NIDA Wisdom Repository

 

Communities in DSpace

Select a community to browse its collections.

Now showing 1 - 6 of 6
Thumbnail Image

คณะและวิทยาลัย

NIDA Schools and Colleges

Thumbnail Image

สำนักงานอธิการบดี

NIDA Office of the President

Thumbnail Image

ผลงานวิชาการ

NIDA Scholars

Thumbnail Image

หน่วยงาน

NIDA Units

Thumbnail Image

วารสารวิชาการ

NIDA Academic Journals

Thumbnail Image

หนังสืออิเล็กทรอนิกส์

NIDA E-Books

Recent Submissions

Thumbnail Image
Item
แนวทางในการยกระดับนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Excellence
เฉลิมนาถ จิตอารีย์; ฆริกา คันธา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษาค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเปลี่ยนแปลงในมิติด้านต่าง ๆ ในการเป็นเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินและเสนอกลยุทธ์และแนวทางการยกระดับเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของนิคมอุตสาหกรรมบางปะอินสู่เมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศระดับ Eco-Excellence ตามคู่มือเกณฑ์การตรวจประเมินเมืองอุตสาหกรรมเชิงนิเวศของการนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย โดยใช้แบบประเมินและการสัมภาษณ์แบบซึ่งหน้าเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือ บริษัทภายในนิคมฯ จำนวน 11 บริษัทและผู้บริหารรวมถึงพนักงานสำนักงานนิคมอุตสาหกรรมบางปะอิน จำนวน 2 คน แล้วนำมาวิเคราะห์ช่องว่างการพัฒนา (Gap Analysis) เพื่อให้ทราบแนวทางการยกระดับ ผลการศึกษาพบว่าการพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในมิติ 1) มิติสิ่งแวดล้อม 2) มิติสังคม 3) มิติการบริหารจัดการ เป็นจุดแข็งมีความโดดเด่นในการพัฒนาโดย 1) มิติสิ่งแวดล้อมพบว่าโรงงานสามารถดำเนินการวางแผน วิเคราะห์ปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อให้เกิดการใช้วัตถุดิบ น้ำ พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ 2) มิติสังคมด้านวัสดุเหลือใช้พบว่าโรงงานผู้ประกอบการในนิคมอุตสาหกรรมนำส่งข้อมูลตามระบบการจัดการของเสียออกนอกโรงงานครบถ้วนตามระบบกรมโรงงานอุตสาหกรรม ด้าน Happy Workplace นิคมฯ และโรงงานมีการดำเนินงานครบทั้ง 8 ประการและด้านความรับผิดชอบต่อสังคมและด้านความรับผิดชอบต่อสังคมพบช่องว่างโดยมีโรงงานที่ผ่านการตรวจประเมิน CSR-DIW ไม่ครบตามเกณฑ์กำหนด 3) มิติบริหารจัดการพบว่านิคมฯ มีการจัดประชุมและเผยแพร่ผลการดำเนินงานเฝ้าระวังคุณภาพทางสิ่งแวดล้อม (EIA Monitoring) สู่ชุมชนและหน่วยงานภายนอกให้รับทราบทุก 6 เดือน ด้านการรับรองอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ระดับ 4 พบว่าปัจจุบันโรงงานในนิคมฯ ยังไม่มีโรงงานที่ผ่านการตรวจประเมินรับรอง อย่างไรก็ตามในมิติ 4) มิติกายภาพ 5) มิติเศรษฐกิจ ยังพบช่องรวมถึงปัญหาและอุปสรรคในการตอบแบบสอบถามและการขาดการร่วมดำเนินงานระหว่างโรงงานและนิคมฯ โดย 4) มิติกายภาพด้านขนส่งพบว่ามีโรงงานเพียง 1 โรงงานที่ตอบแบบประเมิน และ 5) มิติเศรษฐกิจด้านการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนพบว่านิคมฯและโรงงานยังขาดความร่วมมือในการดำเนินงานร่วมกันในการพัฒนาวิสาหกิจชุมชนเพราะโรงงานแต่ละโรงงานจะดำเนินการด้านนี้ด้วยตนเอง
Thumbnail Image
Item
การประเมินความคิดเห็นต่อระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย กรณีศึกษาโครงการปรับปรุงขยายท่าอากาศยานชุมพร
พีนาริน พิมพา; ภัคพงศ์ พจนารถ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย โดยนำกรณีศึกษาจากโครงการปรับปรุงขยายท่าอากาศยานชุมพร ตลอดจนศึกษาปัญหา และอุปสรรค ของระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการฯ รวมทั้งเพื่อนำเสนอแนวทางในการปรับปรุงระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของประเทศไทย ให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น การศึกษาในครั้งนี้เป็นการศึกษางานวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ที่ได้ประยุกต์ใช้ตัวแบบการประเมินผล CIPP-I Model มาเป็นกรอบแนวคิดในการศึกษา และทำการปรับรูปแบบให้เหมาะสมกับการประเมินผลของระบบ EIA โดยดำเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิ ด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก ร่วมกับการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมจากกลุ่มตัวอย่างที่เกี่ยวข้องกลุ่มต่างๆ จำนวน 6 กลุ่ม 30 ตัวอย่าง ประกอบด้วย กลุ่มผู้ได้รับผลกระทบ (ผู้นำชุมชน และประชาชนในบริเวณพื้นที่ศึกษาของโครงการ) กลุ่มหน่วยงานผู้ที่รับผิดชอบจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (กรมท่าอากาศยาน และบริษัทที่ปรึกษา) กลุ่มหน่วยงานผู้ที่ทำหน้าที่พิจารณารายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (สผ.) กลุ่มหน่วยงานราชการในพื้นที่ศึกษาของโครงการ (ทสจ.ชุมพร, ทต.ชุมโค, ทต.บางสน, ทต.ปะทิว, ทต.ทะเลทรัพย์) กลุ่มนักวิชาการอิสระ และกลุ่มประชาชนทั่วไป โดยทำการศึกษาควบคู่กับการศึกษางานวิจัย และเอกสารที่เกี่ยวข้อง และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลงานวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง มีลักษณะคำถามแตกต่างกันตามบริบทของกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง สำหรับกลุ่มหน่วยงานราชการ บริษัทที่ปรึกษาและกลุ่มนักวิชาการ และการเลือกตัวอย่างแบบบอกต่อ สำหรับกลุ่มผู้นำชุมชน และประชาชน ผลการศึกษาโดยสรุป พบว่า (1) บริบทของโครงการที่มีผลต่อการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมในประเทศไทย การปรับปรุงกฎหมายเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยให้ระบบการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีความทันสมัยและสามารถปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น จรรยาบรรณของผู้จัดทำรายงานฯ ควรคำนึงถึงความต้องการและความกังวลใจของประชาชนในชุมชน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนและเพิ่มศักยภาพในการรองรับการพัฒนาของพื้นที่อย่างยั่งยืน การทำให้กฎหมายมีประสิทธิภาพและเป็นประโยชน์แก่ทุกคนเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาอย่างรอบคอบและมีการประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ (2) ปัจจัยนำเข้า ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดทำรายงาน EIA มีความรู้ ความเข้าใจในขั้นตอนและวิธีการศึกษา โดยประชาชนบางส่วนในชุมชนยังขาดความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้อง (3) ด้านกระบวนการ ควรเปิดเผยข้อมูลอย่างโปร่งใสและครบถ้วน รวมถึงให้โอกาสให้ประชาชนที่เกี่ยวข้องแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง พร้อมให้ความสำคัญต่อความคิดเห็นของประชาชนมาใช้ในการศึกษาที่เหมาะสมต่อไป (4) ผลผลิต หน่วยงานที่เป็นเจ้าของโครงการ และบริษัทที่ปรึกษาได้ดำเนินการจัดทำรายงาน EIA ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยนักวิชาการที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาภายใต้การดูแลของผู้ชำนาญด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อจำกัดในด้านการเข้าถึงเนื้อหาของรายงานฯ ของประชาชน เนื่องจากข้อจำกัดในการเผยแพร่รายงานฉบับเต็มที่มีเนื้อหารายละเอียดจำนวนหลายหน้า การเผยแพร่จึงอยู่ในรูปแบบการเข้าถึงผ่านระบบอินเทอร์เน็ตในเว็บไซต์ของ สผ. ทำให้ประชาชนบางส่วนที่ต้องการทราบข้อมูลรายละเอียดการศึกษาในเล่มรายงาน แต่ไม่สามารถเข้าถึงการใช้งานอินเทอร์เน็ตได้ ดังนั้น ควรมีการเผยแพร่เนื้อหารายงานฉบับเต็มในที่สาธารณที่ประชาชนทั่วไปสามารถอ่านได้อย่างสะดวก (5) ผลกระทบ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการฯ ส่วนใหญ่มีความเชื่อมั่นว่าโครงการนี้เป็นประโยชน์ในการเดินทางคมนาคมต่อประชาชนในชุมชน และสามารถอำนวยความสะดวกต่อนักท่องเที่ยวที่ต้องการเดินทางมาจังหวัดชุมพร จึงไม่ก่อให้เกิดการคัดค้านจากกลุ่มประชาชน โดยโครงการดังกล่าวได้มีการนำกระบวนการมีส่วนร่วมเข้ามาใช้ ทำให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาโครงการ ส่งผลให้ประชาชนในพื้นที่มีความเชื่อมั่น และยอมรับในโครงการ การเปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนเพื่อให้ประชาชนเข้าใจถึงความเคลื่อนไหวของโครงการ การลดความขัดแย้งจะช่วยให้โครงการสามารถอยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
Thumbnail Image
Item
ความคิดเห็นของประชาชนในเขตควบคุมมลพิษ เทศบาลเมืองมาบตาพุดต่อนโยบายการยกเลิกประกาศเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง
