ปัญหาของผู้สูงอายุกับการจัดสวัสดิการชุมชนในเขตเมือง: ศึกษากรณี 2 ชุมชน ในเขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
Publisher
Issued Date
2018
Issued Date (B.E.)
2561
Available Date
Copyright Date
Resource Type
Series
Edition
Language
tha
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
211 แผ่น
ISBN
ISSN
eISSN
Other identifier(s)
Identifier(s)
b203183
Access Rights
Access Status
Rights
ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
Physical Location
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนา
Bibliographic Citation
Citation
กรจงรักษ์ ชาตรูปฏิวิน (2018). ปัญหาของผู้สูงอายุกับการจัดสวัสดิการชุมชนในเขตเมือง: ศึกษากรณี 2 ชุมชน ในเขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร. Retrieved from: https://repository.nida.ac.th/handle/662723737/6106.
Title
ปัญหาของผู้สูงอายุกับการจัดสวัสดิการชุมชนในเขตเมือง: ศึกษากรณี 2 ชุมชน ในเขตวังทองหลาง กรุงเทพมหานคร
Alternative Title(s)
Problems of elderly persons and community welfare management : case studies of two communities in Wangthonglang District, Bangkok
Author(s)
Advisor(s)
Editor(s)
item.page.dc.contrubutor.advisor
Advisor's email
Contributor(s)
Contributor(s)
Abstract
การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัญหาการดำรงชีพ/การใช้ชีวิตประจำวันของ
ผู้สูงอายุในชุมชนคลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนา 2) ศึกษาการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน
คลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนา 3) ค้นหาข้อเสนอแนะในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุในชุมชน
คลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนา
วิธีการศึกษาเป็นแบบผสมผสาน ส่วนแรกเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็น เครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาพรวมของคนในชุมชนคลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนาเพื่อศึกษา ข้อมูลพื้นฐานโดยรวมและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาร้อยละและค่าเฉลี่ย ส่วนที่ 2 เป็นการ ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานชุมชน การจัด สวัสดิการในชุมชน ชมรมผู้สูงอายุ และการดำรงชีพของโดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 26 ประกอบด้วย ประธานชุมชน ประธานชมรมผู้สูงอายุและผู้สูงอายุในชุมชนโดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้สูงอายุติดบ้าน และผู้สูงอายุติดเตียง
ผลการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผู้สูงอายุทั้ง 2 ชุมชนส่วนใหญ่มีอายุช่วงระหว่าง 60-69 ปีจบการศึกษาสูงสุดในระดับชั้นประถมศึกษา ไม่มีรายได้จากการประกอบอาชีพ มีเพียง รายได้จากสวัสดิการเบี้ยยังชีพของรัฐบาลเป็นหลักและในบางรายได้รับจากลูกหลาน รายได้ทั้งหมด ต่อเดือน ต่ำกว่า 5,000 บาท ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ปัญหา ด้านสุขภาพพบว่าผู้สูงอายุเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน ตามลำดับ ดังนั้นผู้สูงอายุต้องเดินทางไปพบแพทย์ทุกเดือนโดยมีญาติ/ลูกหลานพาไป ในบางรายต้อง
เดินทางไปเอง แต่หากผู้สูงอายุติดปัญหาเรื่องการเดินทางกล่าวคือลูกหลานไม่ว่างพาไปหรือไม่สะดวก เดินทางไปเอง ผู้สูงอายุจะเลือกไม่ไปพบแพทย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วม กิจกรรมชุมชนมีเพียงบางกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นประจำ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ได้เป็นหลัก
ผลการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า 1) ผู้สูงอายุที่มีการเตรียมตัวที่ดีก่อนวัยเกษียณอายุมี ปัญหาในการดำรงชีพน้อยกว่าและมีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวก่อนวัย เกษียณอายุ 2) ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลจากสวัสดิการของรัฐบาลและครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว แต่สวัสดิการที่ผู้สูงอายุได้รับจากทั้งรัฐบาลและครอบครัวไม่เพียงพอ ทางชุมชนจึงมีการรวมกลุ่มชมรม ผู้สูงอายุเพื่อเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง 3) การสนับสนุนของกลุ่มภาคีเครือข่ายมีผลต่อ ความสำเร็จในการจัดสวัสดิการชุมชนและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืนด้วยความเข้าใจ 4) ผู้สูงอายุติดบ้านในชุมชนคลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนามีจำนวนมากและเป็นผู้ที่ไม่เข้าร่วม กิจกรรมชุมชน การดึงผู้สูงอายุจากติดบ้านให้ออกมาร่วมกิจกรรมช่วยให้ผู้สูงอายุติดบ้านได้รับ สวัสดิการอย่างทั่วถึงและยังสามารถเพิ่มศักยภาพของกลุ่ม
