาดซึ่งประกอบด้วยภาษีและค่าธรรมเนียมลภาวะ (Emission Tax and Charge) และตลาดใบอนุญาตปล่อยมลภาวะ (Marketable or Tradeable Emission Permit) เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการเพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีต้นทุนต่ำที่สุดทำให้มีการใช้ทรัพยากรเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันมีการบรรลุเป้าหมายมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้กลไกดังกล่าวจะสามารถทำงานได้ประสบความสำเร็จเมื่อมีเงื่อนไขแวดล้อมที่เหมาะสม คือ มิติการเมืองมีความเข้มแข็ง มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด
Thumbnail Image
Item
การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ
ชัยยุทธ ชิโนกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
การศึกษาเรื่อง การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและวิธีการในการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ ศึกษาโอกาสและอุปสรรคในการค้าระหว่างประทศของบรรษัทระหว่างประเทศ และเสนอแนะยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ การศึกษาได้ค้นคว้าข้อมูลทุติยภูมิจากตำรา หนังสือ เอกสาร การบริหาร และการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีขอบเขตด้านเนื้อหา ประกอบด้วยนิยาม เหตุผลของข้อได้เปรียบในการค้าระหว่างประเทศ สาเหตุในการเข้าตลาดระหว่างประเทศ การได้เปรียบเปรียบเทียบของประเทศและได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ การวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ ทั้งสามระดับยุทธศาสตร์ซึ่งผลการศึกษาพบว่าองค์การค้าระหว่างประทศหรือที่ผู้วิจัยเรียกว่า บรรษัทการค้าระหว่างประเทศหรือบรรษัทระหว่างประเทศ นั้น เกิดขึ้นจากเหตุผลข้อเปรียบเสียเปรียบในการค้าระหว่างประเทศทำให้ความคิดในการหาสาเหตุที่เหมาะสมในการเข้าตลาดระหว่างประเทศสองแนวทาง คือ แนวทางที่คาดการณ์ผลดีของสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าซึ่งมีรายละเอียด สิบ ประการ และแนวทางที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนด หรือตามสถานการณ์บังคับของสภาพแวดล้อม ซึ่งมีรายละเอียดอีกสี่ประการ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาปัจจัยทั้งสี่ประการของพอร์ตเตอร์ซึ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบในการแข่งขัน คือ เงื่อนไขด้านองค์ประกอบ เงื่อนไขด้านอุปสงค์เฉพาะ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุน ตลอดจนยุทธศาสตร์โครงสร้างองค์การและการแข่งขัน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยจะมีขั้นตอนของพัฒนาการของการของการแข่งขัน ตั้งแต่ระยะที่มีองค์ประกอบเป็นพลังขับดัน การลงทุนเป็นพลังขับดัน นวัตกรรมเป็นพลังขับคัน และความมั่งคั่งเป็นพลังขับดัน สุดท้ายจะต้องวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัด จุดแข็ง จุดอ่อนในการเข้าตลาดระหว่างประเทศด้วย การกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทการค้าระหว่างประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับ เช่นเดียวกับการจัดการธุรกิจในประเทศ (คล้ายกับองค์การที่คำเนินการในประเทศ) คือ ยุทธศาสตร์ระดับองค์การหรือยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ระดับหน่วยกลยุทธ์ธุรกิจ และยุทธศาสตร์ระดับหน้าที่ธุรกิจ สำหรับยุทธศาสตร์ระดับองค์การนั้นจะแบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์หลักสามประการ คือ ยุทธศาสตร์แบบแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศยุทธศาสตร์แบบเหมือนกันทั่วโลก หรือแบบผสม ซึ่งในการเข้าตลาดแต่ละประเทศสามารถเลือกแนวทางกลยุทธ์ในการขยายตัวสู่ตลาดโลกห้าประการโดยการส่งออก การใช้สัญญาอนุญาตดำเนินการการใช้สัมปทานฟรานไชส์ การร่วมลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะมีผลดีหลายด้าน ตลอดจนการการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทการค้าระหว่างประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับ เช่นเดียวกับการจัดการธุรกิจในประเทศ (คล้ายกับองค์การที่คำเนินการในประเทศ) คือ ยุทธศาสตร์ระดับองค์การหรือยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ระดับหน่วยกลยุทธ์ธุรกิจ และยุทธศาสตร์ระดับหน้าที่ธุรกิจ สำหรับยุทธศาสตร์ระดับองค์การนั้นจะ แบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์หลักสามประการ คือ ยุทธศาสตร์แบบแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศยุทธศาสตร์แบบเหมือนกันทั่วโลก หรือแบบผสม ซึ่งในการเข้าตลาดแต่ละประเทศสามารถเลือกแนวทางกลยุทธ์ในการขยายตัวสู่ตลาดโลกห้าประการโดยการส่งออก การใช้สัญญาอนุญาตดำเนินการการใช้สัมปทานฟรานไชส์ การร่วมลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะมีผลดีหลายด้าน ตลอดจนการมีสาขาที่ตนเป็นเจ้าของในต่างประเทศ และยังเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน กับการจ้างให้ทำการผลิตซึ่งแต่ละขั้นตอนมีพัฒนาการมาตามลำดับและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป จึงมีวิธีการเลือกนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมสำหรับยุทธศาสตร์ระดับหน่วยธุรกิจจะแบ่งเป็นสี่ประเภท คือ การทำผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างกัน การเป็นผู้นำด้านต้นทุนต่ำ การตอบอมององอย่างรวดเร็ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล โดยจะมีมุมมองทั้งสองทางทั้งการผลิตสินค้าโดยมีความแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศกับการผลิตแบบเหมือนกันทั่วโลก
Thumbnail Image
Item
การควบคุมผลการปฏิบัติงานของธุรกิจระหว่างประเทศ
ปราณี จิตกรณ์กิจศิลป์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
ปัจจุบันนี้ความสำคัญของการบริหารงานควบคุมเป็นพื้นฐานสำหรับทุก ๆ บริษัทที่สามารถทำให้ผลการ ได้รับผลสำเร็จตรงตามเป้าหมายหน้าที่ทางการบริหาร ( Management Function) ประกอบไปด้วยหน้าที่การวางแผน การจัดการ การสั่งการ การจัดหาบุคลากร และการควบคุม ซึ่งทุกหน้าที่ต่างก็มีความสำคัญ หน้าที่ทางการบริหารเหล่านี้ไม่มีการสิ้นสุดตราบเท่าที่องค์กรยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หน้าที่การบริหารในส่วนของการควบคุมจึงเปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นไปพร้อมๆกัน การที่องค์กรมีการเติบโต และมีขนาดใหญ่หน้าที่ของการควบคุมก็ยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรที่ว่านี้ คือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจบริษัทข้ามชาติ ( Multinational Corporation -MNC) ทั้งนี้การควบคุมสำหรับบริษัทช้านชาตินั้นมีความหมายกว้างกว่าการเป็นเพียงเจ้าของมีสิทธิ์โหวดเสียงเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทเท่านั้น แต่สำหรับบริษัทข้ามชาติแล้ว การตรวจสอบภายใน นั้นทำหน้าที่สำคัญหลายประการด้วยกัน ประการแรกการตรวจสอบภายในตั้งขึ้นเพื่อการควบคุม เพื่อรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ประการที่ 2 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในมีหน้าที่ควบคุมระบบควบคุมเองด้วย เนื่องจากบริษัทต้องการความมั่นใจว่า กระบวนการในการวางแผน การรายงานและรายงานทางการเงิน ได้มีการปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น ในการทำบัญชีให้เป็นมาตรฐานจะต้องไม่มีการปรับแต่งการรายงานผล การรายงานผลจะต้องซื่อสัตย์ ซึ่งจะทำให้ลดความผิดพลาดในการตีความในการใช้รายงานทางการเงิน บริษัทจะต้องควบคุมการปฏิบัติการการบัญชีที่ใช้ในทุกหน่วยขององค์กร ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ประสิทธิภาพของระบบรายงานผลทางการเงินสามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยการใช้ขั้นตอนการปฏิบัติทางบัญชีที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลก จากสาเหตุนี้เองทำให้เราเห็นความเป็นรูปแบบอย่างมากในบริษัทข้ามชาติที่ได้ดำเนินการในต่างประเทศมานาน ในการออกแบบและการควบคุม การจัดการต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และการบำรุงรักษาเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ ระบบการควบคุมต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างการจัดการและการออกแบบระบบ ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายของการควบคุมอย่างไม่เป็นทางการ เช่นโปรแกรมการฝึกอบรมซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ลดลงเนื่องจากอัตราการลาออกของพนักงานที่ลดลง ระบบที่ครอบคลุมทั่วโลก และระบบควบคุมที่ถูกพัฒนาแล้ว ถ้าการควบคุมทำได้ไม่ดีจะส่งผลต่อกระบวนการดำเนินกลยุทธ์ และความสามารถโดยรวมของบริษัท ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสและเพิ่มภัยคุกคาม ในระบบการควบคุมจะต้องมีการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการและเลือกที่จำเป็นเท่านั้น
