Research Reports

Permanent URI for this collectionhttps://repository.nida.ac.th/handle/662723737/4161

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 11 of 11
  • Thumbnail Image
    Item
    การประสานงานระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    ศรีอรุณ ชื่นนางชี (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบการประสานงานในปัจจุบันของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิดพัฒนบริหารศาสตร์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการประสานงานในทัศนะของเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคของการประสานงานระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ และเพื่อศึกษารูปแบบและทิศทางการประสานงานที่คณะพัฒนาการเศรษฐกิจต้องการให้เป็นไปในอนาคด ผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ (Key-informant) ในการศึกษาครั้งนี้เป็นตัวแทนของกลุ่มเป้าหมายจากคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ และหน่วยงานกลาง การเก็บข้อมูล ใช้ข้อมูลปฐมภูมิโดยการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ การวิเคราะห์ข้อมูล ใช้การนำข้อมูลที่ได้จากเอกสารประกอบการสัมภาษณ์สรุปประมวลเป็นการประสานงานระหว่างคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิดพัฒนบริหารศาสตร์ตั้งแต่ขั้นเตรียมการถึงขั้นดำเนินงาน สรุปผลการวิจัย 1. รูปแบบการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบัน บัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จากการสำรวจหน่วยงานกลางของสถาบันพบว่าการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบัณฑิดพัฒนบริหารศาสตร์มี 2 ประเภทคือ การบังคับบัญชาโดยตรงและการปรับตัวเข้าหากัน โดยถ้าเป็นการประสานงานระหว่างหน่วยงานจะใช้การบังคับบัญชาโดยตรง แต่ถ้าเป็นในระดับบุคคลจะใช้วิธีการปรับตัวเข้าหากัน โดยในปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานย่อยในหน่วยงานต่างๆ ของสถาบันที่มีหน้าที่เฉพาะในการประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ซึ่งการประสานงานในลักษณะนี้ทำให้ต้องใช้เวลาในการติดตามความคืบหน้าของการประสานงาน ในกรณีที่เป็นการรวบรวมข้อมูลจากคณะต่างๆ ภายในสถาบันเพื่อนำเสนอผู้เสนอผู้บริหาร หน่วยงานกลางจะกำหนดระยะเวลาในการให้คณะส่งข้อมูลนั้น และกำหนดตัวผู้ประสานงานเฉพาะเรื่องไว้ด้วย ในปัจจุบันหน่วยงานกลางยังไม่มีแผนในการประสานงานประจำปีกับคณะ การประสานงานจึงเป็นในลักษณะการประสานงานตามชิ้นงาน และเนื่องจากหน่วยกลางไม่มีแผนในการประสานงานกับคณะ ทำให้ผู้ปฏิบัติต้องใช้การประสานงานในระดับบุคคลโดยวิธีการปรับตัวเข้าหากัน การประสานงานในลักษณะนี้มีหลายรูปแบบ ซึ่งการประสานงานแบบนี้ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอนและไม่สามารถควบคุมขอบเขตของการประสานงานได้ ผลของการประสานงานในลักษณะนี้ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ของผู้ปฏิบัติในสองหน่วยงาน โดยในการประสานงานของคณะกับหน่วยงานกลาง ไม่ว่าจะเป็นการประสานงานในระดับหน่วยงานหรือในระดับบุคคล โดยส่วนใหญ่จะเป็นวิธีการปรับตัวเข้าหากัน 2. ปัจจัยที่มีผลต่อการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ปัจจัยที่มีผลต่อการประสานงานของคณะพัฒนากาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้แก่ ประสิทธิภาพการประสานงานของหน่วยงานกลางที่เกี่ยวข้อง การจัดรูปองค์กรในหน่วยงานกลาง วัฒนธรรมองค์กรในหน่วยงานกลาง ช่วงเวลาในการประสานงานและ สิ่งอำนวยความสะดวกในการประสานงาน 3. ปัญหาและอุปสรรคในการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ปัญหาและอุปสรรคในการประสานงานของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจกับหน่วยงานกลางของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ได้แก่ การไม่มีระบบผู้ประสานงานอย่างเป็นทางการการประสานงานของคณะกับหน่วยงานกลางที่ไม่เกี่ยวข้องกับงานของคณะโดยตรง ส่วนใหญ่จะเป็นในลักษณะตามการบังคับบัญชาโดยตรง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับการประสานงานในงานนั้นๆ เกิดจากหน่วยงานภายนอกสถาบัน บางครั้งมิใช่ปัญหาจากการประสานงานกับหน่วยงานกลางของสถาบันโดยตรง สถาบันไม่มีกรอบนโยบายและแนวทางในการประสานงาน ผู้ประสานงานในแต่ละงานไม่ทราบภาพรวมการทำงานของหน่วยงานและสถาบัน ผู้ประสานงานในแต่ละงานขาดความรู้ในชิ้นงาน การขาดผู้ประสานงานระหว่างหน่วยงานทำให้เกิดความซ้ำซ้อนในการปฏิบัติงาน คณะยังมีการประชาสัมพันธ์เรื่องผู้ประสานงานในแต่ละงานน้อย การประสานงานโดยใช้ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมักจะมีข้อเสียในเรื่องการส่งงานไม่เป็นไปตามกำหนดเวลาและในการปฏิบัติในหน่วยงานราชการ งานบางเรื่องยังต้องเป็นแบบการประสานงานโดยการบังคับบัญชาโดยตรง
  • Thumbnail Image
    Item
    การประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง : กรณีศึกษาจังหวัดอุบลราชธานี
    สุรสิทธิ์ วชิรขจร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้าน และชุมชนเมืองในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลการดำเนินงานของโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ว่าสามารถบรรถุวัตถุประสงค์ของโครงการหรือไม่ อย่างไร และประเมินกระบวนการขั้นตอนการปฏิบัติ รวมไปถึงปัญหาอุปสรรคจากการดำเนินงาน นอกจากนี้ยังต้องการศึกษาถึงผลข้างเคียงในเรื่องของความพึงพอใจของสมาชิกกองทุน และระดับความคิดเห็นของข้าราชการพัฒนาชุมชนที่มีต่อโครงการ วิธีการประเมินโครงการทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่ม คือ กลุ่มสมาชิกกองทุนฯที่ก็ยืมเงินจากโครงการ จำนวน 200  คน กลุ่มคณะกรรมการกองทุนฯ จำนวน 200  คน และกลุ่มข้าราชการพัฒนาชุมชนใน จ.อุบลราชธานี จำนวน 150 คน ผลการประเมินโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สามารถสรุปได้ดังนี้ 1. ผลการประเมินด้านผลผลิตในการดำเนินงาน พบว่า โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง สามารถพัฒนาอาชีพให้กับสมาชิกกองทุนฯ และครอบครัวได้ โดยกลุ่มสมาชิกกองทุนฯ เกือบทั้งหมดนำเงินไปประกอบอาชีพตามโครงการที่ขอกู้ยืม ซึ่งนำเงินกู้ยืมดังกล่าวไปลงทุนด้านการเกษตรมากที่สุด นอกจากนี้จากการลงทุนดังกล่าวสามารถสร้างรายได้ให้เกิดขึ้นกับสมาชิกกองทุนโดยรายได้ส่วนใหญ่จะเกิดขึ้นหลังจากลงทุนไปแล้วมากกว่า 6 เดือน สำหรับประเด็นความคิดเห็นของสมาชิกหลังเข้าร่วมโครงการ พบว่า สมาชิกกองทุนที่ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความเห็นว่าหลังจากเข้าร่วมโครงการแล้วสภาพความเป็นอยู่ของสมาชิกกองทุน ฯ ดีขึ้น 2. ผลการประเมินด้านกระบวนการดำเนินงาน พบว่า คณะกรรมการกองทุนฯ มีความรู้ความเข้าใจในระดับมากซึ่งส่งผลให้ คณะกรรมการกองทุนฯ มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ในระดับมากตามไปด้วย สำหรับเรื่องการสนับสนุนช่วยเหลือกิจกรรมจากคณะกรรมการกองทุนฯ และข้าราชการพัฒนาชุมชนใน จ.