จรูญ เจริญประโยชน์; จำลอง โพธิ์บุญ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อสำรวจความคิดเห็นของประชาชนต่อนโยบาย การยกเลิกประกาศเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง 2) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็น ของประชาชนต่อนโยบายการยกเลิกประกาศเขตควบคุมมลพิษจังหวัดระยอง โดยใช้วิธีในการเลือกตัวอย่าง แบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Nonprobability Sampling) ด้วยวิธีสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บ ข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s product moment correlation coefficient) ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง อายุมากกว่า 35 ปี อาชีพ รับจ้างทั่วไป และอาศัยอยู่ในพื้นที่เขตเทศบาลเมืองมาบตาพุดมากกว่า 5 ปี ด้านความรู้ ความเข้าใจ และความคิดเห็น ของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับนโยบายการยกเลิกประกาศเขตควบคุมมลพิษจังหวัด ระยอง พบว่ากลุ่มตัวอย่างค่อนข้างมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประโยชน์ ผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้น และส่วน ใหญ่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายดังกล่าวซึ่งคิดเห็นว่าการยกเลิกเขตควบคุมมลพิษนั้นนอกจากไม่มีประโยชน์แล้ว อาจจะส่งผลกระทบในด้านลบมากขึ้น ซึ่งปัจจัยที่มีผลต่อความคิดเห็นที่สำคัญได้แก่ความเห็นเกี่ยวกับ ผลกระทบในทางลบจากการยกเลิกประกาศเขตควบคุมมลพิษ
Thumbnail Image
Item
การศึกษามาตรการการจัดการน้ำเสียและการบังคับใช้กฎหมายมลพิษทางน้ำ ที่มีแหล่งกำเนิดมาจากชุมชน กรุงเทพมหานคร
สิรีธร ทองอาภรณ์; พีรพล เจตโรจนานนท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษามาตรการการจัดการน้ำเสียและการบังคับใช้กฎหมายมลพิบทางน้ำที่มี แหล่งกำเนิดมาจากชุมชน กรุงทพมหานคร มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา กฎหมาย มาตรการทางกฎหมายอื่นที่ เกี่ยวข้อง บทบาทและหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และวิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรค มาตรการทาง กฎหมายในการบริหารจัดการน้ำเสียในชุมชนเมืองกรุงเทพมหานคร เพื่อเสนอแนะแนวทางการบริหาร จัดการน้ำเสียในชุมชนเมืองที่เหมาะสมกับกรุงเทพมหานคร และมีประสิทธิภาพมากขึ้น เป็นการศึกบาวิจัย เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) ศึกษาค้นคว้าจาก ตำรา หนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ สารสาร ทฤษฎี หลักกฎหมายทั้งไทยและต่งประเทศ รวมถึงกรณีศึกษาที่ เกิดขึ้นจริง รามถึงข้อมูลทางอินเทอร์เน็ต เพื่อวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำที่เกิด จากชุมชนในกรุงเทพมหานคร จากการศึกษาพบว่ากรุงเทพมหานครกำลังประสบกับปัญหาน้ำเสียชุมชน (Domestic Wastewater) ที่มีแหล่งกำเนิดมลพิษทางน้ำมาจากที่พักอาศัย ครัวเรือน ชุมชน หรือหมู่บ้นจัดสรรพบว่า มากกว่าร้อยละ 80 ของปริมาณน้ำเสียในกรุงทพมหานคร น้ำเสียที่ถูกระบายลงแหล่งน้ำสาธารณะมีปริมาณ มากขึ้นจนเกินขีดจำกัดการรองรับปริมาณน้ำเสียได้ ซึ่งโรงบำบัดน้ำเสียของกรุงเทพมหานครทั้ง 8 แห่ง สามารถบำบัดน้ำเสียได้เพียง ร้อยละ 45 ของปริมาณน้ำเสียทั้งหมดต่อวัน อีกทั้งใช้งบประมาณจำนวนมาก ในการเดินระบบและบำรุงรักษาระบบบำบัดน้ำเสียหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการรับผิดชอบ ควบคุม กำกับ ดูแลจัดการน้ำของกรุงเทพมหานครประกอบด้วย กรมควบคุมมลพิษ สำนักงานจัดการคุณภาพน้ำ สำนักการ ระบายน้ำ และสำนักงานเขต การมีอำนาจของในแต่ละ หน่วยงาน ทำให้เกิดความทับซ้อนของบทบาทหน้าที่ ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครในเรื่องของการจัดเก็บค่าธรรมเนียมแหล่งกำเนิดน้ำเสีย แต่ พบว่า ข้อกฎหมายไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน เพราะมีอาคาร บ้านเรือน ชุมชนแออัด ชุมชนริม ดูคลองบางส่วน ไม่เข้าข่ายที่ต้องจ่ายค่าธรรมเนียมในการบำบัดน้ำเสีย และไม่ได้มีการควบคุมการปล่อยน้ำเสียอย่างถูกกฎหมาย และกับการลักลอบทึ้งขยะกากของเสีย สิ่งปฏิกูลในทุกรูปแบบลงในแหล่งน้ำ สาธารณะ ซึ่งควรเข้มงวดในการกวดขัน สอคส่องดูแล บังดับใช้ข้อกฎหมายอย่างจริงจัง แต่ก็ยังมีข้อจำกัดที่ บุคคลากรในการปฏิบัติหน้ที่ขังไม่เพียงพอ จากปัญหาดังกล่าวผู้ศึกษาได้เสนอแนะแนวทางให้กำหนดมาตรการสำหรับบ้านเรือนที่ไม่ เข้าข่ายตามที่ประกาศกำหนด อาจคำเนินการให้สำนักงานเขตสำรวจลักษณะดังกล่าว และเก็บสถิติเพื่อเป็น ข้อมูลในการวางแผนการจัดการทางระบายน้ำ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ ให้ความรู้เรื่อง ถังบำบัดน้ำเสีย แนวทางการจัดการน้ำเสียในครัวเรือน รวมทั้งกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ให้ประชาชนทราบอย่าง ต่อเนื่อง ภาครัฐอาจร่วมกับภาคเอกชน ธุรกิจ เพื่อประชาสัมพันธ์ และ จัดหารูปแบบการบำบัดน้ำเสียที่ ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ โดยรัฐบาลอางให้ความช่วยเหลือ เช่น การลดหย่อนภาษี การให้การสนับสนุน ภาคเอกชนในเรื่องผลิตภัณฑ์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม การแก้ไขอัตราค่าธรรมเนียมบำบัดน้ำเสียใหม่ แก้ไขปัญหาเรื่องการ จัดการขยะควบคู่ไปกับการจัดการมลพิษทางน้ำ กรุงเทพมหานครควรใช้นโยบายที่ เคร่งครัดในเรื่องการทิ้งขยะอย่างผิดกฎหมาย และเข้มงวด ออกตรวจเชิงรุกมากขึ้น ออกนโยบายหรือข้อ กฎหมายที่มุ่งเน้นใช้หลัก 3R ในการจัดการขยะ
Thumbnail Image
Item
Research on the influence of information ecological imbalance on elderly user's use behavior of G2C E-Government
Zhang, Yingxue; Chen, Chih Hung (National Institute of Development Administration, 2022)
The theory of information ecology is a new subject which analyzes the imbalance in supply chain information management by combining the theory of supply chain management, and puts forward corresponding countermeasures from the perspective of information ecosystem balance. In fact, no matter how advanced the information technology is, the premise of its existence is to serve mankind. In society, there is a group of people that can't be ignored - the elderly. When advanced technology no longer serves the elderly, they are frequently labeled as "refugees on the Internet" and "islands of information". In the special time interval of the global COVID-19 epidemic, this situation is getting even worse. Then what is the reason? That's exactly the theme of this paper, including the impact of information ecological imbalance on the willingness of the elderly to learn information technology, and the impact on the use behavior of G2C elderly users.
Thumbnail Image
Item
การพัฒนากฎหมายว่าด้วยการจัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในประเทศไทย
อนัณญา นุมาศ; ประพิน นุชเอี่ยม (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์ มุ่งศึกษาแนวทางการพัฒนากฎหมายว่าด้วยเรื่องการจัดการนิติ บุคคลหมู่บ้านจัดสรรในประเทศไทย เพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อพัฒนาการบริหารจัดการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรในประเทศไทย เนื่องจากพระราชบัญญัติ การจัดสรรที่ดิน พ.ศ. 2543 ที่บังคับใช้ในปัจจุบัน พบว่ามีปัญหาในเรื่องการบริหารจัดการที่เกี่ยวข้อง กับสมาชิกนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ไม่ว่าจะเป็นปัญหาในเรื่องสาธารณูปโภคและสิ่งอำนวยความ สะดวกไม่ได้รับการบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพดีปัญหาสิ่งอำนวยความสะดวก การรักษาความ ปลอดภัยให้แก่สมาชิก ปัญหาเกี่ยวกับสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกที่ไม่ได้รับความคุ้มครอง ตลอดจน ปัญหาข้อพิพาทในสังคมหมู่บ้านจัดสรรที่ส่งผลต่อปัญหาการจัดเก็บค่าใช้จ่ายที่กระทบถึงการ บำรุงรักษาสาธารณูปโภคที่สมาชิกใช้ร่วมกัน นอกจากนี้ยังพบว่ามีปัญหาในเรื่องการบังคับใช้ กฎหมาย วิธีการระงับและการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท รวมทั้งการกำกับดูแลจากหน่วยงานของรัฐไม่ เพียงพอ ไม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ในการตราพระราชบัญญัติฉบับนี้ในการศึกษาวิจัยนี้ได้ใช้วิธีการ วิจัยเชิงคุณภาพ โดยนำทฤษฎีแนวคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคล และแนวคิดเกี่ยวกับชุมชน เอกชนที่มีประโยชน์ร่วมกัน และแนวคิดทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ประกอบ กับการศึกษากฎหมายของรัฐฟลอริด้าประเทศสหรัฐอเมริกา และรัฐนิวเซาท์เวลส์ ประเทศ ออสเตรเลีย ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการองค์กรที่อยู่อาศัย โดยศึกษาเปรียบเทียบ กฎหมายที่ทั้งสองประเทศใช้ในการบริหารจัดการองค์กรที่อยู่อาศัย เพื่อนำผลการศึกษามาเป็นหลักใน การแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป จากการศึกษาในเรื่องนิติบุคคลในเรื่องชุมชนที่มีประโยชน์ร่วมกันเพื่อนำมาใช้ตอบคำถามใน เรื่องโครงสร้างของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พบว่า บทบาทของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีความสำคัญในการบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลางของหมู่บ้านจัดสรร และสมาชิกมีความจำเป็นต้องมีส่วน ร่วมในการบริหารจัดการ และจากการศึกษาเรื่องนิติบุคคลชุมชน และแนวคิดเกี่ยวกับการบริหารงาน ของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร