Research Reports
Permanent URI for this collectionhttps://repository.nida.ac.th/handle/123456789/7159
Browse
Recent Submissions
Item การพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงวิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)การศึกษาการพัฒนาพลังงานทางเลือกเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงนั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพลังงานทางเลือกชนิดต่างๆที่ได้มีการพัฒนาแล้วทั้งในและต่างประเทศเพื่อใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงที่นับวันจะหมดไปและมีราคาสูงขึ้น รวมถึงเพื่อศึกษาศักยภาพของประเทศไทยในการจัดหาพลังงานทางเลือก การศึกษานี้ได้รวบรวมข้อมูลทุติยภูมิจากหลายแหล่งและได้ทำการวิเคราะห์การพัฒนาพลังงานทางเลือกโดยใช้เทคนิค SWOT เพื่อพิจารณาถึงจุดแข็ง จุดอ่อน และภาวะคุกคาม จากการศึกษาพบว่าประเทศไทยได้มีการพัฒนาพลังงานทางเลือกชนิดถึงในระดับที่สามารถนำมาใช้ทดแทนน้ำมันเชื้อเพลิงได้แล้ว โดยอาศัยการมีศักยภาพทางด้านเกษตรกรรม การได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และการได้รับการสนับสนุนศึกษาวิจัยรวมทั้งการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี แก๊สโซฮอล์เป็นหนึ่งในพลังงานทางเลือกซึ่งมาจากล่วนผสมของเอทานอลและน้ำมันเบนชิน ซึ่งเอทานอลจะมาทดแทนสาร MTBE ซึ่งต้องนำเข้าจาจากต่างประเทศ ปัจจุบันมีการรณรงค์ใช้แก๊ลโซฮอล์อย่างมากโดยที่แก๊ลโซฮอล์มีราคาต่ำกว่าน้ำมันเบนซินและได้มีการเพิ่มสถานีบริการมากขึ้น ซึ่งทำให้ปริมาณการใช้แก๊สโซฮอล์สูงขึ้นอย่างมากนอกจากนี้ได้มีการพัฒนาไบโอดีเซลซึ่งจะนำมาใช้กับเครื่องยนต์ดีเซล โดยมีการเริ่มนำมาใช้บ้าง แล้วแต่ไม่กว้างขวางเท่าแก๊สโซฮอล์ ก๊าซธรรมชาติเป็นอีกหนึ่งพลังงานทางเลือกซึ่งก็ได้มีการมาใช้ค่อนข้างกว้างขวางแล้วในรถยนต์โดยสาร อีกประเภทของพลังงานทางเลือกคือพลังงานไฮโดรเจนซึ่งปัจจุบันบริษัทผลิตรถยนต์ก็ได้พัฒนารถยนต์ที่ใช้พลังงานไฮโฮโดรเจนแล้ว การพัฒนาพลังงานทางเลือกของประเทศไทยถือว่าประสบความสำเร็จในระดับหนึ่งเนื่องจากมีการสนับสนุนจากภาครัฐ มีความตื่นตัวกับปัญหาพลังงานขาดแคลนและปัญหาสิ่งแวดล้อม มีนักวิจัยและรู้ที่เกี่ยวข้องให้ความสนใจและได้มีการพัฒนาเทคโลยีการผลิต อย่างไรก็แล้วแต่การพัฒนายังคงต้องดำเนินต่อไปโดยต้องพิจารณาถึงมิติด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และสิ่งแวดล้อมมากขึ้น รวมถึงประเด็นความเป็นไปได้ในระยะยาวและประสิทธิภาพของหลังงานทางเลือกแต่ละชนิดเพื่อสร้างควานใจให้กับผู้ใช้ต่อไป นอกจากนี้การศึกษาเพิ่มขึ้นในการพัฒนาพลังงานทางเลือกให้มีมากชนิดขึ้นItem การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกตลาดสมพจน์ กรรณนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)การจัดการสิ่งแวดล้อมด้วยกลไกตลาดเป็นองค์ประกอบที่มีบทบาทสำคัญเนื่องจากสังคมมนุษย์มีการดำรงชีพซึ่งประกอบด้วยกิจกรรมทางเศรษฐกิจ จึงเป็นธรรมชาติของสังคมเศรษฐกิจซึ่งจูงใจให้บุคคลปฏิบัติกิจกรรมต่างๆ โดยการเปรียบเทียบคุณค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากบุคคลมีธรรมชาติแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตน (Self-Interest) ดังนั้นจึงเป็นสัจจะธรรมที่การจัดการสิ่งแวดล้อมมีมิติหนึ่งซึ่งซึ่งใช้กลไกตลาดเป็นเครื่องมือ บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ (1) แสดงแนวทางการจัดการมลภาวะด้วยกลไกตลาด (2) แสดงการวิเคราะห์มาตรฐานสำหรับเศรษฐศาสตร์การจัดการสิ่งแวดล้อม และ (3) สาธิตการวิเคราะห์เชิงปริมาณในภาคปฏิบัติการ และมีโครงสร้างของเนื้อหาประกอบด้วย ความหมายและประโยชน์ของมาตรฐานสิ่งแวดล้อม (Environmental Standards) การใช้กลไกตลาดของรัฐ และ ระบบตลาดของการจัดการสิ่งแวดล้อม ประโยชน์ที่จะได้รับของการศึกษานี้ประกอบด้วย ความรู้เกี่ยวกับแบบจำลองการใช้กลไกตลาดของรัฐ และ การสร้างแบบจำลองกลไกตลาดของการจัดการสิ่งแวดล้อม กลไกตลาดซึ่งประกอบด้วยภาษีและค่าธรรมเนียมลภาวะ (Emission Tax and Charge) และตลาดใบอนุญาตปล่อยมลภาวะ (Marketable or Tradeable Emission Permit) เป็นเครื่องมือสำหรับการจัดการเพื่อให้การจัดการสิ่งแวดล้อมมีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงการจัดการสิ่งแวดล้อมที่มีต้นทุนต่ำที่สุดทำให้มีการใช้ทรัพยากรเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อมน้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ ในขณะเดียวกันมีการบรรลุเป้าหมายมาตรฐานสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ทั้งนี้กลไกดังกล่าวจะสามารถทำงานได้ประสบความสำเร็จเมื่อมีเงื่อนไขแวดล้อมที่เหมาะสม คือ มิติการเมืองมีความเข้มแข็ง มีการบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัดItem การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศชัยยุทธ ชิโนกุล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)การศึกษาเรื่อง การจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหลักการและวิธีการในการจัดการเชิงยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ ศึกษาโอกาสและอุปสรรคในการค้าระหว่างประทศของบรรษัทระหว่างประเทศ และเสนอแนะยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ การศึกษาได้ค้นคว้าข้อมูลทุติยภูมิจากตำรา หนังสือ เอกสาร การบริหาร และการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ โดยมีขอบเขตด้านเนื้อหา ประกอบด้วยนิยาม เหตุผลของข้อได้เปรียบในการค้าระหว่างประเทศ สาเหตุในการเข้าตลาดระหว่างประเทศ การได้เปรียบเปรียบเทียบของประเทศและได้เปรียบในการแข่งขันของประเทศ การวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคในการค้าระหว่างประเทศ ตลอดจนการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทระหว่างประเทศ ทั้งสามระดับยุทธศาสตร์ซึ่งผลการศึกษาพบว่าองค์การค้าระหว่างประทศหรือที่ผู้วิจัยเรียกว่า บรรษัทการค้าระหว่างประเทศหรือบรรษัทระหว่างประเทศ นั้น เกิดขึ้นจากเหตุผลข้อเปรียบเสียเปรียบในการค้าระหว่างประเทศทำให้ความคิดในการหาสาเหตุที่เหมาะสมในการเข้าตลาดระหว่างประเทศสองแนวทาง คือ แนวทางที่คาดการณ์ผลดีของสถานการณ์ไว้ล่วงหน้าซึ่งมีรายละเอียด สิบ ประการ และแนวทางที่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนด หรือตามสถานการณ์บังคับของสภาพแวดล้อม ซึ่งมีรายละเอียดอีกสี่ประการ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาปัจจัยทั้งสี่ประการของพอร์ตเตอร์ซึ่งทำให้เกิดการเปรียบเทียบในการแข่งขัน