อุบลราชธานี พบว่า สมาชิกกองทุนฯ ได้รับการฝึกอบรมด้านอาชีพจากการวางแผนของคณะกรรมการหมู่บ้านในในระดับป่านกลาง แต่ได้รับการสนับสนุนด้านวิชาการ และด้านการจัดการจากข้าราชการพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบกราชธานี อยู่ในระดับมาก 3. ผลการประเมินด้านผลกระทบจากการดำเนินงาน พบว่า ข้าราชการพัฒนาชุมชนจังหวัดอุบลราชธานีมีความคิดเห็นต่อ โครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองอยู่ในระดับมาก สำหรับความพึงพอใจของสมาชิกกองทุนฯ ที่มีต่อโครงการ ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมมีความพึ่งพอใจต่อโครงการในระดับสูง และเมื่อศึกษาในรายด้าน พบว่ามีความพึงพอใจสูงที่สุดในด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง รองลงมา คือ ด้านระบบหลักเกณฑ์การขอยืม และมีความพึงพอใจน้อยที่สุดในด้านผลตอบแทนเมื่อเข้าร่วมโครงการ
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาความสัมพันธ์ของคุณสมบัตินักศึกษาแรกเข้ากับผลการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษาหลักสูตรปริญญาโททางบริหารธุรกิจสำหรับนักบริหารรุ่นใหม่ คณะบริหารธุรกิจ
    สมศรี ผลพาณิชเจริญ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาภูมิหลังของผู้สำเร็จการศึกษาของคณะบริหารธุรกิจ สถาบันบัณฑิตพัฒบริหารศาสตร์ ในช่วงระหว่างปี 2544 - 2548 รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับผลคะแนนเฉลี่ยในหมวดวิชาหลักและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ยในแต่ละปี การเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ย (Anova) และการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสัน ระหว่างตัวแปรต้นกับตัวแปรตาม โดยการรวบรวมข้อมูลจากใบขึ้นทะเบียน ใบสมัครนักศึกษาของคณะบริหารธุรกิจและใบระเบียนย่อที่แสดงผลการศึกษาของผู้สำเร็จการศึกษา จำนวน 304 คน วิจัยพบว่า การวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยในตัวแปรที่ทำให้สามารถสร้างเป็นแนวทางที่ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้สมัครในโครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ สำหรับนักบริหารธุรกิจ สำหรับนักบริหารธุรกิจรุ่นใหม่ มีดังนี้ อายุเฉลี่ยอยู่ในช่วง 25 - 27 ปี มหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีเป็นสถาบันของรัฐ สาขาวิชาที่สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี เป็นศิลปศาสตร์บัณฑิตคะแนนเฉลี่ยสะสมในระดับปริญญาตรีอยู่ในระหว่าง 3.36 ~ 3.76 คะแนนข้อเขียนอยู่ในช่วง 81 - 100 คะแนนสัมภาษณ์อยู่ในช่วงระหว่าง 3.81 - 4.00 และคะแนน Profile อยู่ในระหว่าง 3.75 - 4.00 สำหรับคะแนนเฉลี่ยในหมวดวิชาหลักอยู่ในระหว่าง 3.26 - 3.50 และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในระหว่าง 3.25 - 3.49 ซึ่งในคะแนนเฉลี่ยในหมวดวิชาหลักและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบบเพียรสันที่มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติสูง สามารถนำตัวแปรดังกล่าวมาใช้ในการพิจารณาคัดเลือกนักศึกษาได้อย่างดี และมีคุณภาพในการพิจารณาตัดสินใจเลือกนักศึกษาที่จะสอบเข้ามาศึกษาในโครงการปริญญาโททางบริหารธุรกิจ สำหรับนักบริหารรุ่นใหม่
  • Thumbnail Image
    Item
    การบริหารจัดการแบบมืออาชีพสำหรับผู้บริหารระดับกลาง
    สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    รายงานการศึกษาเรื่อง การบริหารจัดการแบบมืออาชีพสำหรับผู้บริหารระดับกลางมีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกลยุทธ์ในการบริหารจัดการแบบมืออาชีพสำหรับผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหารระดับกลาง คือ บุคคลที่อยู่ตรงกลางระหว่างผู้บริหารสูงสุดกับเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติหรือพนักงาน ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมสำคัญในการประสานแนวนโยบายขององค์กร บุคลากร และโครงการต่าง ๆ ให้เข้ากัน เพื่อนำไปสู่ผลสำเร็จตามความมุ่งหมาย ผู้บริหารระดับกลางที่มีประสิทธิภาพและผลงานสูง จะทำให้องค์กรสามารถดำเนินไปได้ตามทิศทางที่ผู้บริหารสูงสุดขององค์กรวางเอาไว้ และช่วยให้องค์กรสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างทันท่วงที ผู้บริหารระดับกลางจึงเป็นบุคคลที่ทำให้องค์กรสามารถขับเคลื่อนอยู่ได้และมีบทบาทที่สำคัญทั้งในฐานะที่เป็นหมือน ผู้นำการเปลี่ยนเปลง (Change Agent) เป็นผู้ผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงแผนและถ่ายทอดยุทธศาสตร์ไปสู่การปฏิบัติ มีบทบาทในการกำกับดูแลกิจการที่ดีและเป็นตัวขับเคลื่อนการจัดการความรู้ภายในองค์การ การเป็นผู้บริหารระดับกลางมืออาชีพจะต้องฝึกฝนและใช้กลยุทธ์ 3 ประการคือ กลยุทธ์ในการบริหารตนเองให้เป็นคนคุณภาพ กลยุทธ์ในการบริหารจัดการระดับบุคคลและกลุ่ม และกลยุทยุทธ์ในการบริหารจัดการองค์การ กลยุทธ์ในการบริหารตนเองให้เป็นคนคุณภาพ ประกอบด้วยกลยุทธ์ย่อย 4 กลยุทธ์คือ รู้จักตัวตนของตนเอง รู้จักพัฒนาคนให้เป็นคนคุณภาพ รู้บทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ และการพัฒนาตนเอง ซึ่งจะต้องพัฒนาทักษะที่สำคัญ 3 ประการคือ ทักษะทางความคิด (Conceptual Skill) ทักษะทางมนุษยสัมพันธ์ (Human Skill) และทักษะทางเทคนิค (Technical Skill) นอกจากการพัฒนาทักษะดังกล่าวแล้วจะต้องพัฒนาในเรื่องของบุคลิกภาพ พัฒนาภาวะผู้นำ พัฒนาสมาธิ บริหารความเครียด บริหารเวลา การสื่อสาร การนำเสนอ เรียนรู้การพัฒนาตนเองจากความผิดพลาด เป็นผู้นำที่คเป็นแบบบบอย่างแก่ผู้อื่น เป็นผู้ที่มีคุณธรรมและจริยธรรม กลยุทธ์ในการบริหารจัดการระดับบุคคลและกลุ่ม คือจะต้องรู้ใจคน พัฒนาคนเพื่อให้เกิดผลงาน สร้างขวัญกำลังใจ การประสานงาน การติดตามงาน บริหารความขัดแย้ง แก้ปัญหาและตัดสินใจ การวัดและประเมินผล กลยุทธ์ในการบริหารจัดการองค์การที่สำคัญคือ การรู้เรื่ององค์การ การกำหนดทิศทางขององค์การ ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคและวิธีการบริหารจัดการสมัยใหม่ และการพัฒนาองค์การสู่ความเป็นเลิศ โดยสรุปแล้วนักบริหารมือกาชีพ จะต้องเป็นคนที่มีความรู้ ความเสามารถ เป็นคนเก่ง คือ เก่งงาน เก่งคน เก่งคิด และเก่งดำเนินชีวิต
  • Thumbnail Image
    Item
    การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน
    สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    รายงานการศึกษาเรื่อง การจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อเสนอแนวคิดเกี่ยวกับคู่มือปฏิบัติงาน ทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานก่อนที่จะจัดทำคู่มือปฏิบัติงาน และเสนอเครื่องมือในการปรับปรุงงาน การใช้ไปรแกรม MS Visio ในการจัดทำกระบวนงาน และกรณีตัวอย่างคู่มือการขออนุมัติปรับปรุงและยกเลิกหลักสูตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ คู่มือปฏิบัติงานคือเอกสารที่แสดงขั้นตอนกระบวนการปฏิบัติงาน และวิธีปฏิบัติ โดยจะระบุว่าจะทำงานอะไร (Wha) ทำอย่างไร (How) ทำเมื่อใด (When) ใครเป็นคนทำ (Who) และทำไมจึงต้องทำ (Why) ตลอดจนการแก้ไขปัญหาจากการปฏิบัติงาน (ถ้ามี) คู่มือปฏิบัติงานมีประโยชน์หลายประการด้วยกัน เช่น ช่วยลดข้อผิดพลาดในการปฏิบัติงาน ช่วยพัฒนาระบบการปฏิบัติงานให้ดีขึ้น สร้างมาตรฐานงานที่ดีมีประสิทธิภาพ รวมทั้งลดต้นทุนในการปฏิบัติงาน การจัดทำคู่มือปฏิบัติงานสิ่งที่จะต้องดำเนินการเป็นลำดับแรกคือ การวิเคราะห์ระบบ (System Analysis) หรือกระบวนการปฏิบัติงาน หลักการสำคัญในการวิเคราะห์ประกอบด้วย การกำจัด (Eliminate) การรวมเข้าด้วยกันหรือรวมกันเป็นหนึ่ง (Combine หรือ Integration) การทำให้ง่ายขึ้น (Work Simplification) การสลับ (Rearrange) ขั้นตอนงานใหม่ การปรับปรุง (Improve) ขั้นตอนให้ดีขึ้นสำหรับเทคนิคที่ใช้ในการทบทวนกระบวนการปฏิบัติงานมีหลายเทคนิคด้วยกันที่ได้นำเสนอในรายงานนี้คือ การปรับปรุงกระบวนงานอย่างต่อเนื่อง (Continuous Process Improvement) การรีเอ็นจิเนียริ่งกระบวนการปฏิบัติงาน (Business Process Reengineering) การลดขั้นตอนและระยะเวลาการทำงานด้วย Lean หลังจากวิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติงานแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการนำแผนภูมิหรือแผนผัง (Flowchart) ในการวิเคราะห์ระบบงาน ซึ่งได้แก่ แผนผังวิเคราะห์สายทางเดินของงาน (Flow Process Chart) และแผนผังวิเคราะห์กระบวนการปฏิบัติงาน (Procedure Flowchart) เเละเพื่อให้การเขียนแผนผังดังกล่าวได้รวดเร็วได้เสนอให้ใช้ไปรแกรม MS Visio โดยใต้เสนอขั้นตอนในการใช้อย่างง่าย ๆ และในรายงานนี้ได้เสนอตัวอย่างคู่มือการขออนุมัติเปิด ปรับปรุงและยกเลิกหลักสูตรของสถาบันบัณฑิตพัฒนนบริหารศาสตร์ไว้ด้วย
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาเปรียบเทียบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันกับมหาวิทยาลัยเอกชน
    วิรันต์ นาประกอบ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การศึกษาวิจัย เรื่อง "การศึกษาปรียบเทียบการพัฒนาระบบการประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันกับมหาวิทยาลัยเอกชน" มีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการทราบถึง การพัฒนาระบบประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์  มหาวิทยาลัยเอกชน มหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ การรวบรวมข้อมูล กระทำโดยศึกษาข้อมูลเอกการที่เกี่ยวข้องด้านประกับคุณภาพการศึกษาของสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอกชน จำนวน 2 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยหอการค้า และมหาวิทยาลัยสยาม และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ จำนวน 1 แห่ง ได้แก่ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ผลการศึกษา พบว่าแต่ละสถาบันมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบ การพัฒนาด้านตัวชี้วัดและการปรับปรุงด้านการบริหารงาน โดยดำเนินการปรับปรุงหรือพัฒนาเพื่อให้เหมาะสมกับภารกิจของแต่ละองค์กร มีเป้าหมายเพื่อสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการทางด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการแก่สังคม และการทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม เพื่อนำไปสู่การสร้างความมั่นใจแก่สังคมที่สามารถจัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ และผลิตบัณฑิตที่มีคุณธรรม และเพื่อรับการประเมินคุณภาพภายนอกจากสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) รอบสอง (พ.