พบว่าอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารชุมชน และสิทธิหน้าที่ของสมาชิก จะอยู่ ภายใต้กฎหมายที่ใช้บังคับในปัจจุบัน ร่วมกับข้อบังคับของหมู่บ้านจัดสรรนั้น โดยหน่วยงานภาครัฐมี ความจำเป็นต้องเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแล เพื่อให้การบริหารจัดการเป็นไปโดยมีประสิทธิภาพ และไม่เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินที่ใช้ร่วมกันของชุมชน และเมื่อได้ศึกษาประกอบกับกฎหมายของ รัฐฟลอริด้า ประเทศสหรัฐอเมริกา และรัฐนิวเซาท์เวลส์ประเทศออสเตรเลียแล้ว พบว่าหลักการ พื้นฐานในจัดตั้งองค์กรที่อยู่อาศัยนี้เป็นไปตามหลักการชุมชนเอกชนที่มีสมาชิกใช้ประโยชน์ใน ทรัพย์สินร่วมกัน โดยสมาชิกมีหน้าที่ต้องชำระค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาทรัพย์สินเหล่านั้น ซึ่งแตกต่างจากการซื้อขายบริการโดยทั่วไป โดยในปัจจุบันกฎหมายของไทยที่เกี่ยวกับการจัดตั้งนิติ บุคคลหมู่บ้านจัดสรรนั้น กำหนดหน้าที่ให้เป็นของสมาชิกผู้ซื้อที่ดินและสมาชิกมีหน้าที่ในการ บำรุงรักษาสาธารณูปโภคต่อจากผู้จัดสรรที่พ้นหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด ซึ่งเกิดปัญหาการบริหาร จัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นไปโดยไม่มีประสิทธิภาพ ทำให้สาธารณูปโภคไม่ได้รับการ บำรุงรักษาที่เหมาะสม โดยจากการศึกษากฎหมายเปรียบเทียบของประเทศสหรัฐอเมริกาและ ประเทศออสเตรเลีย พบว่าหน้าที่ในการจัดตั้งองค์กรบริหารจัดการประเภทนี้เป็นของผู้จัดสรร เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความพร้อมและมีทรัพยากรที่เหมาะสมในการบริหารจัดการ กฎหมายจึงกำหนดให้ เป็นหน้าที่ของผู้จัดสรร นอกจากนี้การบริหารจัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีความสัมพันธ์กับ ทรัพย์สินที่มีมูลค่าสูง ดังนั้นผู้มาทำหน้าที่บริหารจึงควรต้องเป็นผู้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมด้วย ในส่วน ของปัญหาที่เกี่ยวกับการใช้สิทธิของสมาชิกนั้น พบว่าการให้ความคุ้มครองสิทธิของสมาชิกจะทำให้ สมาชิกตระหนักถึงหน้าที่ของตน ทำให้ปัญหาเรื่องการจัดเก็บเงินค่าใช้จ่ายลดน้อยลง และยังทำให้ ปัญหาข้อพิพาทลดลงด้วย ท้ายที่สุดจากการศึกษาในเรื่องทฤษฎีการทำหน้าที่ของรัฐ ที่รัฐไม่อาจพ้น จากความรับผิดจากการกระทำของเอกชนที่รัฐมอบหมายให้ทำได้แม้จะมีข้อโต้แย้งในเรื่องการ ดำเนินการของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรมีลักษณะเป็นบริการเสริมที่เพิ่มเติมจากหน้าที่ของรัฐ รัฐจึงไม่ ต้องรับผิดจากการกระทำของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรได้ก็ตาม อย่างไรก็ดีรัฐในฐานะผู้ควบดูแลจึง ต้องมีส่วนเข้ามากำกับดูแลเมื่อเกิดปัญหา จึงอาจกล่าวได้ว่า ปัญหาเรื่องการไม่มีการกำกับดูแลจาก หน่วยงานภาครัฐที่เพียงพอ ก็มีความสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข นอกจากนี้นิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร และไม่มีรายได้ดังเช่นองค์กรธุรกิจโดยทั่วไป การที่นำเอากฎหมายทั่วไป มาใช้บังคับใช้กับนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรจึงไม่ตอบสนองและไม่อาจแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ จึงควรมีการกำหนดสถานะทางกฎหมายของนิติบุคคลให้เป็นองค์กรประเภทไม่แสวงหากำไร จากการศึกษาหลักในเรื่องการระงับข้อพิพาททางเลือก พบว่า การมีวิธีการระงับและไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางเลือกที่อาจเหมาะสมกับบริบทของสังคมหมู่บ้านจัดสรรเพื่อควบคุมให้การบริหารจัดการนิติ บุคคลหมู่บ้านจัดสรรเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย จากข้อค้นพบสรุปว่ากฎหมายของประเทศไทย ยังมีข้อบกพร่องที่ต้องแก้ไขเพื่อสามารถแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบันได้ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติการจัดสรร ที่ดิน พ.ศ. 2543 โดยกำหนดหน้าที่ในการจัดตั้งนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้เป็นของผู้จัดสรรที่ดิน และ ให้ผู้จัดสรรที่ดินจัดให้มีผู้บริหารนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรที่มีคุณสมบัติตามที่กฎหมายกำหนด การแก้ไขเพิ่มเติมในการกำหนดอำนาจหน้าที่ของผู้บริหารนิติบุคคลที่มีอย่างจำกัดและมีการกำกับ ดูแลจากหน่วยงานภาครัฐ รวมไปถึงบทลงโทษแก่ผู้ทำละเมิดต่อนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และเมื่อ สมาชิกผู้ซื้อที่ดินมีความพร้อมในการรับโอนหน้าที่มาบริหารจัดการเองผู้จัดสรรจึงจะพ้นจากหน้าที่ใน การบำรุงรักษาสาธารณูปโภคส่วนกลาง แก้ไขเพิ่มเติมโดยมีการกำหนดคุณสมบัติของผู้มาทำหน้าที่ บริหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งการป้องกันในเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน และต้องมีแก้ไขกฎหมายในการ กำหนดสิทธิและหน้าที่ของสมาชิกอย่างเป็นระบบ เพื่อให้สมาชิกเข้าใจบทบาทหน้าที่ของตนในการ บริหารนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร ในส่วนของสถานะทางกฎหมาย ต้องมีการกำหนดสถานะทาง กฎหมายของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรให้เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหากำไร เพื่อให้ได้รับสิทธิประโยชน์เพื่อ ลดค่าใช้จ่ายของนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร และส่วนสุดท้ายต้องมีการแก้ไขเพิ่มเติมในเรื่องการกำกับ ดูแลการบริหารจัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรรและการระงับและไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เหมาะสมจาก หน่วยงานภาครัฐ โดยมีความจำเป็นที่ภาครัฐต้องเข้ามามีบทบาทในการกำกับดูแลมากขึ้น เพื่อให้การ บริหารจัดการนิติบุคคลหมู่บ้านจัดสรร เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ พระราชบัญญัติการจัดสรรที่ดิน พ.ศ.2543
Thumbnail Image
Item
มาตรการและกลไกทางกฎหมายในการประกอบกิจการ : ศึกษากรณี การขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรม
ฐิตาพร อุทุก; พัชรวรรณ นุชประยูร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
มาตรการทางกฎหมายที่ใช้ในการควบคุมการประกอบกิจการ เป็นเครื่องมือหนึ่งของรัฐที่ นำมาใช้ในการจัดระเบียบ การประกอบ อาชีพหรือ การประกอบ กิจการของประชาช น ซึ่งแตกต่างกันไปตามรูปแบบของการควบคุมกำกับดูแลของระบบกฎหมาย โดยระบบอนุญาตเป็น มาตรการหลักที่หลายประเทศนิยมนำมาใช้ในการควบคุมการประกอบอาชีพหรือการประกอบกิจการ ของประชาชน แต่อย่างไรก็ดีมักมีข้อโต้แย้งอยู่ว่าระบบดังกล่าวเป็นการจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ บุคคล ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน เป็นอุปสรรคต่อการดำเนินของภาคธุรกิจ ส่งผลต่อการ พัฒนาและขยายตัวทางเศรษฐกิจให้เป็นไปอย่าล่าช้า และเป็นที่มาของการทุจริตและประพฤติมิชอบ ในสังคม วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ได้มุ่งศึกษาประเด็นปัญหากฎหมายเกี่ยวกับมาตรการและกลไกทาง กฎหมายในการประกอบกิจการโรงแรม โดยมีขอบเขตการศึกษาเฉพาะกรณีอาคารโรงแรมที่สร้างใหม่ เพื่อใช้ในการประกอบธุรกิจโรงแรม โดยได้ศึกษาแนวคิดว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพในการประกอบอาชีพ ของประชาชน การปฏิรูปกฎหมายเพื่อการส่งเสริมกิจการประกอบกิจการในภาคธุรกิจทั้งใน ต่างประเทศและของประเทศไทย ประกอบกับวิเคราะห์ปัญหาที่เกี่ยวกับการดำเนินการตาม หลักเกณฑ์และเงื่อนไขการดำเนินการต่างขั้นตอนต่าง ๆ ในการอนุญาตตามกฎหมาย เพื่อนำไปสู่การ ปรับปรุงรูปแบบมาตรการในการควบคุมการประกอบกิจการโรงแรมให้สอดคล้องกับความจำเป็นทาง เศรษฐกิจและสภาพการณ์ปัจจุบัน โดยลดทอนกลไกของรัฐให้มีความผ่อนคลาย สะดวก และรวดเร็ว แต่ยังคงไว้ซึ่งประสิทธิภาพของรัฐในการควบคุมหรือกำกับดูแลการประกอบกิจการโรงแรม จากการศึกษาพบว่ามีประเด็นปัญหาสำคัญ 3 ประการคือ 1) ปัญหาความทับซ้อนและความ ไม่เป็นเอกภาพของกฎหมายที่เกี่ยวกับการขอใบอนุญาตประกอบกิจการโรงแรม อันส่งผลให้ผู้ ประกอบกิจการจะต้องดำเนินการขอใบอนุญาตหลายใบสำหรับกิจการเดียวกัน 2) ปัญหาใน กระบวนการและขั้นตอนการขออนุญาตประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งมีกระบวนการที่ค่อนข้างยุ่งยาก และมีหลายหน่วยงานเข้ามาเกี่ยวข้องในการใช้ดุลพินิจในการพิจารณาอนุญาตที่ก่อให้เกิดความล่าช้าและ 3) รูปแบบที่เหมาะสมในการควบคุมกำกับการประกอบกิจการโรงแรม ซึ่งในปัจจุบันการควบคุม การดำเนินการประกอบกิจการโรงแรมของประเทศไทยอยู่ภายใต้รูปแบบระบบอนุญาตอันส่งผล กระทบต่อการใช้สิทธิและเสรีภาพของผู้ประกอบการค่อนข้างมาก สร้างภาระในการดำเนินการ และ ไม่สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงของสภาพสังคมและเศรษฐกิจ โดยผู้วิจัยเห็นว่ามีความจำเป็นอย่างยิ่งในการทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายเพื่อให้มี กฎหมายเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็นหรือไม่สอดคล้องกับ สภาพการณ์หรือที่เป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพของประชาชนและเพื่อ พัฒนากฎหมายที่บังคับใช้อยู่ให้มีประสิทธิภาพ โดยเปลี่ยนแนวความคิดการควบคุมการประกอบ กิจการโรงแรมที่ใช้มาตรการควบคุมอย่างเคร่งครัดในรูปแบบระบบอนุญาต เพื่อลดระดับการควบคุม กำกับดูแลตามความสำคัญของกิจการเป็นเพียงมาตรการการควบคุมเท่าที่จำเป็นในรูปแบบของการ จดแจ้ง ที่มุ่งเน้นไปในทางส่งเสริมและกำกับกิจการ (Better Regulation) เพื่อเป็นการยกมาตรฐาน การประกอบกิจการโรงแรม อำนวยความสะดวกแก่ผู้รับบริการ รวมทั้งสร้างความปลอดภัยในแง่ของ มาตรฐานผู้ให้บริการทางพาณิชย์ธุรกิจเกี่ยวกับโรงแรม ลดอุปสรรคขั้นตอนและภาระต้นทุนในการ ประกอบกิจการของประชาชนที่จำเป็นต้องให้มีการพัฒนาแก้ไขเปลี่ยนแปลงบทบัญญัติกฎหมายที่ เกี่ยวข้องกับการประกอบกิจการโรงแรมให้เหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของสังคมและเศรษฐกิจที่ เปลี่ยนแปลงไป