คือ เงื่อนไขด้านองค์ประกอบ เงื่อนไขด้านอุปสงค์เฉพาะ อุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องและอุตสาหกรรมสนับสนุน ตลอดจนยุทธศาสตร์โครงสร้างองค์การและการแข่งขัน ทั้งนี้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขัน โดยจะมีขั้นตอนของพัฒนาการของการของการแข่งขัน ตั้งแต่ระยะที่มีองค์ประกอบเป็นพลังขับดัน การลงทุนเป็นพลังขับดัน นวัตกรรมเป็นพลังขับคัน และความมั่งคั่งเป็นพลังขับดัน สุดท้ายจะต้องวิเคราะห์โอกาสและข้อจำกัด จุดแข็ง จุดอ่อนในการเข้าตลาดระหว่างประเทศด้วย การกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทการค้าระหว่างประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับ เช่นเดียวกับการจัดการธุรกิจในประเทศ (คล้ายกับองค์การที่คำเนินการในประเทศ) คือ ยุทธศาสตร์ระดับองค์การหรือยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ระดับหน่วยกลยุทธ์ธุรกิจ และยุทธศาสตร์ระดับหน้าที่ธุรกิจ สำหรับยุทธศาสตร์ระดับองค์การนั้นจะแบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์หลักสามประการ คือ ยุทธศาสตร์แบบแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศยุทธศาสตร์แบบเหมือนกันทั่วโลก หรือแบบผสม ซึ่งในการเข้าตลาดแต่ละประเทศสามารถเลือกแนวทางกลยุทธ์ในการขยายตัวสู่ตลาดโลกห้าประการโดยการส่งออก การใช้สัญญาอนุญาตดำเนินการการใช้สัมปทานฟรานไชส์ การร่วมลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะมีผลดีหลายด้าน ตลอดจนการการกำหนดยุทธศาสตร์และการปฏิบัติตามยุทธศาสตร์ของบรรษัทการค้าระหว่างประเทศซึ่งแบ่งออกเป็นสามระดับ เช่นเดียวกับการจัดการธุรกิจในประเทศ (คล้ายกับองค์การที่คำเนินการในประเทศ) คือ ยุทธศาสตร์ระดับองค์การหรือยุทธศาสตร์หลัก ยุทธศาสตร์ระดับหน่วยกลยุทธ์ธุรกิจ และยุทธศาสตร์ระดับหน้าที่ธุรกิจ สำหรับยุทธศาสตร์ระดับองค์การนั้นจะ แบ่งออกเป็นยุทธศาสตร์หลักสามประการ คือ ยุทธศาสตร์แบบแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศยุทธศาสตร์แบบเหมือนกันทั่วโลก หรือแบบผสม ซึ่งในการเข้าตลาดแต่ละประเทศสามารถเลือกแนวทางกลยุทธ์ในการขยายตัวสู่ตลาดโลกห้าประการโดยการส่งออก การใช้สัญญาอนุญาตดำเนินการการใช้สัมปทานฟรานไชส์ การร่วมลงทุนทำธุรกิจซึ่งจะมีผลดีหลายด้าน ตลอดจนการมีสาขาที่ตนเป็นเจ้าของในต่างประเทศ และยังเพิ่มการใช้ปัจจัยการผลิตร่วมกัน กับการจ้างให้ทำการผลิตซึ่งแต่ละขั้นตอนมีพัฒนาการมาตามลำดับและมีข้อดีข้อเสียต่างกันไป จึงมีวิธีการเลือกนำมาใช้ประโยชน์ให้เหมาะสมสำหรับยุทธศาสตร์ระดับหน่วยธุรกิจจะแบ่งเป็นสี่ประเภท คือ การทำผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างกัน การเป็นผู้นำด้านต้นทุนต่ำ การตอบอมององอย่างรวดเร็ว การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับรัฐบาล โดยจะมีมุมมองทั้งสองทางทั้งการผลิตสินค้าโดยมีความแตกต่างกันภายในแต่ละประเทศกับการผลิตแบบเหมือนกันทั่วโลกItem การควบคุมผลการปฏิบัติงานของธุรกิจระหว่างประเทศปราณี จิตกรณ์กิจศิลป์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)ปัจจุบันนี้ความสำคัญของการบริหารงานควบคุมเป็นพื้นฐานสำหรับทุก ๆ บริษัทที่สามารถทำให้ผลการ ได้รับผลสำเร็จตรงตามเป้าหมายหน้าที่ทางการบริหาร ( Management Function) ประกอบไปด้วยหน้าที่การวางแผน การจัดการ การสั่งการ การจัดหาบุคลากร และการควบคุม ซึ่งทุกหน้าที่ต่างก็มีความสำคัญ หน้าที่ทางการบริหารเหล่านี้ไม่มีการสิ้นสุดตราบเท่าที่องค์กรยังมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หน้าที่การบริหารในส่วนของการควบคุมจึงเปรียบเสมือนจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นไปพร้อมๆกัน การที่องค์กรมีการเติบโต และมีขนาดใหญ่หน้าที่ของการควบคุมก็ยิ่งทวีความสำคัญมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากองค์กรที่ว่านี้ คือองค์กรที่ดำเนินธุรกิจบริษัทข้ามชาติ ( Multinational Corporation -MNC) ทั้งนี้การควบคุมสำหรับบริษัทช้านชาตินั้นมีความหมายกว้างกว่าการเป็นเพียงเจ้าของมีสิทธิ์โหวดเสียงเกี่ยวกับนโยบายของบริษัทเท่านั้น แต่สำหรับบริษัทข้ามชาติแล้ว การตรวจสอบภายใน นั้นทำหน้าที่สำคัญหลายประการด้วยกัน ประการแรกการตรวจสอบภายในตั้งขึ้นเพื่อการควบคุม เพื่อรักษาความปลอดภัยในทรัพย์สินของบริษัท ประการที่ 2 เจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายในมีหน้าที่ควบคุมระบบควบคุมเองด้วย เนื่องจากบริษัทต้องการความมั่นใจว่า กระบวนการในการวางแผน การรายงานและรายงานทางการเงิน ได้มีการปฏิบัติตามที่ควรจะเป็น ในการทำบัญชีให้เป็นมาตรฐานจะต้องไม่มีการปรับแต่งการรายงานผล การรายงานผลจะต้องซื่อสัตย์ ซึ่งจะทำให้ลดความผิดพลาดในการตีความในการใช้รายงานทางการเงิน บริษัทจะต้องควบคุมการปฏิบัติการการบัญชีที่ใช้ในทุกหน่วยขององค์กร ซึ่งเป็นทางหนึ่งที่จะทำให้ประสบผลสำเร็จ นอกจากนี้ประสิทธิภาพของระบบรายงานผลทางการเงินสามารถเพิ่มขึ้นได้ โดยการใช้ขั้นตอนการปฏิบัติทางบัญชีที่เป็นรูปแบบเดียวกันทั่วโลก จากสาเหตุนี้เองทำให้เราเห็นความเป็นรูปแบบอย่างมากในบริษัทข้ามชาติที่ได้ดำเนินการในต่างประเทศมานาน ในการออกแบบและการควบคุม การจัดการต้องพิจารณาถึงค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง และการบำรุงรักษาเทียบกับประโยชน์ที่ได้รับ ระบบการควบคุมต้องอาศัยการลงทุนในโครงสร้างการจัดการและการออกแบบระบบ ยกตัวอย่างเช่น ค่าใช้จ่ายของการควบคุมอย่างไม่เป็นทางการ เช่นโปรแกรมการฝึกอบรมซึ่งต้องเสียค่าใช้จ่ายจำนวนมาก ดังนั้นค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจะถูกนำมาเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ลดลงเนื่องจากอัตราการลาออกของพนักงานที่ลดลง ระบบที่ครอบคลุมทั่วโลก และระบบควบคุมที่ถูกพัฒนาแล้ว ถ้าการควบคุมทำได้ไม่ดีจะส่งผลต่อกระบวนการดำเนินกลยุทธ์ และความสามารถโดยรวมของบริษัท ผลที่เกิดขึ้นจะทำให้บริษัทสูญเสียโอกาสและเพิ่มภัยคุกคาม ในระบบการควบคุมจะต้องมีการเก็บข้อมูลทุกอย่างที่ต้องการและเลือกที่จำเป็นเท่านั้นItem การทดสอบทฤษฎีการกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศตามการเคลื่อนไหวของระดับราคา ผลการวิเคราะห์เบื้องต้นโดยใช้ข้อมูล panel data จากประเทศเอเซีย แปซิฟิคยุทธนา เศรษฐปราโมทย์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2005)รายงานการศึกษานี้ ทำการทดสอบความสามารถของปัจจัยพื้นฐานตามแนวคิด Purchasing Power Parity (PPP) ในการอธิบายการเคลื่อนไหวของอัตราแลกเปลี่ยนฯ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก โดยประยุกต์ใช้ตัวทดสอบ Unit root ภายได้ข้อมูล Panel data ผลการศึกษาที่ใต้สนับสนุนแนวคิด PPP ในระดับหนึ่งกล่าวคือตัวทดสอบ IPS และ MW สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับดับนัยสำคัญ 10% อันมีนัยยะแสดงถึงการปรับตัวของอัตราแลกเปลี่ยนฯ เข้าสู่ระดับดุลยภาพตามแนวคิด PPP อย่างไรก็ตาม ข้อควรระวังในประเด็นปัญหาอันเกิดจากข้อมูลมีความสัมพันธ์ในลักษณะ Cross-sectional Dependence ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการบิดเบือนในขนาดของตัวทดสอบ (Size Distortion) โดยผลการศึกษาโดยใช้ตัวทดสอบที่สามารถควบคุมปัญหานี้ให้ผลการทดสอบที่แตกต่างกับกล่าวคือตัวทดสอบ Demeaned-IPS สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับนัยสำคัญ 10% ในขณะที่ตัวทดสอบ CIPS และ Demeaned-MW ไม่สามารถปฏิเสธสมมุติฐาน Non-Stationary ณ ระดับนัยสำคัญ 10% โดยความไม่สอดคล้องระหว่างผลการทดสอบโดยใช้ตัวทดสอบต่าง ๆ นี้สามารถเกิดจากความแตกต่างใน Power ของตัวตัวทดสอบ หรือควาแตกต่างในความสามารถในการควบคุมปัญหา Cross-sectional DependenceItem การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การ : แนวบูรณาการกระบวนการและพฤติกรรมโกวิทย์ กังสนันท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)การบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การเป็นหลักการที่มีบทบาทและความสำคัญมากขึ้น และมีผลต่อการอยู่รอด การเติบโต และประสิทธิผลขององค์การภายใต้สภาวะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรง งานวิจัยนี้จึงเริ่มต้นทบทวนปัจจัยที่เป็นแรงขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงองค์การ ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ความล้าสมัยของรูปแบบองค์การ อิทธิพลของเทคโนโลยีสารสนเทศ โลกาภิวัฒน์ ความรุนแรงและเข้มขั้นของการเเข่งขัน ความคาดหวังของสังคม และความคาดหวังของลูกค้า ก่อนที่จะอภิปรายเกี่ยวกับขอบเขตและระดับของการเปลี่ยนแปลงองค์การ รวมถึงการเปรียบเทียบความแตกต่างของมุมมองระหว่างนักทฤษฎีและนักปฏิบัติ ผู้วิจัยได้สำรวจและทบทวนข้อเสนอตัวแบบการเปลี่ยนแปลงองค์การหลักของ kanter (1992), Cummings and Worley (1993), Kotter (1996), และ Ghoshal and Bartlett (1996) ก่อนเสนอตัวแบบบูรณาการระหว่างกระบวนการและพฤติกรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลักคือ การริเริ่มการเปลี่ยนแปลง การขอมรับการเลี่ยนแปลง การสร้างแนวร่วมการเปลี่ยนแปลง การสร้างวิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ และการสื่อสารการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาขีดความสามารถการเปลี่ยนแปลง การผนึกกำลังและขยายผลการเปลี่ยนแปลง และการจัดตั้งสถาบันและฝังรากการเปลี่ยนแปลงในวัฒนธรรมองค์การ การประสานการวิเคราะห์เชิงบูรณาการระหว่างมุมมองเชิงกระบวนการและมุมมองเชิงพฤติกรรมจึงน่าจะเป็นพื้นฐานที่สร้างความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับการบริหารการเปลี่ยนแปลงองค์การได้ชัดเจนมากขึ้นItem ผลกระทบของการรีเอนจิเนียริ่งที่มีต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์นิสดารก์ เวชยานนท์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)ในปัจจุบัน "รีเอนจิเนียริ่ง (Re-engineering)" เป็นแนวคิดที่ได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการได้ให้ความหมายของรีเอนจิเนียริ่งว่าเป็นการปฏิวัติแนวคิดที่เป็นรากฐานของกระบวนการทำรทำงทำงานทางธุรกิจเพื่อใช้เพื่อให้การเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่เริ่มต้นใหม่จากศูนย์ หรือการถอนรากถอนโคนกระบวนการทำงาน แนวคิดรีเอนจิเนียริ่งนี้มีจุดเริ่มต้นมาจากบริษัทสัญชาติอเมริกันสูญเสียความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับบริษัทต่างชาติ เพราะยังยึดติดกับแนวความคิดทางการบริหารและกระบวนการแบบเก่าที่มีมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 ดังนั้น จึงต้องมีระบบกระบวนการทำงานสอดคล้องกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน องค์การที่มีการทำรีเอนจิเนียริ่งจะส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงตัวงานและโครงสร้างของงาน คือ จากโครงสร้างงานที่ทำซ้ำๆ ไปสู่ลักษณะงานที่มีความหลากหลาย ซึ่งจะส่งผลต่อการออกแบบงาน การลดขั้นตอนของงาน การลดขั้นสายการบังคับบัญชา รวมถึงส่งผลกระทบต่อการบริหารทรัพยากรมนุษย์ขององค์การด้วย ตั้งแต่เกณฑ์ในการสรรหาและคัดเลือกพนักงานจะเปลี่ยนไปจากเดิม โดยเฉพาะในขั้นตอนของการคัดเลือก ซึ่งจะมีการทดสอบและประเมินมากขึ้น ในส่วนของการพัฒนาพนักงานจะเน้นที่การให้การศึกษามากกว่าการจัดฝึกอบรม มีการนำเอาเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้ามาช่วยในการพัฒนาบุคลากร ส่วนเกณฑ์ในการวัดผลการปฏิบัติงานและการจ่ายค่าตอบแทนจะมุ่งเน้นที่ผลงานและคุณค่าของงานเป็นหลัก มีการใช้ผู้ประเมินหลายคนทั้งจากหัวหน้างาน เพื่อนร่วมงาน ลูกน้อง และลูกค้า เป็นต้น และสุดท้ายคือในเรื่องของโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งงานจะขึ้นอยู่กับความสามารถและศักยภาพของผู้ปฏิบัติงาน โดยมีการนำระบบบประเมินศักยภาพ (Assessment Center) เข้ามาใช้ประกอบการพิจารณาด้วยItem แรงจูงใจในการทำงานของคนทำงานไทย (ความต้องการของคนทำงานไทย)ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการทำงานของคนไทย 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบแรงจูงใจในการทำงานของคนทำงางานไทยกับแรงจูงใจในการทำงานตามทฤษฎีแรงจูงใจของตะวันตก การศึกษาวิจัยนี้ เป็นการวิจัยที่ใช้รูปแบบการวิจัยสำรวจ (survey research) ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (quantitative research) โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยนี่ มี 2 กลุ่ม คือ 1) ประชากรกลุ่มแรกได้แก่ พนักงานในหน่วยงานของรัฐแห่งหนึ่ง ซึ่งส่วนใหญ่ถึงแม้ว่าจะเคยได้รับการฝึกอบรบรมในหลักสูตรด้านการบริหารที่หน่วยงานจัดให้มาบ้าง แต่ก็ไม่มีความคุ้นเคยโดยตรงกับแนวคิด ทฤษฎีแรงจูงใจของประเทศตะวันตก จนสามารถจำแนกแยกแยะหลักการที่สำคัญของแต่ละทฤษฎีได้ 2) ประชากรกลุ่มที่สอง ได้แก่ นักศึกษาภาคพิเศษหลักสูตร รัฐประศาสนศาสตร์มหาบัณฑิต ของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ปีการศึกษา 2541 ซึ่งมีสถานภาพเป็นผู้บริหารระดับกลางอยู่ในส่วนราชการรัฐวิสาหกิจและบริษัทเอกชน การเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกลุ่มแรก