ความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา
Publisher
Issued Date
1998
Issued Date (B.E.)
2541
Available Date
Copyright Date
Resource Type
Series
Edition
Language
tha
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
14, 112 แผ่น ; 30 ซม
ISBN
ISSN
eISSN
Other identifier(s)
Identifier(s)
Access Rights
Access Status
Rights
ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
Physical Location
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนา
Bibliographic Citation
Citation
ศิริกุล ลือกิติไกร (1998). ความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา. Retrieved from: http://repository.nida.ac.th/handle/662723737/1873.
Title
ความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในจังหวัดนครราชสีมา
Alternative Title(s)
Political efficacy and political participation of people in Nakhonratchasima Province
Author(s)
Advisor(s)
Editor(s)
item.page.dc.contrubutor.advisor
Advisor's email
Contributor(s)
Contributor(s)
Abstract
การศึกษาครั้งนี้ได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์เรียกร้องทางการเมืองพฤษภาทมิฬ 2535 ซึ่งผู้ศึกษามีความสนใจว่า ปัจจัยใดที่ทำให้ประชาชนหลายสาขาอาชีพ เข้าร่วมทางการเมืองในเหตุการณ์ดังกล่าวอย่างสูงแล้วกลับลดบทบาทลงในเวลาต่อมา โดยในการวิจัยครั้งนี้เป็นความพยายามใช้วิธีวิทยการวิจัยเชิงประมาณเพื่อศึกษาพฤติกรรมทางการเมือง คือ การมีส่วนร่วมทางการเมือง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง นอกจากนี้ยังได้นำสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมและความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองมาหาความสัมพันธ์กันเพื่อขยายขอบข่ายในการอภิปรายผล ซึ่งผู้วิจัยได้หกพัฒนาตัวชี้วัดและข้อคำถามต่าง ๆ ได้แบ่งระดับของการมีส่วนร่วมทางการเมืองเป็น 8 ระดับ เพื่อใช้ในการศึกษา หน่วยในการวิเคราะห์ประชาชนอายุ 18 ปีขึ้นไปผู้ที่มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง โดยใช้วิธีการสุ่มหลายขั้นตอนแบบเจาะจงกลุ่มอาชีพ และแบ่งสัดส่วนเท่ากัน เพื่อเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 413 คน ในพื้นที่ อำเภอเมือง อำเภอประทาย อำเภอบัวใหญ่ และเภอครบุรี จังหวัดนครราชสีมา การเก็บข้อมูลทำโดยใช้แบบสอบถามประกอบการสัมภาษณ์ และใช้สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่า T-test และค่า F-test โดยมีสมมติฐานดังนี้ 1. สถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของประชาชนมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมือง 1.1 ประชาชนที่มีอาชีพต่างกันจะมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 1.2 ประชาชนที่มีเพศต่างกันจะมีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 1.3 ประชาชนที่มีอายุต่างกันจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 1.4 ประชาชนที่มีระดับการศึกษาต่างกันจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองต่างกัน 1.5 ประชาชนที่อาศัยในเขตเมืองจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองต่างจากประชาชนในชนบท 1.6 ประชาชนที่มีอายุมากกว่าจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่มีอายุน้อย 1.7 ประชาชนที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไปจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองมากกว่าประชาชนที่มีการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี 1.8 ประชาชนที่อาศัยในเขตเมืองจะเข้ามีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าประชาชนในชนบท 2. ความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการมีส่วนร่วมทางการเมือง ผลการศึกษาพบว่า ยอมรับสมมติฐานที่ 1, 1.1, 1.3 และ 2 ส่วนสมมติฐานอื่น ๆ นั้นพบว่า มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติแต่ไม่เป็นไปในทิศทางที่กำหนดไว้
กล่าวคือ ประชาชนอาชีพครู อาจารย์มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าแพทย์ พยาบาล ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมลงไป มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมถึงอนุปริญญา และประชาชนที่อาศัยในเขตชนบทมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่อยู่ในเขตเมือง ในการศึกษาสถานภาพเศรษฐกิจและสังคม่กับความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองพบว่า อาชีพล, อายุ, การศึกษา, เขตที่อยู่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกประสิทธิภาพทางการเมือง โดยอาชีพเกษตรกร กรรมกร แรงงานรับจ้าง อายุ 41 ปีขึ้นไป การศึกษาระดับประถมศึกษาลงไป เมื่อเปรียบเทียบในตัวแปรเดียวกันแล้วพบว่า มีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่มีสถานภาพสูง และเมื่อผู้ศึกษาได้นำไปหาความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับต่าง ๆ แล้วพบว่า มีความสัมพันธ์กับการเข้าร่วมองค์กรทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญ ผลของการศึกษาครั้งนี้ มีข้อค้นพบแตกต่างจากการศึกษาที่ผ่าน ๆ มาโดยเฉพาะประชาชนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมสูงจะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมือง แต่การศึกษาครั้งนี้ผู้ที่มีสถานภาพเศรษฐกิลและสังคมต่ำ มีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว มีประสบการณ์เข้าร่วมองค์กรทางสังคมที่ผ่านการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองมาโดยตลอด ทำให้มีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงขึ้นและเข้าร่วมทางการเมืองสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงสังเกตุอีกประการก็คือ การศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีรูปแบบตามวัฒนธรรมตะวันตกที่มีพฤติกรรมแบบเปิดเผย แต่พฤติกรรมของคนไทยในชนบทมีพฤิตกรรมแบบปกปิด ทำให้เป็นข้อด้อยของการวิจัยเชิงปริมาณที่ไม่สามารถหาคำตอบพฤติกรรมทางการเมืองของไทยที่เป็นแบบปกปิดได้ ทำให้ผลการศึกษาไม่สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา ดังนั้นในการศึกษาครั้งต่อไปควรจะมีการศึกษาในตัวแปรการเข้าร่วมองค์กรทางสังคมกับความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบทีสำคัญคือ ประสบการณ์และการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชนในการเข้าสนับสนุนหรือรวมกลุ่มในการเรียกร้องสิทธิของตนเองทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจบทบาทของตนเองในระบอบประชาธิปไตยและข้อค้นพบดังกล่าวมีข้อเสนอแนะในทางนโยบายของรัฐคือ
รัฐควรส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวเป็นองค์กรทางการเมืองอันจะเป็นประโยชน์ต่อการได้รับการตอบสนองในทางการเมืองของประชาชนซึ่งจะเป็นการพัฒนาทางการเมืองของไทยต่อไป.
This quantitative study was inspird by the Bloody May in 1992. It was aimed atfinding out the factors causing people from different walks of life to be highly involved in such a political event and later reduce their roles, and the relationship between political efficacy and political paticipation and the relationship between socio-economic variables and political participation. Also, the relationship between socio-economic varibales and political efficacy was studied for more detailed discussion. The researcher developed different indicato5rs and questions for use, and divided the political participation into 8 levels. The population included those of at least 19 years old who were eligible to vote. They were selected by a multi-stage random sampling and purposive sampling in order to get the equal proportion of people from different occupations. The total subjects of 413 were selected from Muang, Pratbai, Bua Yai and Khonburi districts in Nakhonratchasima Province. The data were cooected by using questionnaires as well as interviewing the subjects. Mean, t-test and F-test were employed for data analysis. The following hypothses were lested : 1. The socio-economic status of people has a significant relationship with the political participation 1.1 The pleople of different occupations should have political participation at different degrees. 1.2 Sex of people should have political participation at different degrees. 1.3 The people of different ages shuld have political participation at different degrees. 1.4 The people of different educations should have political participation at different degrees. 1.5 Urban people should have political participation different from rural people. 2. There should be a postitive relationshiop between political efficacy and political participation. The finding were statistically accepted all pypotheses at significant level 0.05. But it was noted, that political participation was founded much more in careers such as teachers, farmerw, laborers and wage-earners than other groups including doctors, nurses, govermentofficers, and state enterprise officers. As well as, people with lower than elementary education were more involved in politics than these with secondary education or higher, and also rural people were more involved in politics than urban people.