Thumbnail Image
Item
The status of perspectives and challenges of tvet for the National Human Resource Development (NHRD) in MyanMar
Win, Win Htein; Sombat Kusumavalee (National Institute of Development Administration, 2022)
Globally Technical and vocational education and training (TVET) has been identified as a major contributor to the National Human Resource Development (NHRD). Many countries have started to acknowledge TVET as a major driving force for sustainable development. However, capitalizing on the potential of TVET requires in-depth understanding of the status and challenges of the existing TVET system and programs as well as various perspectives and views from all stakeholders. The purpose of this study was to explore the status of perspectives and challenges of TVET for NHRD in Myanmar. The study grounded investigations to answer the question; what is the status of perspectives and challenges of TVET in Myanmar? The study applied qualitative research methodology since it provided the researcher with the latitude to answer questions and explore participants’ knowledge and experiences in Myanmar. This exploratory qualitative research has been done through case study approach to gain the in-depth understanding of TVET status and challenges in Myanmar. The study utilized a targeted review of literature, analysis of government and INGO documents. Additionally, the study applied purposive sampling to identify participants and interviews with 35 key stakeholders from both demand and supply sides as illustrative sources of evidence for developing the case study. The study revealed that the current context requires Myanmar to pay more attention to vocational training as a tool to develop its human resources in light of the capacity needs for driving the economy. Moreover, it adds to the small but growing literature on NHRD in Myanmar context.
Thumbnail Image
Item
การตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยใช้ประชาชนด้วยการถอดถอนจากตำแหน่ง
ธนกฤต ปัญจทองเสมอ; ตรีเพชร์ จิตรมหึมา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2011)
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาถึงสภาพปัญหา อุปสรรคและรูปแบบการตรวจสอบ ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดยประชาชนด้วยการถอดถอนจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญแห่ง ราชอาณาจักรไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งรูปแบบ (Model) ที่เหมาะสมสำหรับประเทศไทย การศึกษาได้ ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เอกสารไทยและต่างประเทศ การศึกษาพบว่า นิยามคำว่า ถอดถอน ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาจาก แนวคิดการถอดถอนแบบการฟ้องขับออกจากตำแหน่ง (Impeachment) และการถอนถอนแบบ ถอดออกจากตำแหน่ง (Recall) สำหรับการตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการศาลรัฐธรรมนูญโดย ประชาชนด้วยการถอดถอนจากตำแหน่งตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 270 ประกอบมาตรา 164 มีลักษณะแบบผสม 2 แนวคิด คือ การฟ้องขับออกจากตำแหน่ง และการถอดออกจากตำแหน่งโดยมีสาเหตุมาจากมูลฐานความผิด 6 มูลฐาน คือ 1) พฤติการณ์ ร่ำรวยผิดปกติ 2) ส่อไปในทางทุจริตต่อหน้าที่ 3) ส่อว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ 4) ส่อ ว่ากระทำผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม 5) ส่อว่าจงใจใช้อำนาจหน้าที่ขัดต่อบทบัญญัติแห่ง รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายและ 6) ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่วนการตรวจสอบการใช้อำนาจตุลาการของศาลโดยประชาชนตามรัฐธรรมนูญนั้นเป็น หลักคิดที่ยอมรับกันในระดับนานาชาติ แต่ในการนำมาใช้ในประเทศกลับน้อยมากทั้งนี้อาจมี ปัญหามาจาก การขาดความชัดเจนในด้านแนวคิด รูปแบบ กระบวนการตรวจสอบ และภาคประชาชนใช้สิทธิในการมีส่วนร่วมในกระบวนการตรวจสอบ การศึกษาได้เสนอแนะให้ประชาสัมพันธ์เผยแพร่ให้ประชาชนได้ทราบถึงสิทธิในการ ตรวจสอบเพื่อการถอดถอนดุลการศาลรัฐธรรมนูญในการใช้อำนาจโดยไม่ชอบ ในการใช้สิทธิโดย ผ่านโดยช่องทางที่เหมาะสมมากที่สุด เสนอแนะให้ใช้สิทธิผ่านคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน แห่งชาติและผู้ตรวจการแผ่นดิน สำหรับขั้นตอนวิธีการถอดถอนควรประยุกต์ใช้รูปแบบของสหรัฐอเมริกา ควรตระเตรียมให้ มีระบบเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อประชาชนสามารถตรวจสอบข้อมูลและสิทธิในเบื้องต้นได้อย่าง สะดวกและรวดเร็ว ควรมีระเบียบเรื่องการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสู่สาธารณะของศาลรัฐธรรมนูญ และส่งเสริมการสร้างจิตสำนึกของประชาชนในเรื่องการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐในรูปแบบของ เครือข่ายสังคมกลุ่ม และสนับสนุนให้มีการศึกษาวิจัยด้านการพัฒนาเครือข่ายสังคม เพื่อการ คุ้มครองสิทธิของประชาชนมากขึ้น
Thumbnail Image
Item
Digitally depressed: the effects of digital media usage in regards to depression and approaches for alleviation for individuals and the society
Pritta Chasombat; Warat Karuchit (National Institute of Development Administration, 2021)
Digital media is inevitable. Users are claiming that digital media platforms have become part of their daily routines and their communication channels. If this is the case, it is believed that depressed users are using digital media to stay connected, communicate and other purposes, inevitably. Therefore, the aim of this study is how clinically diagnosed depressed patients (users) are using the digital media and whether it is helping or worsen their depressive symptoms. This study used mixed methodology, using survey questionnaires and semistructured interviews. The participants were depressed patients who used digital media platforms, where they were asked to evaluate and report the usage and the effects that digital media has on them. The questionnaires were conducted to explore generic information regarding depressed patients’ usage intensity, where the interviews allow the author to understand the patient’s in-dept feelings and opinions on specific topics. The results were compared and analyzed accordingly. Participants admitted of using digital media platforms as part of their daily routines for different purposes. The self-reported results show that digital media is like a double-edged sword to them as there are certain features that help their symptoms, for example, group-forming feature that compensate their offline relationships and other user-generated features. Some content, however, is harmful and negatively impact their depressive symptoms. Contents like misleading information around mental illness and suicide incident reports from the digitized news media on these platforms are claimed to negatively impact patients’ depressive symptoms as it is one of the contributing factors to the public stigma around depression.
Thumbnail Image
Item
Public Speeches of the People's Democratic Reform Committee (PDRC) leader: the critical discourse analysis on social conflict
Noppajakkr Sondhinera; Phichai Rattanatilaka Na Bhuket (National Institute of Development Administration, 2021)