ใช้วิธีการสัมภาษณ์เจาะลึก (indepth-interviewing) เพื่อรวบรวมความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างเกี่ยวกับ "ปัจจัยแรงจูงใจ" และนำมาใช้เป็นข้อมูลเพื่อสร้างแบบสอบถามสำหรับใช้กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองต่อไป การเก็บรวบรวมข้อมูลจากลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่สองใช้แบบสอบถาม แจกให้กลุ่มตัวอย่างกรอกข้อมูลเองแล้วเก็บแบบสอบถามคืนทันที (self -administered questionnaire) …Item วิเคราะห์อำนาจและหน้าที่ขององค์กรในการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์สมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2007)งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์อำนาจและหน้าพี่ขององค์กรในการบริหารจัดการสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ดังนี้ คือ สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ สภาวิชาการ ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก คณะกรรมการบริหารงานบุคคล คณะกรรมการบริหารพนักงานสถาบัน และคณะกรรมการประจำคณะ/สำนัก โดยใช้วิชีวิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสาร (Documentary Research) ต่าง ๆ เช่น กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ รายงานการประชุมเเละเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งประสบการณ์จาการเป็นกรรมการของผู้วิจัยในคณะกรรมการรมการชุดต่าง ๆ ผลของการศึกษามีดังนี้ (1) สภาสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์เป็นองค์กรสูงสุด มีอำนาจและหน้าที่เเบ่งเป็น 7 ด้าน คือ ด้านการกำหนดนโยบายและแผนพัฒนาสถาบัน ด้านการบริหารจัดการ ด้านการบริหารงานบุคคล ด้านการบริหารการเงิน พัสดุและทรัพย์สิน ด้านการเรียนการสอน ด้านกฎระเบียบ และข้อบังคับ และด้านอื่น ๆ (2) สภาวิชาการมีอำนาจและหน้าที่ 6 เรื่องด้วยกัน คือ การพิจารณาและกลั่นกรองหลักสูตร การกำหนดมาตรฐานคุณภาพการศึกษาและการเรียนการสอน พิจารณาให้ความเห็นชอบตำแหน่งทางวิชาการ ปริญญากิตติมศักดิ์ แต่งตั้งคณะอนุกรรมการหรือคณะทำงาน ให้คำปรึกษาแก่อธิการบดี หรือปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่สภาสถาบันหรืออธิการบดีมอบหมายในเรื่องที่เรื่องที่เกี่ยวกับวิชาการและการเรียนการสอน (3) ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก (ทคอ.) ไม่ได้ระบุอำนาจหน้าที่ไว้ชัดเจนแต่ทำหน้าที่โดยสรุปคือ เป็นที่ปรึกษาของอธิการบดี เป็นกรรมการบริหารในการตัดสินใจและแก้ไขปัญหาร่วมกันของสถาบันโดยคำนึงถึงผลประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก พิจารณากำหนดนโยบาย กำหนดแนวปฏิบัติ การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ทำหน้าที่กลั่นกรองรวมทั้งพิจารณาเรื่องต่าง ๆ ก่อนนำเสนอสภาสถาบัน ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก การศึกษา (ทคอ.การศึกษา) มีอำนาจและและหน้าที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรการศึกษา การสอบคัดเลือกเข้าศึกษา และการเรียนการสอน ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก การวางแผนและประเมินผล มีอำนาจและและหน้าที่เกี่ยวกับนโยบายและแผน งบประมาณ กำกับและติดตามการดำเนินการตามคำรับรองการบฏิบัติราชการ กำกับและติดตามผลการดำเนินงานและโครงการวิจัยตามยุทธศาสตร์ รวมทั้งการประกันคุณภาพการศึกษา ที่ประชุมคณบดี/ผู้อำนวยการสำนัก ด้านการบริหาร มีอำนาจและหน้าที่พิจารณานำนโยบายทางด้านการบริหารไปสู่การปฏิบัติและประสานการปฏิบัติงานระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ ในสถาบันให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (4) คณะกรรมการบริหารงานบุคคลปฏิบัติหน้าที่แทนสภาสถาบัน โดยมีอำนาจและหน้าที่ตามพระราชาบัญญัติและกฎกระทรวงว่าด้วย การบริหารงานบุคคลของข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา พ.ศ. 2547 ตลอดจนพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2535 และกฎ ก.พ.ที่เกี่ยวข้อง และตามระเบียบและข้อบังดับต่าง ๆ ของสถาบันที่เกี่ยวข้อง นอกจากนั้นมีหน้าที่ช่วยคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา (ก.พ.อ.) ปฏิบัติการตามที่ได้รับมอบหมาย รวมทั้งให้ความเห็นแก่อธิการบดีตามที่อธิการบดีปรึกษา (5) คณะกรรมบริหารพนักงานตถาบันมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดียวกับคณะกรรมการบริหารงานบุคคลแต่มีอำนาจและหน้าที่เฉพาะที่เกี่ยวกับพนักงานสถาบันเท่านั้น อย่างไรก็ตามในทางปฏิบัติการดำเนินงานของคณะกรรมการบริหารพนักงานสถาบันจะนำเรื่องเสนอคณะกรรมการการบริหารานบุคคลเพื่อทราบหรือนุมัติ นอกจากนั้นเล้วยังดำเนินการในเรื่องอื่น ๆ ตามที่คณะกรรมการบริหารงานบุคคลมอบหมายด้วย 6) คณะกรรมการประจำคณะ/สำนักมีอำนาจเเละหน้าที่วางระเบียบปฏิบัติภายในสำนักด้วยความเห็นชอบของสภาสถาบัน กำหนดหลักสูตรและรายละเอียดเกี่ยวกับหลักสูตร เพื่อเสนอสภาสถาบัน จัดดำเนินการสอบไล่หรือทดสอบ รับปรึกษาและให้ความคิดเห็นแก่คณบดีหรือผู้อำนวยการสำนักในกิจการของคณะหรือสำนัก ในทางปฏิบัติคณะกรรมการประจำคณะ/สำนัก ยังทำหน้าที่ในด้านต่าง ๆ อีก เช่น การกำหนดนโยบาย แผนงานด้านการเรียนการสอน การวิจัย การบริการวิชาการ การทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม และพิจารณางบประมาณ การติดตามและประเมินผล การดำเนินงาน การพัฒนาและประกันคุณภาพการศึกษา การแต่งตั้งคณะกรรมการเเละคณะทำงานต่าง ๆ เป็นต้น ข้อเสนอแนะจากการวิจัยมี 2 ประเด็นคือ 1) ควรจัดตั้งสำนักงานสภาสถาบันเพื่อทำหน้าที่อำนวยการให้แก่สภาสถาบัน เช่น กลั่นกรองเรื่องต่าง ๆ ให้แก่สภาสถาบัน ติดตามประเมินผลการดำเนินงานตามนโยบายหรือมติของสภาสถาบัน เป็นต้น 2) ยกเลิกคณะกรรมการบริหารพนักงานสถาบันและกำหนดให้คณะกรรมการบริหารงานบุคคลมีอำนาจหน้าที่ในการบริหารพนักงานสถาบันโดยตรงItem การวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการจัดการสิ่งแวดล้อมจินตนา อมรสงวนสิน (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)บทวิจัยนี้เป็นการวิจับทางเอกสาร (documentary research) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนเนื้อหาสาระของแนวคิดและเทคนิคการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในโครงการสิ่งแวดล้อม ผลการวิจัยพบว่าการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นกระบวนการเก็บรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพอย่างมีระบบเพื่อระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องที่มีผลประโยชน์หรือเสียผลประโยชน์จากการมีโครงการหรือนโยบาย