ศ.2549-2552) ซึ่งจะเป็นการประเมินคุณภาพเพื่อพัฒนาและมีการรับรองมาตรฐานการศึกษา ข้อเสนอแนะ การประกันคุณภาพการศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาควรมุ่งเน้นให้บุคลากรภายในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วม จะทำให้ผลการดำเนินงานด้านประกันคุณภาพมีคุณค่าและนำองค์กรก้าวไปสู่ "คุณภาพที่ยั่งยืน"
  • Thumbnail Image
    Item
    การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การ : แนวบูรณาการกระบวนการและพฤติกรรม
    โกวิทย์ กังสนันท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การเป็นหลักการที่มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น และมีผลต่อการอยู่รอด การเติบโต และประสิทธิผลขององค์การภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง งานวิจัยนี้จึงเริ่มต้นทบทวนปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์การ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความล้าสมัยของรูปแบบบองค์การ อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ โลกาภิวัตน์ ความรุนแรงและเข้มขั้นของการแข่งขัน ความดาดหวังของสังคม และความคาดหวังของลูกค้า ก่อนที่จะอภิปรายเกี่ยวกับขอบเขตและระดับของการเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมถึงการเปรียบเทียบความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักทฤษฎีและนักปฏิบัติ ผู้วิจัยได้สำรวจและทบทวนข้อเสนอตัวแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การหลักของ kanter (1992), Cummings and Worley (1993), Kotter (1996), และ Ghoshal and Bartlett (1996) ก่อนเสนอตัวแบบบูรณาการระหว่างกระบวนการและพฤติกรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ การริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การยอมรับการเลี่ยนแปลง การสร้างแนวร่วมการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาขีดความสามารถการเปลี่ยนแปลง การผนึกกำลังและขยายผลการเปลี่ยนแปลง และการจัดตั้งสถาบันและฝั่งรากการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์การ การประสานการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่างมุมมองเชิงกระบวนการและมุมมองเชิงพฤติกรรมจึงน่าจะเป็นพื้นฐานที่สร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การได้ชัดเจนมากขึ้น
  • Thumbnail Image
    Item
    การจัดหมู่ระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกัน : หมวด T เทคโนโลยี (Technology)
    วิจิตร อมรนพกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การจัดหมู่ระบบหอสมุดรัฐสภาอเมริกันหมวด T เทคโนโลยี (Technology) เป็นคู่มือใช้ประกอบการปฏิบัติงานวิเคราะห์ทรัพยากรสารสนเทศทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นวิทยาการที่นับวันจะมีแต่ความก้าวหน้าเพิ่มมากขึ้นในชีวิตประจำวัน เนื้อหาในคู่มือมือนี้กล่าวถึงประวัติความเป็นมาของโดยทั่วๆไป และการเน้นเฉพาะการจัดหมู่ในหมวด T เทคโนโลยี โดยการแสดงวิธีการ การกำหนดเลขหมู่ การใช้เลขเรียกหนังสือ การจัดหมู่อย่างละเอียคซึ่งประกอบด้วย การใช้เลขหมู่โดยตรงการใช้เลขคัตตอร์ A - Z การใช้เลขคัตเตอร์สงวน การใช้คัตเตอร์ซ้อน การใช้คัตเตอร์ตามการแบ่งย่อยเลขหมู่แบบเดียวกัน และการใช้ตาราง