ข้อเสนอแนะในการจัดสวัสดิการชุมชน 1) ชมรมผู้สูงอายุต้องสนับสนุนรายได้และดึงผู้สูงอายุ ติดบ้านออกมาร่วมกิจกรรม 2) ครอบครัวต้องให้การสนับสนุนปัจจัย 4 และให้ผู้สูงอายุออกมาร่วม กิจกรรม 3) ตัวผู้สูงอายุควรตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง 4) หน่วยงานภาคีภายนอกต้อง ประสาน สนับสนุนงบประมาณเพื่อทำกิจกรรม ติดตามประเมินผลเพื่อทราบปัญหาและแก้ไขให้ตรง จุด
วิธีการศึกษาเป็นแบบผสมผสาน ส่วนแรกเป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็น เครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาพรวมของคนในชุมชนคลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนาเพื่อศึกษา ข้อมูลพื้นฐานโดยรวมและนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์หาร้อยละและค่าเฉลี่ย ส่วนที่ 2 เป็นการ ศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพโดยสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นรายบุคคลเกี่ยวกับข้อมูลพื้นฐานชุมชน การจัด สวัสดิการในชุมชน ชมรมผู้สูงอายุ และการดำรงชีพของโดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก 26 ประกอบด้วย ประธานชุมชน ประธานชมรมผู้สูงอายุและผู้สูงอายุในชุมชนโดยแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ ผู้สูงอายุที่ช่วยเหลือตัวเองได้ ผู้สูงอายุติดบ้าน และผู้สูงอายุติดเตียง
ผลการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ผู้สูงอายุทั้ง 2 ชุมชนส่วนใหญ่มีอายุช่วงระหว่าง 60-69 ปีจบการศึกษาสูงสุดในระดับชั้นประถมศึกษา ไม่มีรายได้จากการประกอบอาชีพ มีเพียง รายได้จากสวัสดิการเบี้ยยังชีพของรัฐบาลเป็นหลักและในบางรายได้รับจากลูกหลาน รายได้ทั้งหมด ต่อเดือน ต่ำกว่า 5,000 บาท ส่งผลให้รายได้ไม่เพียงพอต่อรายจ่ายทำให้รู้สึกว่าตนเองไม่มีค่า ปัญหา ด้านสุขภาพพบว่าผู้สูงอายุเป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดอุดตัน ตามลำดับ ดังนั้นผู้สูงอายุต้องเดินทางไปพบแพทย์ทุกเดือนโดยมีญาติ/ลูกหลานพาไป ในบางรายต้อง
เดินทางไปเอง แต่หากผู้สูงอายุติดปัญหาเรื่องการเดินทางกล่าวคือลูกหลานไม่ว่างพาไปหรือไม่สะดวก เดินทางไปเอง ผู้สูงอายุจะเลือกไม่ไปพบแพทย์ นอกจากนี้ยังพบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วม กิจกรรมชุมชนมีเพียงบางกลุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมเป็นประจำ ได้แก่ ผู้สูงอายุที่สามารถช่วยเหลือตัวเอง ได้เป็นหลัก
ผลการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพพบว่า 1) ผู้สูงอายุที่มีการเตรียมตัวที่ดีก่อนวัยเกษียณอายุมี ปัญหาในการดำรงชีพน้อยกว่าและมีคุณภาพชีวิตดีกว่าผู้สูงอายุที่ไม่ได้มีการเตรียมตัวก่อนวัย เกษียณอายุ 2) ผู้สูงอายุในชุมชนได้รับการดูแลจากสวัสดิการของรัฐบาลและครอบครัวอยู่ก่อนแล้ว แต่สวัสดิการที่ผู้สูงอายุได้รับจากทั้งรัฐบาลและครอบครัวไม่เพียงพอ ทางชุมชนจึงมีการรวมกลุ่มชมรม ผู้สูงอายุเพื่อเข้ามาเติมเต็มในส่วนที่บกพร่อง 3) การสนับสนุนของกลุ่มภาคีเครือข่ายมีผลต่อ ความสำเร็จในการจัดสวัสดิการชุมชนและสามารถช่วยเหลือตัวเองได้อย่างยั่งยืนด้วยความเข้าใจ 4) ผู้สูงอายุติดบ้านในชุมชนคลองพลับพลาและชุมชนรุ่งมณีพัฒนามีจำนวนมากและเป็นผู้ที่ไม่เข้าร่วม กิจกรรมชุมชน การดึงผู้สูงอายุจากติดบ้านให้ออกมาร่วมกิจกรรมช่วยให้ผู้สูงอายุติดบ้านได้รับ สวัสดิการอย่างทั่วถึงและยังสามารถเพิ่มศักยภาพของกลุ่ม
ข้อเสนอแนะในการจัดสวัสดิการชุมชน 1) ชมรมผู้สูงอายุต้องสนับสนุนรายได้และดึงผู้สูงอายุ ติดบ้านออกมาร่วมกิจกรรม 2) ครอบครัวต้องให้การสนับสนุนปัจจัย 4 และให้ผู้สูงอายุออกมาร่วม กิจกรรม 3) ตัวผู้สูงอายุควรตระหนักถึงสิทธิประโยชน์ของตนเอง 4) หน่วยงานภาคีภายนอกต้อง ประสาน สนับสนุนงบประมาณเพื่อทำกิจกรรม ติดตามประเมินผลเพื่อทราบปัญหาและแก้ไขให้ตรง จุด
Table of contents
Description
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (การบริหารการพัฒนาสังคม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2561