ได้แก่ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่สำคัญที่สุด (primany stakeholder) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำคัญรองลงมา (secondary stakeholder) และ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลัก (key stakeholder) และพิจารณาว่าใครควรถูกนำมาพิจารณาในการจัดทำนโยบายหรือ โครงการ และ/หรือในการนำนโยบายหรือโครงการไปปฏิบัติ เป้าประสงค์ของการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคือการให้ข้อมูลแก่ผู้มีอำนาจในการตัดสินใจนโยบายว่าผลประโยชน์ของผู้ใดหรือกลุ่มใดที่ควรจะถูกนำเข้ามาพิจารณาในกระบวนการตัดสินใจ ขั้นตอนในการที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียนั้น ประกอบด้วย (1) การเลือกเวลาในการดำเนินงานโดยควรจะดำเนินการก่อนที่การทำข้อเสนอการปฏิรูปนโยบายจะเสร็จสมบูรณ์ (2) การรวบรวมข้อมูลได้แก่การสัมภาษณ์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับนโบบาย ผู้เชี่ยวชาญท้องถิ่นที่จะที่มีความรู้เกี่ยวกับประเด็นที่ต้องการ รวมทั้งสัมภาษณ์กลุ่มต่าง ๆ หรือปัจเจกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย และการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้ดารางแมททริกซ์ (matrix) เป็นเครื่องมือในการจำแนกแยกแยะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตามอำนาจหรืออิทธิพลและความเข้าใจการสนับสนุมหรือคัดค้านการปฏิรูปนโยบายของพวกเขา และวิเคราะห์ถึงการได้รับหรือเสียผลประโยชน์ของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจากการปฏิรูปโยบายรวมทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นItem การวางแผนและจัดการจราจรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมสำหรับชุมชนเมืองจำลอง โพธิ์บุญ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)ระบบการจราจรและขนส่งในประเทศไทยเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน แต่ได้ก่อปัญหาหลายประการเช่นเดียวกัน ได้แก่ปัญหาจราจรติดขัด ปัญหาอุบัติภัยจรจรซึ่งทำให้เกิดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินเป็นจำนวนมากทุกปี มลพิษทางอากาศจากไอเสียของยานพาหนะส่งผลกระทบต่อสุขภาพอนามัยของประชาชนในชุมชนเมืองอย่างกว้างขวาง รวมทั้งการสูญเสียเงินตราจากการนำเช้าน้ำมันเชื้อเชื้อเป็นจำนวนมหาศาลในแต่ละปี การจราจรและขนส่งที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเป็นแนวทางหนึ่งซึ่งเป็นทางออกที่ดีสำหรับปัญหาและผลกระทบจากการจราจรในชุมชน หลักการสำคัญคือการพิจารณาการจราจรและขนส่งอย่างเป็นระบบ โดยคำนึงถึงถึงผลประโยชน์และผลกระทบทั้งต่อสภาพแวดล้อม สังคม บุคคล และระบบเศรษฐกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบโดยตรงในด้านการจราจรและขนส่งของชุมชนในพื้นพื้นที่ สามารถประยุกต์แนวทางดังกล่าวนี้มาใช้โดยผ่านกระบวนการวางแผนและบริหารจัดการเชิงกลยุทธ์ โดยในทุกขั้นตอนจะต้องสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนและทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างทั่วถึง เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปอย่างต่อเนื่อง เกิดผลดีต่อทุกฝ่ายอย่างแท้จริง และนำไปสู่การมีชุมชนที่น่าอยู่และยั่งยืนตลอดไปItem การวิเคราะห์การถดถอยจันทนา อินทปัญญา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)การวิเคราะห์การถดถอยคือกระบวนการที่จะหาหรือประมาณการความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรสุ่ม Y และตัวแปร X โดยจะเรียกตัวแปรสุ่ม Y ว่า ตัวแปรตามหรือตัวแปรตอบสนอง (dependent or response variable) และเรียกตัวแปร X ว่าตัวแปรอิสระหรือตัวแปรตอบสนอง (independent or predictor variable) วัตถุประสงค์ของการวิเคราะห์การถดถอยก็เพื่อให้ทราบว่า ตัวแปร Y ขึ้นอยู่กับตัวแปร X จริงหรือไม่ ถ้า Y ขึ้นอยู่กับ X จริง ก็จะสามารถทำนายค่าของ Y ได้เมื่อกำหนดค่าของ X มาให้ …Item การถ่ายทอดเป้าประสงค์และตัวชี้วัดจากระดับองค์กรสู่ระดับหน่วยงานและบุคคล : กรณีศึกษาสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสมพร ศิลป์สุวรรณ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2009)การศึกษาเรื่อง "การถ่ายทอดเป้าประสงค์และตัวชี้วัดจากระดับองค์กรสู่ระดับหน่วยงานและบุคคล: กรณีศึกษาสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ" มีวัตถุประสงค์ที่สำคัญเพื่อขัดทำตัวชี้วัดของกลุ่มงานและบุคลากรของสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ ให้สอดรับกับตัวชี้วัดของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจและภาระงานประจำของบุคลากรแต่ละคน ทำการศึกษาโดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าจากเอกสารที่เกี่ยวข้องและการระคมความคิดของบุคลากรสายสนับสนุนของสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนากาการเศรษฐกิจ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการศึกษามี 2 ขั้นตอน คือ 1) การแปลงเป้าประสงค์ตามแผนยุทธศาสตร์และตัวชี้วัดของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสู่สำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ โดยมี 4 ขันตอนคือ การจัดทำแผนที่กลยุทธ์ (Stategy Map) ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ การขึ้นชั้นบทบาท หน้าที่งานของสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ การกำหนดเป้าประสงค์ของสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจ และการกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละเป้าประสงค์ และ 2) การแปลงเป้าประสงค์ของสำนักงานเลขานุการคณะพัฒนาการเศรษฐกิจสู่บุคลากรสายสนับสนุน ซึ่งมี 4 ขั้นตอน คือ การยืนยันหน้าที่งานของบุคคล การกำหนดเป้าประสงค์ของบุคคล การกำหนดตัวชี้วัดในแต่ละป้าประสงค์ และการจัดกลุ่มตัวชี้วัด ผลของการศึกษา จำนวนตัวชี้วัดตามเป้าประสงค์ของคณะพัฒนาการเศรษฐกิจและตามภาระงานประจำของกลุ่มงานต่าง ๆ มีดังนี้ กลุ่มงานบริหารและธุรการ จำนวน 33 ตัวชี้วัด กลุ่มงานการเงินและพัสดุจำนวน 23 ตัวชี้วัด กลุ่มงานการศึกษา จำนวน 42 ตัวชี้วัด และกลุ่มงานแผนและพัฒนา จำนวน 27 27 ตัวชี้วัดสำหรับตัวชี้วัดรายบุคคล มีจำนวนระหว่าง 3 - 24 ตัวชี้วัด ตัวชี้วัดแบ่งเป็นทั้งประเภทเชิงปริมาณ คุณภาพ เวลา และความพึงพอใจItem