  • Thumbnail Image
    Item
    การลา : ศึกษาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2535
    ยุทธชัย ทองประเสริฐ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การศึกษาเรื่อง "การลา : ศึกษาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการพ.ศ. 2535" ผู้ศึกษาได้ทำการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาจากเอกสารดำบรรยายเกี่ยว ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.ศ. 2535 โดยการศึกษาวัตถุประสงค์ในการแก้ไขระเบียบการลาของข้าราชการพ.ศ. 2520 ที่ใช้บังคับมาเป็นเวลาประมาณ 14 ปีเศษ ว่ามีวัตถุประสงค์อย่างไรทำไมจึงต้องต้องมีการปรับปรุงแก้ไขระเบียบดังกล่าว จากการศึกษา พอสรุปวัตถุประสงค์ของการปรับปรุงแก้ไขระเบียบไว้ 3 ประการ ได้แก่ 1. เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติราชการ 2. เพื่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นธรรมแก่ข้าราราชการทุกฝ่าย 3. เพื่อพัฒนาและปรับสิทธิการลาของข้าราชการให้ดีกว่าเดิม อีกทั้งได้ศึกษาถึงประเด็นในข้อแตกต่างของระเบียบการลาของข้าราชการพ.ศ. 2520 กับระเบียบการลาของข้าราชการ พ.ศ. 2535 เช่นในเรื่องของการกระจายอำนาจในการลาซึ่งตามระเบียบการลาฉบับใหม่มีการกระจายอำนาจในการอนุญาตให้แก่ผู้บังคับบัญชาระดับล่างสามารถอนุญาตการลาในบางเรื่องได้เพื่อความสะดวกรวดเร็วในการปฏิบัติงาน การนับวันลาบางประเภท เช่น การลาป่วย ลากิจ และลาพักผ่อน ให้นับเฉพาะวันทำการเท่านั้นแตกต่างกับระเบียบการลาของข้าราชการพ.ศ. 2520 ที่นับรวมวันหยุดระหว่างวันลาเข้าเป็นการลาตามแต่ละประเภทด้วย ซึ่งตรงตามความเป็นจริงเป็นสิทธิของผู้ที่จะลาทำให้เกิดความรู้สึกที่เป็นธรรรม นอกจากนั้นการลาในปัจจุบันสามารถใช้ระเบียบการลาฉบับเดียวกันกับข้าราชการทุกประเภท อันก่อให้เกิดความยุติธรรมและเป็นธรรมแก่ข้าราชการทุกฝ่าย และยังได้ศึกษาหมวดต่าง ๆ ที่มีอยู่ในระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการฉบับใหม่นี้ว่ามีอะไรและผลการดำเนินการอย่างไร ตลอดจนศึกษาการลาประเภทต่าง ๆ จำนวน 8 ประเภท ได้แก่ การลาป่วย การลาคลอดบุตร การลากิจส่วนตัว การลาพักผ่อน การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ การลาเข้ารับการตรวจเลือกเพื่อเข้ารับการเตรียมพล การลาไปศึกษา ดูงาน ฝึกอบรม หรือปฏิบัติการวิจัย การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ และการลาติดตามคู่สมรส เป็นต้น ศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสิทธิประโยชน์ของข้าราชการ ศึกษาการนับวันลา การลงวันลา การจัดส่งใบลา อำนาจการลาและผู้พิจารณาอนุญาตการลา นอกจากจะศึกษาการลาของข้าราชการแล้ว ผู้ศึกษายังได้ศึกษาการลาของข้าราชการตุลาการและดะโต๊ะยุติธรรม การลาของข้าราชการการเมือง และข้าราชการกรุงเทพมหานครด้วย เพื่อให้ผู้ที่สนใจในเรื่องการลาของข้าราชการได้มีความรู้และเข้าใจได้อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ผู้ศึกษายังได้ศึกษาเกี่ยวกับการลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนเต็มในระหว่างลาว่ามีการลาประเภทใดบ้างที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและมีระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนและมีระยะเวลาที่มีสิทธิได้รับเงินเดือนเท่าไรไว้ด้วย อันอาจจะเป็นประโชชน์ต่อผู้สนใจที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับเรื่องการลาของข้าราชการต่อไป
