การศึกษาการกระจายผลประโยชน์ของเงินอุดหนุนหลักประกันสุขภาพและความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการทางการแพทย์ กรณีศึกษา: ผู้สูงอายุจังหวัดขอนแก่น

dc.contributor.advisorพลภัทร บุราคมth
dc.contributor.authorณัชพล เมธเมาลีth
dc.date.accessioned2023-12-12T07:02:09Z
dc.date.available2023-12-12T07:02:09Z
dc.date.issued2023th
dc.date.issuedBE2566th
dc.description.abstractการศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาการกระจายผลประโยชน์ของเงินอุดหนุนประกันสุขภาพผ่านสิทธิสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (OFC) และสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า/บัตรทอง (UCS) ในกลุ่มผู้สูงอายุที่แตกต่างกันไปตามระดับรายได้ (2) เพื่อสำรวจความพึงพอใจของผู้สูงอายุหลังจากที่ได้เข้ารับบริการทางการแพทย์ และ (3) เพื่อศึกษาถึงผู้สูงอายุที่มีความแตกต่างกันไปตามระดับรายได้ ลักษณะภูมิลำเนา และประเภทของสิทธิ์ว่ามีระดับความพึงพอใจหลังรับบริการทางการแพทย์แตกต่างกันหรือไม่อย่างไร โดยการศึกษานี้พยายามหาคำตอบในเรื่องของความเป็นธรรมจากการจัดสรรเงินอุดหนุนประกันสุขภาพในกลุ่มผู้สูงอายุจังหวัดขอนแก่น ด้วยการวิเคราะห์การกระจายผลประโยชน์ (Benefit Incidence Analysis) และการศึกษาความพึงพอใจผู้สูงอายุที่มีต่อคุณภาพของการบริการทางการแพทย์ ด้วยวิธีการวิจัยเชิงปริมาณที่มีรูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey) โดยมีแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการวิจัยที่สร้างจากแนวความคิด SERQUAL ของ Parasuraman, Zeithaml, & Berry (1985) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรเงินอุดหนุนผ่านหลักประกันสุขภาพยังคงสร้างความไม่เป็นธรรมแก่กลุ่มผู้สูงอายุจังหวัดขอนแก่นอยู่ จากผลการวิเคราะห์การกระจายผลประโยชน์แสดงให้เห็นว่าการจัดสรรเงินอุดหนุนของแต่ละสิทธินั้นมีความแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด ทั้งนี้เนื่องมาจากรูปแบบการบริหารการเบิกจ่ายที่แตกต่างกันระหว่างทั้งสองสิทธิ เมื่อพิจารณาในภาพรวมของผลประโยชน์จากเงินอุดหนุนแล้ว พบว่า เงินอุดหนุนส่วนใหญ่ตกอยู่กับกลุ่มที่เป็นมีฐานะรายได้สูงสุด (ควินไทล์ 5) ถึงร้อยละ 46.94 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุกลุ่มข้าราชการบำนาญ อย่างไรก็ดี หากพิจารณาในเรื่องของการศึกษาความพึงพอใจที่ผู้สูงอายุมีต่อบริการทางการแพทย์กลับพบว่าไม่มีความแตกต่างกันระหว่างผู้ใช้สิทธิทั้ง 2 แบบ ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ที่ไม่มีความแตกต่างกันมากนักจึงทำให้ผู้สูงอายุได้รับบริการที่ไม่แตกต่างกัน ขณะที่มิติความแตกต่างของภูมิลำเนา กลับพบว่า มีความแตกต่างของความพึงพอใจที่ผู้สูงอายุมีต่อบริการทางการแพทย์อย่างชัดเจน โดยที่ผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทมีพึงพอใจต่อบริการทางการแพทย์ที่น้อยผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในพื้นที่เมือง ซึ่งปัญหาดังกล่าวส่วนใหญ่มาจากเรื่องความสามารถในการรองรับผู้ป่วยของแพทย์ โดยหากวิเคราะห์สัดส่วนจำนวนประชากรต่อบุคลากรทางการแพทย์ 1 คน ร่วมกับคะแนนความถึงพอใจที่ได้จากการสำรวจจะสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่ส่วนทางกัน โดยยิ่งจำนวนที่ผู้ป่วยต่อบุคลากรทางการแพทย์มากเท่าไรผู้ป่วยก็จะยิ่งได้รับบริการที่ไม่พึงพอใจมากเท่านั้น ดังนั้นการที่แพทย์ 1 คนต้องรับผิดชอบดูแลผู้ป่วยในจำนวนที่ไม่เท่ากันของแต่ละพื้นที่อาจเป็นปัจจัยหนึ่งที่นำมาซึ่งคุณภาพการบริการที่ไม่เท่าเทียมกัน ด้วยเหตุนี้เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในหนุนอุดหนุนผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอแนะให้ในอนาคตควรมีการควบรวมการบริหารจัดการเงินอุดหนุนหลักประกันสุขภาพให้เป็นหนึ่งเดียว เพื่อให้การกระจายเงินอุดหนุนมีความเป็นธรรมและเท่าเทียมมากยิ่งขึ้น และเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของคุณภาพการบริการระหว่างเมืองและชนบทการจัดสรรงบประมาณและบุคลากรทางการแพทย์ควรนำเรื่องของความรับผิดชอบของแพทย์ 1 คนต่อจำนวนประชากรมาร่วมพิจารณาด้วย เพื่อที่ภาระการดูแลผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้ไม่ตกอยู่ในพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่ง และบุคลากรทางการแพทย์จะสามารถให้บริการที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียมกันในทุกพื้นที่th