การวิเคราะห์นโยบายการจัดการและอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทยเทียบกับต่างประเทศวิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2007)การศึกษานี้เป็นการรวบข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งต่างๆ เกี่ยวกับการจัดการและอนุรักษ์จพลังงานของต่างประเทศ ได้แก่ ข้อมูลพื้นฐานด้านพลังงาน นโยบายด้านพลังงาน องค์กรหรือหน่วยงานด้านพลังงาน ยุทธศาสตร์ นโยบาย และมาตรการการจัดการและอนุรักษ์พลังงานของประเทศไทยได้ถูกนำมาพิจารณาเช่นกัน จะเห็นว่าทุกประเทศให้ความสำคัญกับการจัดหาแหล่งและชนิดของพลังงานเพิ่มมากขึ้น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านพลังงานให้กับประเทศ และลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ และได้คำนึงถึงการปกป้องด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การลดก๊าซเรือนกระจกและมลพิษต่างๆ ที่เกิดจากการใช้พลังงานฟอสซิล ซึ่งทำให้ประเทศต่างๆ หันมาพัฒนาพลังงานหมุนเวียนและพลังงานสะอาดมากขึ้น สำหรับพลังงานหมุนเวียนที่แต่ละประเทศนำมาใช้นั้นจะขึ้นอยู่กับแหล่งพลังงาน ศักยภาพของพลังงาน และเทคโนโลยีที่มีอยู่ของแต่ละประเทศประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหรัฐอเมริกา และญี่ปุ่น ให้ความสนใจในการพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์และพลังงานถ่านหินสะอาด และความเติบโตทางเศรษฐกิจควบคู่กับการจัดการและอนุรักษ์พลังงาน การใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ทุกประเทศให้ความสำคัญเนื่องจากปริมาณพลังงานสำรองได้ลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะพลังงานฟอสซิลที่ใช้เป็นพลังงานหลักในปัจจุบันองค์กรด้านพลังงานในประเทศและระหว่างประเทศได้เกิดขึ้นมากมายเพื่อรองรับการจัดการและอนุรักษ์พลังงานทั้งทางด้านข้อมูลสติด้านพลังงาน การคาดการณ์ต่างๆ และเพื่อสนับสนุนนโยบายและมาตรการด้านพลังงานItem การประยุกต์หลักเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการและอนุรักษ์พลังงานของประเทศวิสาขา ภู่จินดา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2008)การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์ใช้ในการจัดการพลังงานของประเทศ และเพื่อวิเคราะห์หลักการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมและเสนอแนะแนวทางที่เป็นไปได้ ผลการศึกษาพบว่าหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการพลังงานได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับชุมชนเพราะเป็นหน่วยเล็กที่สามารถบริหารจัดการได้ง่าย และทางภาครัฐเองก็ได้มีการสนับสนุนการวางแผนในการจัดการพลังงานชุมชนอยู่แล้ว รวมทั้งสนับสนุนการผลิตพลังงานใช้เองในระดับชุมชนและในภาคอุตสาหกรรม และมีการรับซื้อพลังงานที่ผลิตจากพลังงานหมุนเวียนในราคาที่สูง (Adder) หลักที่สำคัญของการประยุกติใช้หลักลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการจัดการพลังงานของประเทศ คือ การลดการพึ่งพาพลังงานจากต่างประเทศ โดยการผลิตพลังงานใช้เองโดยพึ่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่ในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุดและใช้อย่างมีคุณค่า รู้จักเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสภาพการณ์และสภาพแวดล้อม การหาแหล่งพลังงานให้มีความหลากหลายเพื่อลดการพึ่งพลังงานจากแหล่งเดียวและลดความเสียงการหมดไปของพลังงานที่จะเกิดขึ้น การสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการพลังงาน การพึงแรงงานแทนการใช้เทคโนโลยีซึ่งเป็นการสร้างงานให้กับท้องถิ่นก็เป็นการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประยุกต์Item ธรรมาภิบาลกับการกระจายอำนาจณดา จันทร์สม (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2006)การกระจายอำนาจการบริหาร การคลัง และการเมืองของรัฐบาลส่วนกลางให้แก่รัฐบาลท้องถิ่นเป็นแนวโน้มให้เห็นเพิ่มมากขึ้นในประเทศต่าง ๆ โดยมีความคาดหวังการกระจายอำนาจจะช่วยให้การดอบสนองความต้องการของประชาชนเป็นไปได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้น อีกทั้งการถ่ายโอนอำนาจควรจะนำไปสู่การเพิ่มความรับผิดรับชอบให้แก่รัฐบาล และลดปัญหาคอรัปชั่น อย่างไรก็ตาม ยังมีข้อโต้แย้งที่เห็นได้จากสภาพความเป็นจริงว่า การกระจายอำนาจกลับไม่ได้นำมาซึ่งการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีขึ้น ทั้งทางด้านผลการดำเนินงาน และทางด้านธรรมาภิบาล โดยมักจะการกล่าวอ้างถึงความอ่อนแอที่เกิดขึ้นในองค์กรระดับท้องถิ่น การกระจายอำนาจนำไปสู่ปัญหาในการประสานงาน ปัญหาความไม่มีศักยภาพของผู้บริหารระดับท้องถิ่น ปัญหาต่อการจัดการบริการสาธารณะแก่สังคมได้อย่างเพียงพอทั้งคุณภาพและปริมาณ และปัญหาคอรัปชั่น ดังนั้น ประเด็นปัญหาหนึ่งที่ยังมีผู้ตั้งเป็นคำถามเพื่อการศึกษาวิจัยอย่างต่อเนื่อง จากการที่ยังมีข้อโต้แย้งที่ไม่มีข้อสรุป และการศึกษาเชิงประจักษ์ที่ผ่านมายังไม่สามารถให้คำตอบที่สอดคล้องกัน คือ ความสัมพันธ์ของการกระจายอำนาจกับคุณภาพของรัฐบาล หรืออีกนัยหนึ่ง "การกระจายอำนาจที่น่าจะช่วยให้รัฐเข้าถึงประชาชนและสะท้อนความต้องการของประชาชนได้ดีกว่า ทำให้รัฐบาลมีความรับผิดรับชอบโปร่งใส และมีประสิทธิภาพในการบริหารราชการได้ดีกว่าจริงหรือ” …Item สุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานจินดาลักษณ์ วัฒนสินธุ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2009)รายงานการวิจัยเรื่องสุขภาพและความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงานเป็นการวิจัยจากเอกสาร (Documentary Research) ผู้เขียนรายงานศึกษาค้นคว้าจากเอกสารตำรา และรายงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ประเด็นที่ศึกษามี 3 ประเด็น คือ 1, กฎหมายเกี่ยวกับความปลอดภัยและอาชีวอนามัย ซึ่งบางประเทศมีกฎหมายเฉพาะ เช่น ของสหรัฐอเมริกา มีกฎหมายนี้มาตั้งแต่ ค.