  • Thumbnail Image
    Item
    ความพึงพอใจการสืบค้นสารสนเทศระบบ OPAC โปรแกรม INNOPAC ของผู้ใช้บริการสำนักบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์
    วนิดา โสตเนียม (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการใช้บริการสืบค้นสารสนเทศ ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการ ปัญหาและข้อเสนอแนะของผู้ใช้บริการที่มีต่อการสืบค้นสารสนเทศระบบ OPAC โปรแกรม INNOPAC ของสำนักบรรณสารการพัฒนา สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 389 ฉบับ และใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS/PC' หาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และความเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใช้บริการมีวัตถุประสงค์การสืบค้นสารสนเทศเพื่อทำรายงานประกอบการเรียนมากที่สุด โดยผู้ใช้บริการส่วนมากเรียนรู้วิธีการสืบค้นสารสนเทศด้วย การลองผิดลองถูกเรียนรู้ตนเอง รองลงมาคือ การอ่านคำอธิบายจากหน้าจอเมนู และอ่านคู่มือการใช้แล้วสืบค้นด้วยตนเองในจำนวนที่ใกล้เคียงกัน และทางเลือกที่ใช้สืบค้นสารสนเทศมากที่สุด คือชื่อเรื่อง ส่วนความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อการสืบค้นสารสมเทศนั้น แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ความพึงพอใจด้านการให้บริการ ความพึงพอใจด้านการสืบค้น และความพึงพอใจด้านผลการสืบค้น ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจโดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางทั้ง 3 ด้าน และมีความพึงพอใจระดับมากเรื่องกวามชัดเจนในการแสดงผลจอภาพและความรวดเร็วของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการประมวลผลและแสดงผลการสืบค้น รวมทั้งมีความพึงพอใจการสืบค้นโดยใช้ชื่อเรื่องอยู่ในระดับมากเช่นกัน สำหรับปัญหาการสืบค้นสารสนเทศ ด้านการให้บริการ ด้านการสืบค้น และผลการสืบค้น ผู้ใช้บริการมีปัญหาโดยภาพรวมระดับปานกลาง ส่วนปัญหาอื่น ๆ ที่มีผู้ระบุ คือ เครื่องคอมพิวเตอร์สำหรับใช้สืบค้นตั้งอยู่ห่างไกลจากชั้นหนังสือและปัญหาบริการถ่ายเอกสารไม่สะดวก
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาความพึงพอใจในการทำงานของมหาบัณฑิตสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รุ่่นเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2538 พ.ศ. 2539 และ พ.ศ. 2540
    ภัทรินทร์ โล่วัชระกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)
    การวิจัยนี้ได้ศึกษาความพึงพอใจในการทำงานของมหาบัณฑิต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ รุ่นเข้ารับพระราชทานปริญญาบัตร พ.ศ. 2538 พ.ศ. 2539 และ พ.ศ. 2540 โดยสรุปผลการวิจัยได้ ดังนี้ 1. มหาบัณฑิตที่ตอบแบบสอบถามมากกกว่าร้อยละ 80 รู้สึกพอใจใจในการทำงทำงาน 2. สาเหตุที่ทำให้มหาบัณฑิตที่ทำงานรับราชการและรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่รู้สึกพอใจในการทำงาน คือ ความมั่นคงในงานที่ทำ 3. มหาบันฑิตที่ทำงานในบริษัทเอกชนส่วนใหญ่มีมีความพึงพอใจในการทำงาน เนื่องจากระบบงาน และ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 4. สาเหตุที่มหาบัณฑิตไม่พอใจในการทำงาน เนื่องมาจากระบบงานมากที่สุด