The purpose of the research is to study the discourse of the People’s Democratic Reform Committee leader, Suthep Thuagsuban’s public speaking from 2013- 2014 by using critical discourse analysis. 94 videos are selectively collected according to the triangulation technique for the document data. Research findings show numerous discourses been used during the six-month-long protest; each is developed specifically for the cause. To see the development of discourses and surrounding contexts, researcher divided the duration of protest to 3 periods; the initiative period, the peak period, and the maintain period. First, the initiative period was the boosted start of the anti- graft amnesty bill protest which took place from October to the end of November 2013. It was positive that political purpose of the anti-graft amnesty bill protest was changed once it became the People’s Democratic Reform Committee (PDRC) which was to eradicate Thaksin Shinawatra and his influence over Thai politics. Thus, the major discourse found in this period was “Thaksin Regime. ” Discourse of Thaksin Regime had constructed social reality about the corrupted system in the contemporary Thai politics, including corruption, bureaucratic system abuse. Surrounding context was the conflict of the corruption cases by Thaksin Shinawatra and his sister Yingluck Shinawatra’ s government which was a sequence of political corruptions. And Yingluck Shinawatra tried to make legitimacy laundry for her brother by passing the graft amnesty bill and another general election. Another discourse was called “ allegiance to Thai Monarch” which helped identifying the PDRC movement as a protest of the good people of Thailand. Allegiance to Thai Monarch also gave the protest the moral support and a mutual purpose of devotion. Second, the peak period was happened after the PDRC grew in number, over million people had joined the protest. With its strategic movement, Bangkok Shutdown ( divided to 13 rally sites), being platform for rice farmer protest and other political events, PDRC had successfully made a hard time for Yingluck Shinawatra’ s Administration. Once, PDRC gained much political pressure, it became a target from the government and government’ s supporting crowd, the Red- Shirt. Suthep Thuagsuban as the PDRC leader was being defamed in attempt to dismiss the protest. This surrounding context made discourse of “Uncle Headman” emerged to construct body-image of a good leader. It was consisted of a story of Suthep Thuagsuban since he was a Headman from Surat Thani whose dream was to be people’s representative, until he had become one of the most powerful political figures of Thai politics. Yet, he willingly gave up his title to lead the protest of PDRC, so the prominent politician became a people’s uncle headman, and the medium (host body of the collective mind), and the holy monk who kept his ordain to preserve the good and righteousness of the protest. Apart from Uncle Headman, there was a discourse of “ peaceful protest” because the surrounding context was full of violence done onto the PDRC by the government’s extremist supporters. Lastly, the maintain period which was marked when all PDRC rally sites had retreated to its last precinct, Lumpini Park for security and changes in its movement. By limiting its activities and sites, PDRC could pursue its goal of reforms. While Yingluck Shinawatra’s government had been exhausted from countering the protest, many conflicts had been concluded by the courts. It was an opportunity for PDRC to hammer at the government with all its strength. But it was a time for the extremist supporters of Yingluck Shinawatra desperately resorted an absurd idea of dividing the Kingdom. So, in this period there were various discourses, including reform, bureaucratic friends to secure the connection between the protest and the bureaucrats, soldiers, and polices. In this period, the evolving uncle headman and allegiance to Thai Monarch had played their part to strengthen the cause and common purpose of patriotism against an idea of dividing Kingdom.
Thumbnail Image
Item
การจัดทำแผนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติของทุ่งโปร่งทองเขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
สุรีย์พร สุวะศรี; วิชชุดา สร้างเอี่ยม (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพกายภาพ วิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจของพื้นที่ทุ่งโปร่งทอง เขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 2) ประเมินสภาพแวดล้อมในการพัฒนาการท่องเที่ยวของพื้นที่ทุ่งโปร่งทอง เขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง 3) เสนอแผนการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติของทุ่งโปร่งทองเขตชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ทั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้ การสัมภาษณ์บุคลากรหน่อยงานภาครัฐ ประธานชุมชนบ้านแสมภู่ และนักท่องเที่ยว ในการดำเนินกิจกรรมหลัก มาเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยนำหลักมาทำการวิเคราะห์ (SWOT Analysis) เข้ามาช่วยในการจัดทำแผนครั้งนี้พบว่าชุมชนบ้านแสมภู่ อำเภอแกลง จังหวัดระยองเป็นพื้นที่ตำบลที่ยังไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวรู้จักเท่าที่ควร การจะพัฒนาให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวจำเป็นที่จะต้องใช้คน งบประมาณ สถานที่และสื่อการประชาสัมพันธ์ที่ค่อนข้างมาก แต่เนื่องด้วยภายในตำบลประชาชนส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุจำนวนมาก จึงขาด แรงงานและขาดการประชาสัมพันธ์ในรูปแบบต่างๆ จากปัญหาที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยได้นำปัญหาดังกล่าวมาทำการวิเคราะห์ TOWS Matrix จากปัจจัยในเช่นสภาพกายภาพ วิถีชีวิต สังคม เศรษฐกิจของพื้นที่อำเภอแกลง แหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติ แหล่งเรียนรู้เชิงนิเวศ เป็นต้น ปัจจัยภายนอก เช่น เงินทุนสนับสนุนจากภาคเอกชน การมีส่วนร่วมของภาคประชาชน เทคโนโลยีหรือเครื่องมือที่ทันสมัยจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น แล้วนำผลการวิเคราะห์ผลการกำหนดกลยุทธ์ด้วยทฤษฎี (TOWS Matrix) มาพิจารณาจัดทำแนวทาง 4 ด้านกล่าวคือ ด้านกลยุทธ์เชิงรุก , กลยุทธ์เชิงแก้ไข , กลยุทธ์เชิงป้องกันและกลยุทธ์เชิงรับ เพื่อนำไปสู่แผนพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศและธรรมชาติของทุ่งโปร่งทองเขตชุมชนบ้านแสมภู่ จังหวัดระยอง
Thumbnail Image
Item
ถอดบทเรียนการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับป่าอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์
อนุสรณ์ ศรีโพธิลา; ฆริกา คันธา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ถึงถอดบทเรียนการอยู่ร่วมกันของชุมชนกับป่าอย่างยั่งยืน กรณีศึกษา ตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์และความสัมพันธ์ของแต่ละปัจจัยของหลักการวิเคราะห์กรอบแนวคิด (DPSIR) คือ แรงขับเคลื่อน แรงกดดัน สถานการณ์ ผลกระทบ และการตอบสนอง ซึ่งเป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi - Structured Interview) กับกลุ่มเป้าหมายหลัก ในพื้นที่ของตำบลเทนมีย์ อำเภอเมือง จังหวัดสุรินทร์ จากการศึกษา พบว่าปัจจัยแรงขับเคลื่อน (D-Driver) แรงขับเคลื่อนที่เกิดขึ้นจากการขยายตัวของชุมชนที่มีการใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าไม้ชุมชนเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งความต้องการหาทรัพยากรป่าไม้ชุมชนในการบริโภคสำหรับภาคชุมชนและการแบ่งเขตพื้นที่อนุรักษ์ทรัพยากรป่าไม้ชุมชนให้เกิดความชัดเจนรวมทั้งผู้ที่มีส่วนได้-ส่วนเสียของผู้ใช้ทรัพยากรป่าไม้ชุมชนในแต่หละภาคส่วนเพื่อการใช้ทรัพยากรป่าไม้ที่มีอยู่อยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดและอย่างยั่งยืน สู่ปัจจัยกดดัน (P-Pressure) สภาวะกดดันที่เกิดขึ้นเนื่องจากการใช้ประโยชน์จากทรัพยากรป่าไม้ชุมชนจากภาคชุมชนนั้น ซึ่งมีความต้องการเพิ่มมากขึ้นจนเกินศักยภาพและความสมดุลตามธรรมชาติของทรัพยากรป่าไม้ทำให้ป่าไม้ผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการของชุมชนเกิดความเสื่อมโทรมที่เปลี่ยนไป สู่ปัจจัยสภาวะ (S-State) สถานภาพของปริมาณทรัพยากรป่าไม้ชุมชนมีทรัพยากรป่าไม้ใช้ไม่เพียงพอไม่สมดุลกัน จนเกิดการบริหารจัดการทรัพยากรป่าชุมชนอย่างชัดเจนมาตรการป้องกันการบุกรุกที่มีการร่วมมือกับหน่วยงานกรมป่าไม้ของจังหวัดและแกนนำชุมชนในการบริหารจัดการพื้นที่ทรัพยากรป่าไม้ชุมชนแบบยั่งยืนที่ชัดเจนสู่ปัจจัยผลกระทบ (I-Impact) คือทำให้ปริมาณทรัพยากรที่ป่าไม้ชุมชน มีความต้องการบุกรุกพื้นที่ป่าเพื่อในการทำเกษตรกรรมตามฤดูกาลหลังเก็บเกี่ยวของชุมชนทำให้พื้นที่ป่าไม้ชุมชนมีลดจำนวนและทรัพยากรป่าไม้ไม่สามารถผลิตผลออกมาได้ซึ่งต่อความต้องการของชุมชนช่วงที่มีความต้องการทรัพยากรป่าในการใช้ประโยชน์ในภาคของครัวเรือนชุมชน หรือการบุกรุกจนเกิดการเสื่อมโทรมของป่าไม้ชุมชนซึ่งสู่ปัจจัยการตอบสนอง (R-Responses) มีการจัดประชุมทุกภาคส่วนภาคชุมชน ภาคกำนันผู้ใหญ่บ้าน ภาครัฐ ซึ่งเป็นรูปแบบการบริหารจัดการป่าไม้ชุมชนแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน เพื่อการบูรณาการทรัพยากรป่าไม้ชุมชนที่มีให้ได้ใช้ประโยชน์อย่างสูงสุดและยั่งยืน