ศ. 1970 บางประเทศ เช่น ประเทศไทยยังไม่มีกฎหมาขเฉพาะอาศัยบทบัญญัติของกฎหมายคุ้มครองแรงงาน 2, ระบบการจัดการความปลอดภัย และอาชีวอนามัยได้ศึกษาระบบการจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัยขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ระบบการจัดการความปลอดภัยในสถานที่ทำงานของสหรัฐอเมิรกา และระบบจัดการความปลอดภัยและอาชีวอนามัยของประเทศไทย รวมทั้งหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบ 3, ศึกษาแผนแม่บทของงานความปลอดภัย อาชีวอนามัยและสภาพแวดล้อมในการทำงานของประเทศไทยพร้อมทั้งข้อเสนอแนะในการปรับปรุงงานด้านนี้ให้มีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นItem การประเมินผลการฝึกอบรมและการหาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาการจัดการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์อุบลวรรณา แก้วเจริญไพศาล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2012)คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตพัฒนริหารศาสตร์ ได้จัดหลักสูตรพัฒนาบุคลากลากรและฝึกอบรมให้แก่ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ บริษัทเอกชน ผู้บริหารและบุคคลทั่วไป รวมกว่า ๑๐,๐๐๐ คน หรือกว่า ๑๐๐ รุ่นในระยะเวลากว่า ๓๐ ปีที่ผ่านมา เพื่อสร้างผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีมีขีดความสามารถในการบริหารจัดการสำหรับผู้บริหาร สถานการณ์ทางเมืองที่ขาดเสถียรภาพ ภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำอย่างต่อเนื่องในระยะหลายปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดการแข่งขันในการบริการวิชาการระหว่างสถาบันการศึกษาและองค์กรบริการวิชาการต่างๆอย่างเข้มข้น ทั้งในรูปแบบ คุณภาพ และการส่งเสริมการตลาด ผู้สมัครเข้ารับบริการฝึกอบรมของคณะมีจำนวนลดน้อยลง เป็นความจำเป็นที่คณะรัฐประศาสนศาสตร์ ต้องปรับตัวหารูปแบบและปรับขีดความสามารถในการให้บริการให้สัมพันธ์กับสถานการณ์การแข่งขันที่เปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิม รายงานวิจัยเรื่อง การประเมินผลการฝึกอบรมและการหาแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรการพัฒนาการจัดการ คณะรัฐประศาสนศาสตร์ สถาบันบัณฑิตฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ เป็นการประยุกต์แนวทางการตลาดสมัยใหม่มาใช้ในการบริหารงานพัฒนาฝึกอบรมของคณะรัฐประศาสนศาสตร์ วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อประเมินผลหลักสูตรในมุมมองของผู้ผ่านการอบรม และสำรวจความต้องการในการฝึกอบรมสำหรับผู้ไม่เคยเข้ารับการอบรม ศึกษาสภาพปัญหา ความต้องการและความจำเป็นในการฝึกอบรมสำหรับผู้บริหารของหน่วยงานภาครัฐและเอกชน รวมทั้งศึกษาความเป็นไปได้ในการสร้างพันธมิตรช่องทางต่างๆ ในการร่วมจัดและบริหารหลักสูตรพัฒนาการจัดการ (Mini Master of Management Program)) ระหว่างคณะรัฐประศาสนศาสตร์ กับองค์การต่าง ๆ เพื่อสนองตอบความต้องการของหน่วยงาน และยกระดับการประกันคุณภาพการศึกษาในการให้บริการแก่สังคม รูปแบบการวิจัยในการดำเนินโครงการเป็นการวิจัยผสม ระหว่างเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพประชากรในการศึกษาและตัวอย่างมีทั้งด้านอุปสงค์และอุปทาน ด้านอุปสงค์เป็นการศึกษาความเห็นของผู้บริหารสำหรับหลักสูตรการพัฒนาการจัดการ โดยกำหนดเป็น ๒ กลุ่มคือ ผู้ที่ผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาการจัดการของคณะรัฐประศาสนศาสตร์มาแล้ว แล้ว และกลุ่มผู้บริหารคาดหวังที่ยังไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรการพัฒนาการจัดการของคณะรัฐประศาสนสาสตร์ ส่วนด้านอุปทาน เป็นการศึกษาองค์กรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนาเป็นองค์กรพันธมิตรที่จะร่วมจัดหลักสูตรการพัฒนาการจัดการกับคณะรัฐประศาสนศาสตร์ การวิเคราะห์ข้อมูลด้านอุปสงค์ใช้การวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและอัตราส่วนร้อยละ ส่วนด้านอุปทานใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณา ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรส่วนใหญ่มีความเห็นว่า หลักสูตรการพัฒนาการจัดการเป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างจะสมบูรณ์ครอบคลุมเนื้อหาสาระ ที่สำคัญสำหรับองค์การ ยุคใหม่และสถานการณ์ในปัจจุบัน สามารถจุดประกายความคิดให้ผู้ผ่านการอบรมของหลักสูตรมองเห็นแนวทางในการนำไปปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และนำไปปรับปรงระบบการบริหารจัดการในหน่วยงานของตนเองได้อย่างเหมาะสม การวิจัยสำรวจกลุ่มเป้าหมายที่ไม่เคยเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตร ปรากฏว่าเกือบกึ่งหนึ่งของกลุ่มเป้าหมายไม่รู้หรือไม่เคยได้ยินชื่อหลักสูตรการพัฒนาการจัดการของคณะมาก่อน อีกร้อยละ ๔๒ เคยได้ยินมาบ้างแต่ไม่ชัดเจน มีผู้ตอบแบบสอบถามว่ารู้จักดีเพียงร้อยละ ๑๒ และดีมากร้อยละ ๑ตามลำดับ เมื่อสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงสร้างหลักสูตรฝึกอบรมการพัฒนาการจัดการ ซึ่งประกอบด้วย ๒๗ หัวข้อวิชา รวม ๘๔ ชั่วโมง ปรากฏว่าความเห็นเกือบทั้งหมดของผู้ตอบแบบสอบถามItem การศึกษาความต้องการใช้บริการข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลในเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ธัชพงศ์พัฒน์ สีหะนาม; เกษมศานต์ โชติชาครพันธุ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2014)การศึกษาความต้องการใช้บริการข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลในเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการใช้ข้อมูลสารสนเทศด้านทรัพยากรบุคคลทางเว็บไชต์ของกองบริหารทรัพยากรบุคคล และการพัฒนาเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคล สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ โดยเป็นการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นบุคลากรในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ จำนวน 704 ราย ได้ขนาดของตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane จำนวน 255 ราย การสุ่มตัวอย่างสุ่มแบบโควตา(Quota Sampling) และแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในเก็บรวบรวมข้อมูล และได้รับแบบสอบถามกลับคืน จำนวน 232 ราย สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test เเล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์และประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณหาค่าสถิติต่างๆ สำหรับคำถามปลายเปิดใช้วิธีวิธีวิเคราะห์เนื้อหา(Content Analysis) แล้วเรียบเรียงออกมาเป็นประเด็นหลัก ซึ่งปรากฎผลการวิจัย ดังนี้ ส่วนที่ 1 ข้อมูลทั่วไป ผลการวิจัย พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 71.1 มีอายุระหว่าง 31 - 35 ปี ร้อยละ 21.6 การศึกษาระดับปริญญาตรี - ปริญญาโท มีจำนวนมากที่สุด กลุ่มตัวอย่างปฏิบัติงานในหน่วยงานระดับคณะมากที่สุด ลักษณะงานที่ปฏิบัติมากที่สุด คือ ด้านบริหารงานทั่วไป/ธุรการ อายุงานเฉลี่ย 9.36 ปี ส่วนที่ 2 การใช้เว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคล กลุ่มตัวอย่างมีการใช้สารสนเทศหัวข้อข่าวประชาสัมพันธ์การอบรม