dc.description.abstractThe study objectives of the study were (1) to study the distribution of healthcare subsidy through the Government or Public Enterprise Officer (OFC) and Universal Healthcare Coverage Scheme (UCS) or Gold Card among the elderly at different income levels. (2) To survey the satisfaction of the elderly after receiving medical services. (3) To study the differences in the elderly according to income levels, geography, and types of healthcare treatment rights that different satisfaction levels after receiving medical services? The study seeks to answer fairness in the allocation of health subsidy through the national health insurance system by using a Benefit Incidence Analysis method. This study also surveys of satisfaction with the quality of healthcare services, as well as to compare the satisfaction of the elderly in Khon Kaen province. This study is quantitative research method and a survey research model (Survey) that uses a questionnaire as a research tool built on the SERQUAL concept of Parasuraman, Zeithaml, & Berry (1985). The result suggests that the allocation of subsidies through health insurance continues to create unfairness for the elderly in Khon Kaen province. As a result of the analysis of the distribution of benefits, it is shown that the allocation of subsidies for each right is markedly different. This is due to the different disbursement management styles between the two rights. Looking at the overall benefits from the subsidies, it was found that the majority of subsidies fell to the highest income group (Quintil 5) to 46.94 %, most of whom were elderly pension servants. However, when considering the study of the satisfaction that older people have with healthcare services, it was found that there is no difference between the two types of scheme users, which may be due to the fact that there is not much difference in benefits, so that the elderly receives services that are not different. While the dimensions of domicile differences. Instead, there was a clear difference in satisfaction with the elderly for healthcare services. Where older people living in rural areas are less satisfied with healthcare services than older people living in urban areas. This problem is mainly due to the physician's ability to accommodate patients. If consider the proportion of population per healthcare worker, together with the satisfaction score obtained from the survey, it reflects the correlation, the greater the number of patients per healthcare worker, the more unhappy the patient receives. Therefore, the fact that one doctor is responsible for caring for an unequal number of patients in each area can be a factor that brings about an unequal quality of service. Hence, to reduce inequality in subsidies, researchers have suggested that in the future, the management of health insurance subsidies should be merged into one. In order to make the distribution of subsidies fairer and more equitable. Besides, to reduce the disparity in service quality between cities and rural areas, budgetary allocations and healthcare workers should take into account the responsibility of one doctor per population so that the burden of care for most patients does not fall on a particular area, and healthcare workers can provide equally quality services in all areas.th
dc.format.mimetypeapplication/pdfth
dc.identifier.urihttps://repository.nida.ac.th/handle/662723737/6674th
dc.language.isothath
dc.publisherสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
dc.rightsผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)th
dc.subjectBenefit Incidence Analysisen
dc.subjectการวิเคราะห์การกระจายผลประโยชน์th
dc.subjectElderlyen
dc.subjectความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุขth
dc.subjectInequality Healthcareen
dc.subjectผู้สูงอายุth
dc.subjectSatisfactionen
dc.subjectความพึงพอใจth
dc.titleการศึกษาการกระจายผลประโยชน์ของเงินอุดหนุนหลักประกันสุขภาพและความพึงพอใจต่อคุณภาพบริการทางการแพทย์ กรณีศึกษา: ผู้สูงอายุจังหวัดขอนแก่นth
dc.title.alternativeBenefit incidence of national health insurance subsidy and satisfaction with healthcare service quality among old age population in Khon Kaen provinceth
dc.typetext--thesis--master thesisth
mods.genreThesisth
mods.physicalLocationสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนาth
thesis.degree.grantorสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์th
thesis.degree.levelMastersth
Files
Original bundle
Now showing 1 - 1 of 1
Thumbnail Image
Name:
6210111010.pdf
Size:
3.29 MB
Format:
Adobe Portable Document Format
Description:
License bundle
Now showing 1 - 1 of 1
Loading...
Thumbnail Image
Name:
license.txt
Size:
202 B
Format:
Plain Text
Description: