Show simple item record

dc.contributor.advisorกิตติ บุนนาค
dc.contributor.authorกิตติ มีลำเอียง
dc.date.accessioned2019-10-30T09:23:43Z
dc.date.available2019-10-30T09:23:43Z
dc.date.issued2014
dc.identifierb190135th
dc.identifier.urihttp://repository.nida.ac.th/handle/662723737/4655
dc.descriptionวิทยานิพนธ์ (รป.ม.)--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2557th
dc.description.abstractการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาระดับทัศนคติของบุคลากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานีที่มีต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 3) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากการ บริหารทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ซึ่งการศึกษามีมหาวิทยาลัยราชภัฏ สุราษฎร์ธานีเป็นหน่วยในการวิเคราะห์ โดยผู้วิจัยจะใช้การศึกษาแบบผสมผสานระหว่างการวิจัย เชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) จะใช้การวิจัยเชิง สำรวจ(Survey Research) โดยการใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือหลักในการเก็บข้อมูลจากกลุ่ม ตัวอย่างที่เป็นบุคลากรทั้งสายวิชาการและสายสนับสนุนจำนวน 412 ตัวอย่าง ส่วนการวิจัยเชิง คุณภาพ (Qualitative Research) จะใช้การสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างเพื่อเก็บข้อมูลจากบุคคลที่ เกี่ยวข้องจำนวน 5 คน และทำการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) เพื่อใช้ในการยืนยันข้อมูลที่ ได้จากการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ และเพื่อให้สามารถอธิบายคำตอบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่ ได้กำหนดไว้th
dc.description.abstractผลการศึกษาสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 ส่วนคือ 1) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า การ บริหารทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน ส่วนการ ได้มาซึ่งบุคลากรภายในองค์การจะยึดหลักความรู้ความสามารถ และประสบการณ์เป็นสำคัญ และ การพัฒนาบุคลากรภายในองค์การจะเน้นการฝึกอบรม โดยโปรแกรมการฝึกอบรมส่วนใหญ่จะมี เฉพาะบุคลากรที่อยู่ในระดับบริหารเท่านั้น การจูงใจบุคลากรภายในองค์การใช้การจูงใจแบบ ค่าตอบแทนโดยการให้เงินทุนในการศึกษาต่อ ส่วนการธำรงรักษาบุคลากรองค์การมีกระบวนการ ลงโทษและการบริหารค่าตอบแทนที่มีความเป็นธรรม 2) ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีทัศนคติต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีอยู่ในระดับมากเมื่อ พิจารณาในแต่ละด้านจะพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อด้านการได้มาซึ่งบุคลากรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการธำรงรักษาบุคลากร และกลุ่มตัวอย่างมีทัศนคติต่อการ จูงใจบุคลากรน้อยที่สุด และจากการทดสอบทางสถิติพบว่า เพศ อายุ ประสบการณ์ในการทำงาน และสาเหตุในการเข้ามาทำงานในองค์การของบุคลากรที่มีความสัมพันธ์กับทัศนคติด้านการบริหาร ทรัพยากรมนุษย์ ส่วนประเภทของบุคลากร รายได้ ระดับการศึกษา และสถานภาพของบุคลากรไม่ มีผลต่อทัศนคติด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ นอกจากนั้น ปัญหาที่พบจากการบริหารทรัพยากร มนุษย์ที่ผู้บริหารต้องรีบแก้ไขคือ ช่องว่างของสถานะทางสังคมระหว่างบุคลากรตามสัญญาจ้างและ พนักงานมหาวิทยาลัยและการขาดกฎระเบียบกลางในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ 1) องค์การควรมีนโยบาย ที่ลดความแตกต่างระหว่างสถานะของบุคลากร 2) องค์การควรมีนโยบายเกี�����ยวกับการส่งเสริมให้ บุคลากรมีความก้าวหน้าในสายงานของตนเองที่มีความหลากหลาย ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับการพัฒนาการบริหารทรัพยากรมนุษย์ คือ 1) องค์การควรมี การจัดทำแผนเกี่ยวกับการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในระยะยาว 2) องค์การควรมีการวิจัยเพื่อพัฒนา คุณภาพบุคลากรที่อยู่ให้มีศักยภาพสูงสุดth
dc.format.extent276 แผ่นth
dc.format.mimetypeapplication/pdfth
dc.language.isothath
dc.publisherสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
dc.rightsผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ลิขสิทธิ์ของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
dc.subject.otherการบริหารงานบุคคลth
dc.titleการบริหารทรัพยากรมนุษย์ กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีth
dc.title.alternativeHuman resource management case study of Suratthani Rajabhat Universityth
dc.typeTextth
dc.rights.holderสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
mods.genreวิทยานิพนธ์th
thesis.degree.nameรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิตth
thesis.degree.levelMaster'sth
thesis.degree.departmentคณะรัฐประศาสนศาสตร์th


Files in this item

Thumbnail

This item appears in the following Collection(s)

Show simple item record