Thumbnail Image
Item
การทดสอบทฤษฎีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามการเคลื่อนไหวของระดับราคา ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นโดยใช้ข้อมูล panel data จากประเทศเอเซีย แปซิฟิค
ยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)
รายงานการศึกษานี้ ทำการทดสอบความสามารถของปัจจัยพื้นฐานตามแนวคิด Purchasing Power Parity (PPP) ในการอธิบายการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยประยุกต์ใช้ตัวทดสอบ Unit root ภายได้ข้อมูล Panel data ผลการศึกษาที่ใต้สนับสนุนแนวคิด PPP ในระดับหนึ่งกล่าวคือตัวทดสอบ IPS และ MW สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับดับนัยสำคัญ 10% อันมีนัยยะแสดงถึงการปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนฯ เข้าสู่ระดับดุลยภาพตามแนวคิด PPP อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังในประเด็นปัญหาอันเกิดจากข้อมูลมีความสัมพันธ์ในลักษณะ Cross-sectional Dependence ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในขนาดของตัวทดสอบ (Size Distortion) โดยผลการศึกษาโดยใช้ตัวทดสอบที่สามารถควบคุมปัญหานี้ให้ผลการทดสอบที่แตกต่างกับกล่าวคือตัวทดสอบ Demeaned-IPS สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับนัยสำคัญ 10% ในขณะที่ตัวทดสอบ CIPS และ Demeaned-MW ไม่สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับนัยสำคัญ 10% โดยความไม่สอดคล้องระหว่างผลการทดสอบโดยใช้ตัวทดสอบต่าง ๆ นี้สามารถเกิดจากความแตกต่างใน Power ของตัวตัวทดสอบ หรือควาแตกต่างในความสามารถในการควบคุมปัญหา Cross-sectional Dependence
Thumbnail Image
Item
การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การ : แนวบูรณาการกระบวนการและพฤติกรรม
โกวิทย์ กังสนันท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การเป็นหลักการที่มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น และมีผลต่อการอยู่รอด การเติบโต และประสิทธิผลขององค์การภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง งานวิจัยนี้จึงเริ่มต้นทบทวนปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์การ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความล้าสมัยของรูปแบบองค์การ อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ โลกาภิวัฒน์ ความรุนแรงและเข้มขั้นของการเเข่งขัน ความคาดหวังของสังคม และความคาดหวังของลูกค้า ก่อนที่จะอภิปรายเกี่ยวกับขอบเขตและระดับของการเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมถึงการเปรียบเทียบความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักทฤษฎีและนักปฏิบัติ ผู้วิจัยได้สำรวจและทบทวนข้อเสนอตัวแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การหลักของ kanter (1992), Cummings and Worley (1993), Kotter (1996), และ Ghoshal and Bartlett (1996) ก่อนเสนอตัวแบบบูรณาการระหว่างกระบวนการและพฤติกรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ การริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การขอมรับการเลี่ยนแปลง การสร้างแนวร่วมการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาขีดความสามารถการเปลี่ยนแปลง การผนึกกำลังและขยายผลการเปลี่ยนแปลง และการจัดตั้งสถาบันและฝังรากการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์การ การประสานการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่างมุมมองเชิงกระบวนการและมุมมองเชิงพฤติกรรมจึงน่าจะเป็นพื้นฐานที่สร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การได้ชัดเจนมากขึ้น