การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร กรณีศึกษา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปี 2565
Publisher
Issued Date
2023
Issued Date (B.E.)
2566
Available Date
Copyright Date
Resource Type
Series
Edition
Language
tha
eng
eng
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
224 แผ่น
ISBN
ISSN
eISSN
DOI
Other identifier(s)
Identifier(s)
Access Rights
Access Status
Rights
ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบแสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
Physical Location
Bibliographic Citation
Citation
สมาพร บุญช่วย (2023). การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร กรณีศึกษา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปี 2565. Retrieved from: https://repository.nida.ac.th/handle/662723737/6880.
Title
การประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ขององค์กร กรณีศึกษา สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปี 2565
Alternative Title(s)
Carbon footprint for organization the case study of Federation of Thai Industries, Head Office 2022
Author(s)
Advisor(s)
Editor(s)
item.page.dc.contrubutor.advisor
Advisor's email
Contributor(s)
Contributor(s)
Abstract
งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ปี 2565 ตามแนวทางขององค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) โดยพิจารณาจาก 3 ขอบเขตของการปลอยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งแบ่งเป็น SCOPE ดังนี้ Scope 1 Emissions: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางตรง (Direct Emissions) Scope 2 Emissions: การคำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมจากการใช้พลังงาน (Energy Indirect Emissions) และ Scope 3 Emissions: คำนวณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทางอ้อมด้านอื่น ๆ (Other Indirect GHG Emission) ซึ่งเป็นทางเลือกในการประเมิน สำหรับการศึกษาครั้งนี้ใช้ข้อมูลปีงบประมาณ 2565 มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแหล่งกำเนิดและปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และวิเคราะห์หาแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรมในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ผลการศึกษา พบว่า ปริมาณคาร์บอนฟุตพริ้นท์ทั้งหมดเท่ากับ 167.06 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี โดยแบ่งเป็นขอบเขตที่ 1, 2 และ 3 มีค่าเท่ากับ 36.14 (tCO2e) , 107.98 (tCO2e) และ 22.95 (tCO2e)
เมื่อวิเคราะห์ในแต่ละขอบเขตพบว่าขอบเขตที่ 2 การใช้พลังงานไฟฟ้า มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 64.63 รองลงมาเป็นขอบเขตที่ 1 คิดเป็นร้อยละ 21.63 มาจากการใช้น้ำมันดีเซลจากรถยนต์ และเกิดจากปริมาณน้ำเสีย และขอบเขตที่ 3 การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมอื่น ๆ มีปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก คิดเป็นร้อยละ 13.74 มาจากวัสดุสำนักงานที่มีการใช้ภายในองค์กรจากการใช้กระดาษ การใช้น้ำประปา และการกำจัดขยะจากการขนส่งขยะทั่วไป
แนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของกิจกรรมในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ อย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อม ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านธรรมาภิบาล
1) ด้านสิ่งแวดล้อม กิจกรรมส่วนใหญ่เป็นการใช้วัสดุสำนักงานที่มีการใช้ภายในองค์กร พบว่า การใช้พลังงานไฟฟ้าขององค์กร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รองลงมาคือ การเกิดปริมาณน้ำเสีย การใช้กระดาษ A4 และกระดาษ A3 ขนาด 80 แกรม (สีขาว) สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม เป็นการกำหนด มาตรการ/นโยบาย และเป้าหมาย ลดการใช้พลังงานไฟฟ้า ลดการใช้น้ำ การลดการใช้กระดาษ รวมถึงในทุกกิจกรรมอย่างเหมาะสมและต่อเนื่อง
2) ด้านเศรษฐกิจ กิจกรรมของสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ ที่ใช้พลังงานมาก ทำให้มีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นตามกิจกรรมที่ดำเนินการ สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม เป็นการกำหนดมาตรการการลดปริมาณการใช้พลังงานของกิจกรรม
3) ด้านสังคม มาจากกิจกรรมการใช้พลังงานไฟฟ้าขององค์กร มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด รองลงมาคือ การเกิดปริมาณน้ำเสีย และการใช้กระดาษ A4 และกระดาษ A3 ขนาด 80 แกรม (สีขาว) ยังไม่เคยกำหนดวิธีสร้างแรงจูงใจในการลดการปล่อยก๊าซเรือกระจกหรือให้ความรู้ความเข้าใจอย่างจริงจังในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ดังนั้น สำหรับแนวทางลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม เป็นการสร้างแรงจูงใจในการให้รางวัลหรือประกาศเกียรติคุณสำหรับสถาบันที่มีการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและจัดอบรมข้อมูลให้บุคลากรและประชาสัมพันธ์ให้กับผู้มารับบริการทราบเกี่ยวกับแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก
4) ด้านธรรมาภิบาล เป็นการนำหลักธรรมาภิบาลของทุกภาคส่วน (ภาครัฐ ภาคธุรกิจเอกชน และภาคประชาชน) มาประยุกต์ใช้ในการดำเนินงานขององค์กร ซึ่งมาจากกิจกรรมของ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สำนักงานใหญ่ จากแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้ง 3 ด้าน โดยผู้บริหารต้องให้ความสำคัญและตระหนักถึงความรับผิดชอบ รวมถึงมีความรู้ ความเข้าใจด้านองค์ความรู้ของแนวทางการลดก๊าซเรือนกระจกจากมาตรการ นโยบาย และแนวปฏิบัติดังกล่าวเดิมที่มีอยู่แล้วมากำหนดยกระดับการบริหารงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจนให้มากยิ่งขึ้น เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันให้กับองค์กรเกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืนต่อไป
Table of contents
Description
การค้นคว้าอิสระ คณะบริหารการพัฒนาสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2566