และการรับสมัครงานมากที่สุด คะแนนเฉลี่ย 3.20 และสำหรับด้านข้อมูลการให้บริการ มีการใช้งานสารสนเทศแบบฟอร์มต่างๆ ของบุคลากรมากที่สุด มีคะเเนนเฉลี่ย 3.34 ส่วนที่ 3 ความคิดเห็นต่อเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคลด้านความเหมาะสมกลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อเว็บไซต์ ด้านความน่าเชื่อถือมีความเหมาะสมมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 3.43 และมีความคิดเห็นว่าเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคลมีความเหมาะสมด้านความเป็นมัลติมีเดียน้อยที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 2.84 ส่วนที่ 4 ความต้องการเว็บไซต์ที่กองบริหารทรัพยากรบุคคคล หัวข้อที่กลุ่มตัวอย่างมีต้องการใช้ข้อมูลในระดับมาก คือ กฎระเบียบ หลักเกณฑ์วิธีการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล คะแนนเฉลี่ย 3.82 รองลงมาคือ แบบฟอร์มต่างๆ ของบุคลากร มีคะแนนเฉลี่ย 3.80 ข้อมูลสวัสดิการสิทธิประโยชน์ต่างๆ ของบุคลากร และการประเมินผลการปฏิบัติงาน มีคะแนนเฉลี่ย 3.76 และ 3.69 ตามลำดับ หัวข้อที่มีความต้องการใช้ข้อมูลในระดับปานกลาง คือ หัวข้อความก้าวหน้าในสายอาชีพมากที่สุด มีคะแนนเฉลี่ย 3.67 รองลงมาคือ การพัฒนาบุคลากร มีคะแนนเฉลี่ย 3.53 การส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณในการปฏิบัติราชการ และการสมัครงาน มีคะแนนเฉลี่ย 3.39 และ 3.22 ตามลำดับ สารสนเทศที่ต้องการให้มีในเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคลเพิ่มเติมในระดับมาก และมากที่สุด คือ รายละเอียดเกี่ยวกับสวัสดิการ รายละเอียดเกี่ยวกับวิธีการปรับเงินเดือน/การปรับฐานเงินเดือน กฎระเบียบเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ตัวอย่างผลงานทางวิชาการที่ดี รายละเอียดเกี่ยวกับการฝึกอบรม ตัวอย่างคู่มือการปฏิบัติงาน/ผลงานทางวิชาการ ตัวอย่างการเขียนข้อมูล/กรอกข้อมูลความก้าวหน้าทางวิชาชีพ การแนะนำบุคลากรเข้าใหม่ และแบบฟอร์มภาษาอังกฤษสำหรับอาจารย์ชาวต่างประเทศ เป็นต้น โดยสารสนเทศที่ต้องการให้มีในเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคลเพิ่มเติมในระดับปานกลาง คือ ข้อมูลเกี่ยวกับอัตรากำลัง ตัวอย่างการทำเล่มรายงานผลงานเพื่อต่อสัญญาจ้าง และแนวข้อสอบการสอบเข้าหรือเนื้อหาการสอบเข้าทำงาน เป็นต้น สำหรับข้อเสนอแนะ เว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคลควรปรับปรุงข้อมูลให้ทันสมัยเป็นปัจจุบัน เช่น ข้อมูลการประกาศรับสมัครงาน การประกาศผลสอบแข่งขันการสมัครงานให้ทันเวลาตามที่กำหนด ควรมีการพัฒนาช่องทางสำหรับติดต่อสอบถามหรือขอคำแนะนำผ่านทานทางเว็บไซต์ ควรทำลิงค์ข้อมูลต่างๆ ให้ดูง่ายในการสืบค้นหาข้อมูล ควรปรับปรุงความเป็นมัลติมีเดียให้มากขึ้น ให้มีรูปแบบที่มีความทันสมัย มีการจัดหมวดหมู่ในแต่ละเรื่องให้มีความเป็นระเบียบ มีการเชื่อมโยงข้อมูลให้ครอบคลุม และรวมทั้งความรวดเร็วในการเข้าถึงเว็บไซต์กองบริหารทรัพยากรบุคคลItem ทัศนคติต่อการรับทุนสนับสนุนวิจัยของข้าราชการและพนักงานสายสนับสนุน : กรณีศึกษาทุนรางวัลค้นคว้าในวิทยาการการเขียนเอกสารวิชาการคณิตตา บุณนาค (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2014)การวิจัยเรื่องนี้ เป็นการวิจัยแบบบูรณาการ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของกระบวนการให้ทุนสนับสนุนทุนวิจัยของข้าราชการและพนักงานสายสนับสนุน กรณีศึกษาทุนรางวัลค้นคว้าในวิทยาการการเขียนเอกสารวิชาการ การวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของกระบวนการให้ทุนส่งเสริมฯ การเขียนเอกสารวิชาการ ศึกษาปัญหา อุปสรรคของกระบวนการให้ทุนส่งเสริมการเขียนเอกสารวิชาการและศึกษาทางการพัฒนากระบวนการให้ทุนส่งเสริมการเขียนเอกสารวิชาการของสำนักวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ประชากรที่ศึกษา คือ บุคลากรในสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์จำนวนทั้งหมด 528 ราย ซึ่งได้ขนาดของตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane จำนวน 225 ราย การสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความน่าจะเป็น ด้วยวิธีสุ่มอย่างง่าย (Simple Random sampling) ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้ที่เคยได้รับทุน จำนวน 4 ราย โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) แล้วนำข้อมูลมาดำเนินการวิเคราะห์และประมวลผลด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ เพื่อคำนวณหาค่าสถิติต่าง ๆ และพรรณนาตามผลการสัมภาษณ์ ซึ่งปรากฏผลการวิจัย ดังนี้ ผลการวิจัย พบว่า พนักงานสถาบันฯผู้ให้ข้อมูล เพศหญิง ร้อยละ 76.4 เพศชาย ร้อยละ 23.6 มีอายุระหว่าง 31-40 ปี ร้อยละ 43.1 รองลงมา อายุระหว่าง 41-50 ปี ร้อยละ 31.2 การศึกษาระดับปริญญาตรี ร้อยละ 62.7 เป็นโสดร้อยละ 47.6 เป็นข้าราชการ ร้อยละ 44.0 เป็นพนักงานสถาบัน ร้อยละ 36.9 เป็นนักวิชาการการเงินและนักบัญชีปฎิบัติการ ร้อยละ 8.9 รองลงมาเจ้าหน้าที่บริหารงานทั่วไป ร้อยละ 6.7 สังกัดสำนักบรรณสารการพัฒนา มีร้อยละ 11.6 คณะสถิติประยุกต์ ร้อยละ 10.2 และกองคลังและพัสดุ ร้อยละ 7.1 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,000-20,000 บาท ร้อยละ 6.7 รองลงมา 20,001-30,000 บาท ร้อยละ 3.6 อายุงานในสถาบันเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 16 – 20 ปี ร้อยละ 24.4 รองลงมา เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1 – 5 ปี ร้อยละ 18.7 ประสบการณ์การทำวิจัยเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 1 – 3 ปี ร้อยละ 20.0 รองลงมาอยู่ระหว่าง 4 – 6 ปี และ 10 – 12 ปี ร้อยละ 5.3 จำนวนเรื่องที่ผ่านการอนุมัติมี 1 เรื่องต่อคน คิดเป็น ร้อยละ 7.6 สำหรับปัญหาและอุปสรรคในการขอทุน คือ ด้านประชาสัมพันธ์ยังไม่ทั่วถึงต้องเปิดเว็บไซต์ของสำนักวิจัยเท่านั้นจึงจะทราบความเคลื่อนไหวเกี่ยวกับการขอทุน และยังพบว่าการคัดเลือกหัวข้อในการทำวิจัยให้สอดคล้องเหมาะสมกับงานที่ปฏิบัติค่อนข้างยาก รวมทั้งปัญหาการไม่มีเวลาในการทำวิจัย ไม่มีความรู้ความสามารถในการทำวิจัยและปัญหาด้านขั้นตอนการส่งข้อเสนอโครงการใช้เวลานาน ระยะเวลาการแจ้งผลให้ทราบยังล่าช้า โดยมีข้อเสนอแนะ ควรเปิดโอกาสให้ทำวิจัยในหัวข้อที่สนใจ และสามารถนำผลงานมาใช้อ้างอิงในการขอเลื่อนตำแหน่งได้ ส่วนข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกระบวนการให้ทุน คือ มีการประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึง โดยการประชาสัมพันธ์รายบุคคล