กล่าวคือ ประชาชนอาชีพครู อาจารย์มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าแพทย์ พยาบาล ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ประชาชนที่มีการศึกษาระดับประถมลงไป มีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่จบการศึกษาระดับมัธยมถึงอนุปริญญา และประชาชนที่อาศัยในเขตชนบทมีส่วนร่วมทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่อยู่ในเขตเมือง ในการศึกษาสถานภาพเศรษฐกิจและสังคม่กับความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองพบว่า อาชีพล, อายุ, การศึกษา, เขตที่อยู่มีความสัมพันธ์กับความรู้สึกประสิทธิภาพทางการเมือง โดยอาชีพเกษตรกร กรรมกร แรงงานรับจ้าง อายุ 41 ปีขึ้นไป การศึกษาระดับประถมศึกษาลงไป เมื่อเปรียบเทียบในตัวแปรเดียวกันแล้วพบว่า มีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงกว่าผู้ที่มีสถานภาพสูง และเมื่อผู้ศึกษาได้นำไปหาความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมทางการเมืองระดับต่าง ๆ แล้วพบว่า มีความสัมพันธ์กับการเข้าร่วมองค์กรทางสังคม อย่างมีนัยสำคัญ ผลของการศึกษาครั้งนี้ มีข้อค้นพบแตกต่างจากการศึกษาที่ผ่าน ๆ มาโดยเฉพาะประชาชนที่มีสถานภาพทางเศรษฐกิจและสังคมสูงจะมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมือง แต่การศึกษาครั้งนี้ผู้ที่มีสถานภาพเศรษฐกิลและสังคมต่ำ มีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงกว่า ที่เป็นเช่นนี้เพราะประชาชนที่อยู่ในกลุ่มดังกล่าว มีประสบการณ์เข้าร่วมองค์กรทางสังคมที่ผ่านการต่อสู้เรียกร้องทางการเมืองมาโดยตลอด ทำให้มีความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองสูงขึ้นและเข้าร่วมทางการเมืองสูงขึ้น อย่างไรก็ตามสิ่งที่พึงสังเกตุอีกประการก็คือ การศึกษาระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้มีรูปแบบตามวัฒนธรรมตะวันตกที่มีพฤติกรรมแบบเปิดเผย แต่พฤติกรรมของคนไทยในชนบทมีพฤิตกรรมแบบปกปิด ทำให้เป็นข้อด้อยของการวิจัยเชิงปริมาณที่ไม่สามารถหาคำตอบพฤติกรรมทางการเมืองของไทยที่เป็นแบบปกปิดได้ ทำให้ผลการศึกษาไม่สอดคล้องกับการศึกษาที่ผ่านมา ดังนั้นในการศึกษาครั้งต่อไปควรจะมีการศึกษาในตัวแปรการเข้าร่วมองค์กรทางสังคมกับความรู้สึกมีประสิทธิภาพทางการเมืองและการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาครั้งนี้มีข้อค้นพบทีสำคัญคือ ประสบการณ์และการเรียนรู้ทางการเมืองของประชาชนในการเข้าสนับสนุนหรือรวมกลุ่มในการเรียกร้องสิทธิของตนเองทำให้ประชาชนมีความรู้ความเข้าใจบทบาทของตนเองในระบอบประชาธิปไตยและข้อค้นพบดังกล่าวมีข้อเสนอแนะในทางนโยบายของรัฐคือ
รัฐควรส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนรวมตัวเป็นองค์กรทางการเมืองอันจะเป็นประโยชน์ต่อการได้รับการตอบสนองในทางการเมืองของประชาชนซึ่งจะเป็นการพัฒนาทางการเมืองของไทยต่อไป.
This quantitative study was inspird by the Bloody May in 1992. It was aimed atfinding out the factors causing people from different walks of life to be highly involved in such a political event and later reduce their roles, and the relationship between political efficacy and political paticipation and the relationship between socio-economic variables and political participation. Also, the relationship between socio-economic varibales and political efficacy was studied for more detailed discussion. The researcher developed different indicato5rs and questions for use, and divided the political participation into 8 levels. The population included those of at least 19 years old who were eligible to vote. They were selected by a multi-stage random sampling and purposive sampling in order to get the equal proportion of people from different occupations. The total subjects of 413 were selected from Muang, Pratbai, Bua Yai and Khonburi districts in Nakhonratchasima Province. The data were cooected by using questionnaires as well as interviewing the subjects. Mean, t-test and F-test were employed for data analysis. The following hypothses were lested : 1. The socio-economic status of people has a significant relationship with the political participation 1.1 The pleople of different occupations should have political participation at different degrees. 1.2 Sex of people should have political participation at different degrees. 1.3 The people of different ages shuld have political participation at different degrees. 1.4 The people of different educations should have political participation at different degrees. 1.5 Urban people should have political participation different from rural people. 2. There should be a postitive relationshiop between political efficacy and political participation. The finding were statistically accepted all pypotheses at significant level 0.05. But it was noted, that political participation was founded much more in careers such as teachers, farmerw, laborers and wage-earners than other groups including doctors, nurses, govermentofficers, and state enterprise officers. As well as, people with lower than elementary education were more involved in politics than these with secondary education or higher, and also rural people were more involved in politics than urban people.
Table of contents
Description
Methodology: Mean, Standard deviation, T test, One-way analysis of variance
วิทยานิพนธ์ (พบ.ม. (พัฒนาสังคม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 1998.
วิทยานิพนธ์ (พบ.ม. (พัฒนาสังคม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 1998.