Thumbnail Image
Item
สิทธิเด็กและการคุ้มครองสิทธิเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์
พรรณธิพา สุขจิตร์; เกียรติพร อำไพ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2021)
ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีทางการแพทย์ในการบำบัดรักษาภาวะการมีบุตรยาก สามารถช่วยให้ผู้มีภาวะการมีบุตรยากสามารถมีบุตรได้โดยการใช้เทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ทาง การแพทย์ซึ่งรวมไปถึงการตั้งครรภ์แทน และประเทศไทยได้ตรากฎหมายขึ้นรองรับการตั้งครรภ์แทนตาม พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 กฎหมายได้บัญญัติกำหนดความเป็นบิดา มารดาที่ชอบด้วยกฎหมายของเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน ตลอดจนถึงการควบคุมการศึกษาวิจัยทางวิทยาศาสตร์การแพทย์เกี่ยวกับตัวอ่อนและเทคโนโลยีช่วยในการ เจริญพันธุ์ทางการแพทย์ และกำหนดการคุ้มครองสิทธิเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน โดยมีกฎหมายลูก เป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข ประกาศแพทยสภาและประกาศคณะกรรมการคุ้มครองเด็กที่เกิดโดย อาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์รวมทั้งสิ้น 21 ฉบับ พระราชบัญญัติฯ และประกาศ 21 ฉบับดังกล่าวยังไม่สามารถให้ความคุ้มครองสิทธิเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์ที่มีลักษณะเฉพาะอันแตกต่าง จากเด็กทั่วไปได้สมบูรณ์ เกิดเป็นประเด็นปัญหาความไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็กที่ประเทศ ไทยเป็นภาคีและมีพันธกรณีที่ต้องปฏิบัติตามและเป็นประเด็นปัญหาการให้ความคุ้มครองสิทธิเด็กที่เกิด จากการตั้งครรภ์แทน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่หญิงผูู้ตั้งครรภ.แทนมิใช่ญาติผูู้สืบสายโลหิตของสามีหรือ ภรรยาผู้ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทน และวสามีและภรรยาเกิดเสียชีวิตก่อนเด็กเกิด บทบัญญัติตาม พระราชบัญญัติฯ กำหนดให้หญิงผู้ตั้งครรภ์แทนเป็นผู้ปกครองของเด็กชั่วคราว แต่เนื่องด้วยหญิงผู้ตั้งครรภ์ แทนมิได้เป็นผู้ถูกกำหนดให้ต้องทำหน้าที่ผู้ปกครองมาแต่ต้น ความไม่พร้อมและเหตุปัจจัยต่าง ๆย่อม ส่งผลต่อการคุ้มครองสิทธิในการอยู่รอด สิทธิที่จะได้รับการปกป้องคุ้มครอง และสิทธิที่จะได้รับการพัฒนา ของเด็กที่เกิดจากการตั้งครรภ์แทน ส่วนในกรณีสามีและภริยาผู้ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนไม่ปรากฏตัว เมื่อเด็กเกิด พระราชบัญญัติฯ ไม่มีบทบัญญัติใช้บังคับกับกรณี จึงยิ่งเลวร้ายกว่ากรณีแรก นอกจากนี้ยังมี ประเด็นปัญหาการไม่มีบทบัญญัติคุ้มครองสิทธิการเข้าถึงข้อมูลของผู้ที่มีความสัมพันธ์ทางพันธุกรรมระหว่างเด็กกับผู้บริจาคอสุจิหรือไข่อันกระทบต่อสิทธิในการรับรู้ข้อมูลที่เกี่ยวกับตนเอง และอาจก่อให้เกิดปัญหาเกี่ยวกับการรับบริการทางการแพทย์การดูแลสุขภาพและปัญหาจากการสมรสกับผู้ที่มีความใกล้ชิด ทางสายโลหิต ประเด็นปัญหาอีกประการหนึ่งคือ บทบัญญัติที่ห้ามปฏิเสธเด็กในทุกกรณีโดยไม่มีบท ข้อยกเว้น หากคู่สมรสผู้ประสงค์ให้มีการตั้งครรภ์แทนเกิดตกอยู่ในสภาวะไม่เหมาะสมอย่างร้ายแรงทั้งใน สภาพร่างกายสภาพทางเศรษฐกิจ หรือสภาพทางสังคม กลายเป็นกรณีที่บทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติ เป็นปัจจัยที่ส่งผลให้เด็กต้องตกอยู่ในสภาวะเสี่ยงต่อการได้รับประโยชน์สูงสุดและเสี่ยงต่อการได้รับความ คุ้มครองตามสิทธิเด็กทั้งปวง ผลที่ได้จากการศึกษาจึงนำไปสู่ข้อเสนอแนะให้มีการปรับแก้บทบัญญัติในพระราชบัญญัติคุ้มครอง เด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยในการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ พ.ศ. 2558 ให้สามารถคุ้มครองสิทธิเด็กที่ เกิดจากการตั้งครรภ์แทนให้มีความสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
Thumbnail Image
Item
The influence of reinforcement sensitivity on the extroverted dangerous behavior of Chinese college students--the mediating effect of self-control
Zhang, Juntao; Li, Zhongwu (National Institute of Development Administration, 2021)
As China's college enrollment expanding, the rapid increase in the number of college students, Chinese college students by outgoing dangerous behaviour has triggered a series of negative social phenomenon has caused widespread attention from all walks of life, Therefore, it is necessary to study the influencing factors of extroversion dangerous behavior and find effective prevention and intervention measures. Based on this, this study explores the influencing factors of extroversion dangerous behavior among Chinese college students, the relationship between the dimensions of enhanced sensitivity and self-control, and the influence of the dimensions of enhanced sensitivity and self-control on extroversion dangerous behavior. At the same time, the mediating effect of self-control dimensions on strengthening the relationship between sensitivity dimensions and outward-oriented dangerous behaviors was also studied. Based on the establishment of the scale of consideration. It is found that there is a significant positive correlation between impulsivity and violence in self-control. There was no significant positive correlation between impulsivity and indiscipline. There was a significant positive correlation between impulsivity and theft. There was a significant positive correlation between impulsivity and truancy. It is found that there is a significant positive correlation between reward sensitivity in reinforcement sensitivity and impulsivity in self-control, and a significant negative correlation between reward sensitivity in reinforcement sensitivity and restraint in self-control. There was a significant negative correlation between punishment sensitivity in reinforcement sensitivity and impulsivity in selfcontrol, and a significant positive correlation between punishment sensitivity in reinforcement sensitivity and restraint in self-control. In the verification of the mediating role of self-control dimensions in strengthening outward-facing dangerous behaviors of sensitivity dimensions, it is found that: The reward sensitivity in enhanced sensitivity affects violent behavior in extroverted dangerous behavior through impulsivity and restraint in self-control, The reward sensitivity in enhanced sensitivity can influence stealing behavior in extroverted dangerous behavior through impulsivity and restraint in self-control, and the reward sensitivity in enhanced sensitivity can influence indiscipline behavior in extroverted dangerous behavior through impulsivity and restraint in self-control. Punishment sensitivity in enhanced sensitivity affects violent behavior in extroverted dangerous behavior through impulsivity and restraint in self-control, The punishment sensitivity in enhanced sensitivity can influence stealing behavior in extroverted dangerous behavior through impulsivity and restraint in self-control, and the punishment sensitivity in enhanced sensitivity can influence indiscipline behavior in extroverted dangerous behavior through impulsivity and restraint in self-control. These findings provide useful references for Chinese university student management workers helping college students to establish sound personality and successfully complete their studies.
Thumbnail Image
Item
The effect of prior knowledge, cognitive styles and social network on opportunity recognition: the role of absorptive capacity
Fan, Jing; Marisa Laokulrach (National Institute of Development Administration, 2021)
