แนวทางการพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ของผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
Publisher
Issued Date
2015
Issued Date (B.E.)
2558
Available Date
Copyright Date
Resource Type
Series
Edition
Language
tha
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
180 แผ่น
ISBN
ISSN
eISSN
Other identifier(s)
b189671
Identifier(s)
Access Rights
Access Status
Rights
ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
Physical Location
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนา
Bibliographic Citation
Citation
พิทักษ์ชัย ทศดร (2015). แนวทางการพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ของผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี. Retrieved from: http://repository.nida.ac.th/handle/662723737/3872.
Title
แนวทางการพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ของผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
Alternative Title(s)
Guidelines to develop a business alliance for MICE sector of hotel enterprises in Pattaya City, Chonburi Province
Author(s)
Advisor(s)
Editor(s)
item.page.dc.contrubutor.advisor
Advisor's email
Contributor(s)
Contributor(s)
Abstract
การศึกษาเรื่อง แนวทางการพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) ของผู้ประกอบการ
โรงแรม ในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ความรู้เกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์(MICE) ของผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เพื่อประเมินความต้องการเกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ของผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และเพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ของผู้ประกอบการโรงแรมในเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ได้ทำการ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน286 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารทุกระดับในโรงแรม ใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวม ข้อมูล แล้วนา ข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งสถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1) สถิติพรรณนา เพื่ออธิบายข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Chisquare t-test และ F-test ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ได้ทำการ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน286 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารทุกระดับในโรงแรม ใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวม ข้อมูล แล้วนา ข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งสถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1) สถิติพรรณนา เพื่ออธิบายข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Chisquare t-test และ F-test ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้
ผลการศึกษา พบว่า ระดับความรู้เกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับมาก ร้อยละ 74.5 ความรู้ระดับปานกลาง ร้อยละ 22.4 และระดับ น้อยร้อยละ 3.1 ตามลา ดับ ความต้องการเกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) มีความ ต้องการอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านบุคลากรและด้านวัตถุดิบ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.62) และด้านการเงิน มีค่าเฉลี่ยต่า สุด ( =4.49) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา ตำแหน่งและประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจด้าน ไมซ์ (MICE) ปัจจัยการประกอบธุรกิจที่มีผลต่อความต้องการเกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ได้แก่ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ระยะเวลาดำเนินธุรกิจ จำนวนห้องพัก ราคาห้องพักต่อคืน จำนวนห้องประชุม ขนาดความจุห้องประชุม และระดับมาตรฐานโรงแรม
จากการศึกษา ทำให้ทราบข้อเสนอแนะ 5 ด้าน ที่จะทำให้พัฒนาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) ดังนี้