The objective of this study is to make better sense of individual-level factors in opportunity recognition in the context of China's IT industry. This study seeks to analyze theoretically and empirically how prior knowledge (i.e., customer need knowledge, technological knowledge depth, and technological knowledge breadth), social network (i.e., social network size and social network strength), cognitive styles (i.e., knowing style, planning style, and creating style) and absorptive capacity are related to opportunity recognition. To date, limited research has empirically examined the direct and indirect effects of the above-mentioned variables on opportunity recognition in the context of China's IT industry. Drawing on human capital theory, social network theory and the view of cognitive psychology, a conceptual model that shows the relationships between these variables is developed. To examine the conceptual model, this study conducts a survey to employees of IT firms located in Beijing, Guangdong, and Jiangsu. With the aid of software SPSS 24.0 and AMOS 24.0, preliminary analysis is conducted to make sure that the proposed measurement model is satisfactory. Bootstrap procedure is used to examine the proposed hypotheses. The results of this study reveal the positive direct effects of technological knowledge breadth, knowing style, and creating style on opportunity recognition. The positive effect of absorptive capacity on opportunity recognition is also established. This study identifies three mediating mechanisms through which knowing style, planning style, and creating style develop their effects on opportunity recognition. Additionally, the results of this study show that customer need knowledge, technological knowledge depth, social network size, and social network strength do not play important roles in opportunity recognition. By showing the different effects of the above-mentioned variables on opportunity recognition, this study provides a more fine-grained understanding of individual-level factors in opportunity recognition. The findings of this study shed new light on what individual-level factors are helpful in recognizing opportunities in the context of China's IT industry. This study makes several contributions to the theory of opportunity recognition and provides useful implications for entrepreneurship practice. Finally, this study concludes with its limitations and directions for further research.
Thumbnail Image
Item
ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของประชาชนชุมชนหนองกันเกรา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง
กรรณิการ์ พร้อมเพรียง; จุฑารัตน์ ชมพันธุ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของประชาชนชุมชนหนองกันเกรา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง และเสนอแนวทางการจัดการขยะพลาสติกอย่างมีประสิทธิภาพ กลุ่มตัวอย่าง 100 คน และเครื่องมือที่ใช้มีทั้งแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้คือสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในการแจกแจงความถี่ และหาร้อยละ และสถิติเชิงอนุมาณ (Inferential Statistics) เพื่อทดสอบสมมติฐานหาความสัมพันธ์ ระหว่างตัวแปรอิสระ และตัวแปรตาม ผลจากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างมากกว่ากึ่งหนึ่งเป็นเพศหญิง มีช่วงอายุอยู่ระหว่าง 21-40 ปี ส่วนใหญ่มีระดับการศึกษา ปริญญาตรี ประกอบอาชีพพนักงานบริษัท/ห้างร้าน มีรายได้อยู่ระหว่าง 25000-30000 บาท ส่วนใหญ่เคยรับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการขยะพลาสติก พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการลดปริมาณขยะมูลฝอยจะต้องใช้ภาชนะที่ใช้แทนถุงพลาสติก เช่น ใส่ตะกร้า ปิ่นโต ถุงผ้า ความตระหนักในการจัดการขยะ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีความตระหนักในการคัดแยกประเภทขยะมูลฝอยก่อนนำไปทิ้ง เป็นวิธีการที่ช่วยให้ ภาครัฐสามารถกำจัดขยะมูลฝอยได้ง่ายและสะดวกมากขึ้น และการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะพลาสติก พบว่า กลุ่มตัวอย่าง มีส่วนร่วมใช้ถุงผ้า ปิ่นโต หรือตะกร้ามาซื้อสินค้า เพื่อลดการใช้ถุงพลาสติกและกล่องโฟม การได้รับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการจัดการที่ต่างกันมีผลต่อการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะโดยกลุ่มตัวอย่างที่ได้รับข้อมูลข่าวสารมีส่วนร่วมในการจัดการขยะมากกว่ากลุ่มตัวอย่างที่ไม่ได้รับข้อมูล ผลการศึกษาจากการสัมภาษณ์เชิงลึกพฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่ขาดจิตสำนึก และความตะหนัก จึงเป็นสาเหตุสำคัญในการจัดการขยะในชุมชน เนื่องจากเป็นเขตอุตสาหกรรม มีผู้อาศัยเป็นจำนวนมาก ชีวิตประจำวันมีความเร่งรีบในการจับจ่ายใช้สอยทั้งเรื่องอุปโภคและบริโภค ทำให้ส่วนใหญ่ละเลยที่จะจัดการขยะอย่างถูกวิธี ประกอบกับภาครัฐมีงบประมาณไม่เพียงพอ ในการจัดหาถังขยะให้เพียงพอต่อปริมาณขยะในแต่ละวัน รวมไปถึงกระบวนการจัดเก็บขยะโดยรถเก็บขยะยังไม่เป็นระบบมากพอ จึงเกิดปัญหาขยะล้นถังและส่งกลิ่นเหม็น จากการศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการจัดการขยะพลาสติกของประชาชนชุมชนหนองกันเกรา อำเภอแกลง จังหวัดระยอง ผู้วิจัยหวังเป็นอย่างยิ่งว่า ชุมชนจะสามารถสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชนได้เอง โดยร่วมกันรณรงค์ให้คัดแยกขยะก่อนทิ้ง ลดปริมาณการใช้ขยะลงในแต่ละวัน คัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทาง รู้จักการใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม กระบวนการ 1A3R ทุกคนจะต้องปฏิบัติไปในแนวทางเดียวกัน พร้อมทั้งปลูกฝั่งค่านิยมในการจัดการขยะ ไปยังเยาวชน สอดแทรกไปยังกิจกรรมและบทเรียนต่างๆ เพื่อให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ รวมไปถึงมีการกำหนดนโยบายและมาตรการในการจัดการขยะร่วมกันระหว่างชุมชน ภาครัฐ และเอกชน เป็นต้น
Thumbnail Image
Item
Innovation of agricultural brand communication for value-added in Thai rubber to global market
Sunantiga Pangchuti; Kullatip Satararuji (National Institute of Development Administration, 2020)
The title of this study is “Innovation of Agricultural Brand Communication for Value-Added in Thai Rubber to Global Market”. The objectives of this study are 1) to study the brand building communications process of Thai rubber to create more value in the global market, 2) to study the brand communications strategy for Thai rubber to enter the global market and become Thailand’s business ambassador, 3) to study the factors that have an impact on propelling the Thai rubber brand to the global market, and 4) to develop the brand communications framework for developing Thai rubber as an agricultural product in the global market. This study employs the qualitative research methodology by categorizing the analyses into three parts as follow: The first part is Content Analysis. This part is the study of content analysis of National Strategy B.E. 2561-2580, Thailand 20-Year Natural Rubber Strategic Plan (B.E. 2560-2579), and Master plan of Rubber Authority of Thailand B.E. 2560-2564 (4th amended during B.E. 2562-2564) for analyzing the brand communication process, brand communication strategy and factors affecting communication on creating Thai’s rubber brand to global market. The second part is to study guidelines, strategies, process, procedure in selling Thai’s rubber products to international market, and factors affecting the communicated approach to add value to Thai’s rubber. In this part, the researcher studied rubber producers in Thailand by using the In-Depth Interview methodology. There are six key informants including government agency (Rubber Authority of Thailand), the rubber farmer institutes sector (Ban Khao Sok rubber fund cooperative, Chonburi province and the Trang rubber fund co-operative federation), Thai rubber entrepreneurs (Thai rubber Association and Thai Latex Concentrate Association) a licensed brokerage company) and Those with the role for making the decision to purchase Thai rubber (Triple and Forwarding Co., Ltd.: Licensed brokerage company). In the final part, this part is to study Consumers of Thai rubber products abroad by in-depth interviews for analyzing attitudes and behaviors in deciding to buy rubber goods and products from Thailand by focusing on effective communication approach, communication strategies for operating rubber businesses. Five key informants were personal communication from five countries including 1) Helsinco Middle East LLC, Dohar, Qatar, 2) Mohammed Ali Al-Ghamdi Trading Est., Jeddah, Saudi Arabia, 3) Dhaishar Global Co. Ltd., Moulvibazar, Bangladesh and Hemingway Group, England, 4) Pai Cha Tar Wang Rubber Co., Ltd., the People’s Republic of China and 5) NORINCO Shanghai Co. Ltd., the People’s Republic of China, which is the main rubber market for Thailand. It was found that Thai Rubber’s Brand Communication for increasing value in the global rubber market is available to brand the Agricultural Commodity. Rubber goods and products are commodity goods and have different shapes and usages. These properties might be affected brand communication process in adding value in global market differently for brand creation process for raw rubber goods such as block rubber, smoked sheet rubber, fresh latex, concentrated latex, cup lump, etc. Rubber is well known in the international market because consumers buy for processing in various industries such as automotive industry, rubber glove industry, etc. Therefore, there is unnecessary to create brand for rubber products as each rubber producers, including rubber farmer institutes and rubber entrepreneurs, have their own commercial brands before export for traceability of goods. However, for the primary rubber raw material, if there is a need to add value to Thai’s rubber in global market, Brand Equity and Brand Perceived Quality are required for Brand Loyalty and Brand Awareness. The mentioned brand should be created under the title “Made in Thailand” to be a certified trademark. Government organization such as Rubber Authority of Thailand should communicate brand awareness for marking positive attitudes and perceptions of customer and increasing competitive advantage of Thai’ rubber with other rubber producing countries. Regarding the brand communication process for rubber products, Thailand should create a brand of rubber products under the name “Rubber Product of Thailand” and promote the image in the target markets for creating Brand Perceived Quality and Brand Awareness. This could enhance the acceptance of quality and standard of Thai’s rubber for the development of Thai’s rubber sector. In the view of consumer in the international market were known and were aware of the properties of Thai rubber in terms of quality from raw material rubber products. It could be said that rubber is an economic crop that consumers are known and familiar with on a global scale. Therefore, the brand communication process of rubber products must be linked to the brand of rubber goods. The type of raw material that is known and believes in quality with competitive advantage in the market compared to other countries. In addition, to make value on Thai rubber products, the creation of innovative rubber products and proactive marketing should be accelerated to create opportunities for Thai rubber products in the world market. The major strategy of Thai Rubber’s Brand Communication in the global market should be used Integrated Marketing Communication and Customer Relation Management Strategies because rubber goods and products are highly competitive as many countries also produce. The customers need to touch rubber goods and products through visiting the production process, communication with personal selling and try to use them for gaining confidence in rubber goods and products before making a purchase. The customer relation management strategy would enhance the customer confidence and brand royalty. This strategy might enhance existing customers to introduce rubber goods and products to other customers. However, guidelines for brand communication of rubber goods of new entrepreneur who need to export rubber to international market should be used price strategy for stimulating and persuading consumers to be interested in purchasing the goods. International customers who know Thai’ raw rubber brand for long time such as People’s Republic of China, the largest rubber consumer in Thailand and the world, would highly attention and concern about brand. Regarding guideline for marketing, integrated marketing communication strategy through sponsorship marketing/cooperation activities with companies or organizations in the targeted countries should be employed to be a communication and sell agents for customers. This strategy might strengthen confidence and acceptance for new brand to easily enter to market. Regarding Marketing Public Relation strategy and Brand ambassador marketing strategy, if Thailand has created rubber brand for global market as mentioned, these strategies could be used for communication and marketing for new rubber goods and products for adding value toward consumers. However, guidelines in developing Thai rubber to be a brand ambassador of agricultural products are needed to be developed in many aspects such as building knowledge, understanding, and integrating with many stakeholders including the government sectors, private sectors and rubber farmer institutes. As the first step, Thailand should use the mentioned strategies in term of communication by the government and Rubber Authority of Thailand should be a “Brand Ambassador” for the government to manage rubber system including marketing communication system. In addition, it was found that factors affecting brand communication for rubber goods and products are included 1) internal factors: government policy, human resource capability in research, innovation, and management, finance, production, and communication and marketing, 2) external factors: the market situation of rubber, competitors, and international consumer’s behavior and attitude. Therefore, conceptual framework of brand communication of Thai Rubber as agricultural commodity to global market will extend knowledge and apply conceptual framework and theory to practice of every stakeholder. This will benefit agricultural communication and business by develop and add value to agricultural product towards global level. This study could be a part of communication innovation which will benefit for agricultural sector, business sector, and other sectors.
Thumbnail Image
Item
A journey to stardom: an analysis of celebrity construction and management of J Jetrin Wattanasin
Sunantha Virameteekul; Warat Karuchit (National Institute of Development Administration, 2020)
The objective of the research was to study the celebrity construction and management of J Jetrin Wattanasin through the eras of communication media towards sustainable stardom. The study was qualitative research, conducted by three main research methods: a) documentary research, b) in-depth interviews with 24 key informants, classified into 10 groups: Pop Artist Celebrity, Sport Celebrity, Family Member, Close Friend, Colleague, Fan Club, Sport Expert, Entertainment Expert, Media Expert, and Academician, and c) participant observation. The findings showed that the factors affecting the celebrity construction of Jetrin are his personal factors, which cover his background and upbringing, his journey to stardom, and his personal characteristics; roles and influence of media, and his fan clubs. On the other hand, the strategies Jetrin uses to manage his celebrity are fan club maintenance, image management, crisis management and marketing communication, which are related to the Boorstin’s Concept of a Hero and Bourdieu’s Concepts of Capitals: Cultural, Economic, Symbolic, and Social Capital which can be transmitted across generations and converted from one into another and backward. All of these factors and strategies enable Jetrin to sustain his long-lasting stardom and to stand against the time for more than 20 years.