1) ด้านการตลาด พันธมิตรทางธุรกิจต้องพัฒนาการจัดประชุมสัมมนาและบริการ ให้มีมาตรฐานเดียวกันและมีการตรวจสอบมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอโดยการสร้างตราสัญลักษณ์ ของพันธมิตรที่ทำให้ลูกค้าจดจำ ได้ง่าย และเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพการบริการให้ลูกค้า รับรู้เป็นที่สนใจของตลาด 2) ด้านบุคลากร ควรมีการกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญในการคัดสรร เพื่อนา ไปสู่การ เป็นมืออาชีพในการบริการด้านไมซ์ (MICE) และควรส่งเสริมให้มีการอบรม และศึกษาดูงานที่จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านแนวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่มพันธมิตร 3) ด้านการเงิน ควรมีการจัดสรรงบประมาณร่วมกันเพื่อการฝึกอบรม และศึกษาดู งานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มีการจัดแข่งขันฝีมือพนักงาน เพื่อพัฒนาบุคลากร และเพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ธุรกิจ 4) ด้านวัตถุดิบ ควรมีการจัดทำมาตรฐาน โดยผ่านสานักงานส่งเสริมการจัดการ ประชุม และนิทรรศการ (TCEB) 5) ด้านการบริหารจัดการ กลุ่มธุรกิจควรจัดทำมาตรฐานการบริหารจัดการและการ ปฏิบัติการร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารสูงสุด
การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ได้ทำการ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน286 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารทุกระดับในโรงแรม ใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวม ข้อมูล แล้วนา ข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งสถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1) สถิติพรรณนา เพื่ออธิบายข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Chisquare t-test และ F-test ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้ การศึกษาวิจัยครั้งนี้ใช้กระบวนการวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Method Research) ได้ทำการ รวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน286 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารทุกระดับในโรงแรม ใช้วิธีการสุ่ม ตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling)โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวม ข้อมูล แล้วนา ข้อมูลที่ได้มาทำการวิเคราะห์ประมวลผลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป ซึ่งสถิติที่ใช้ใน การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งเป็น 2 ประเภทคือ 1) สถิติพรรณนา เพื่ออธิบายข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ค่าร้อยละ (Percentage) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) 2) สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ Chisquare t-test และ F-test ซึ่งสามารถสรุปผลการศึกษาได้ดังนี้
ผลการศึกษา พบว่า ระดับความรู้เกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) กลุ่ม ตัวอย่างส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับมาก ร้อยละ 74.5 ความรู้ระดับปานกลาง ร้อยละ 22.4 และระดับ น้อยร้อยละ 3.1 ตามลา ดับ ความต้องการเกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) มีความ ต้องการอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน โดยด้านบุคลากรและด้านวัตถุดิบ มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ( =4.62) และด้านการเงิน มีค่าเฉลี่ยต่า สุด ( =4.49) ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา ตำแหน่งและประสบการณ์ของกลุ่มตัวอย่างไม่มีความสัมพันธ์กับความรู้เกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจด้าน ไมซ์ (MICE) ปัจจัยการประกอบธุรกิจที่มีผลต่อความต้องการเกี่ยวกับพันธมิตรทางธุรกิจด้านไมซ์ (MICE) ได้แก่ รูปแบบการดำเนินธุรกิจ ระยะเวลาดำเนินธุรกิจ จำนวนห้องพัก ราคาห้องพักต่อคืน จำนวนห้องประชุม ขนาดความจุห้องประชุม และระดับมาตรฐานโรงแรม
จากการศึกษา ทำให้ทราบข้อเสนอแนะ 5 ด้าน ที่จะทำให้พัฒนาเป็นพันธมิตรทางธุรกิจ ด้านไมซ์ (MICE) ดังนี้
1) ด้านการตลาด พันธมิตรทางธุรกิจต้องพัฒนาการจัดประชุมสัมมนาและบริการ ให้มีมาตรฐานเดียวกันและมีการตรวจสอบมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอโดยการสร้างตราสัญลักษณ์ ของพันธมิตรที่ทำให้ลูกค้าจดจำ ได้ง่าย และเสริมสร้างภาพลักษณ์ด้านคุณภาพการบริการให้ลูกค้า รับรู้เป็นที่สนใจของตลาด 2) ด้านบุคลากร ควรมีการกำหนดคุณสมบัติที่สำคัญในการคัดสรร เพื่อนา ไปสู่การ เป็นมืออาชีพในการบริการด้านไมซ์ (MICE) และควรส่งเสริมให้มีการอบรม และศึกษาดูงานที่จะ ก่อให้เกิดประโยชน์ด้านแนวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการแลกเปลี่ยนความรู้กันในกลุ่มพันธมิตร 3) ด้านการเงิน ควรมีการจัดสรรงบประมาณร่วมกันเพื่อการฝึกอบรม และศึกษาดู งานที่จะก่อให้เกิดประโยชน์มีการจัดแข่งขันฝีมือพนักงาน เพื่อพัฒนาบุคลากร และเพื่อสร้าง ภาพลักษณ์ธุรกิจ 4) ด้านวัตถุดิบ ควรมีการจัดทำมาตรฐาน โดยผ่านสานักงานส่งเสริมการจัดการ ประชุม และนิทรรศการ (TCEB) 5) ด้านการบริหารจัดการ กลุ่มธุรกิจควรจัดทำมาตรฐานการบริหารจัดการและการ ปฏิบัติการร่วมกันเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการบริหารสูงสุด
Table of contents
Description
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (การจัดการการท่องเที่ยวแบบบูรณาการ))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2558

