ประสิทธิผลของการพัฒนาจิตเชิงบวกต่อความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
Publisher
Issued Date
2019
Issued Date (B.E.)
2562
Available Date
Copyright Date
Resource Type
Series
Edition
Language
tha
File Type
application/pdf
No. of Pages/File Size
257 แผ่น
ISBN
ISSN
eISSN
Other identifier(s)
b210740
Identifier(s)
Access Rights
Access Status
Rights
ผลงานนี้เผยแพร่ภายใต้ สัญญาอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์แบบ แสดงที่มา-ไม่ใช้เพื่อการค้า-ไม่ดัดแปลง 4.0 (CC BY-NC-ND 4.0)
Rights Holder(s)
Physical Location
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์. สำนักบรรณสารการพัฒนา
Bibliographic Citation
Citation
อดิศา วสวานนท์ (2019). ประสิทธิผลของการพัฒนาจิตเชิงบวกต่อความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย. Retrieved from: https://repository.nida.ac.th/handle/662723737/5106.
Title
ประสิทธิผลของการพัฒนาจิตเชิงบวกต่อความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ ในนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย
Alternative Title(s)
Effectiveness of promoting positive psychology towards elderly care among senior in high school students
Author(s)
Advisor(s)
Editor(s)
item.page.dc.contrubutor.advisor
Advisor's email
Contributor(s)
Contributor(s)
Abstract
การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองที่มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาประสิทธิผลของการพัฒนาจิตเชิงบวกต่อความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ โดยการส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุ และการพัฒนาการมองโลกในแง่ดี ของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย และเพื่อศึกษาสาเหตุสมทบทางด้านจิตลักษณะและสถานการณ์ที่เกี่ยวกับความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายปีที่ 4 และ 5 จำนวน 6 โรงเรียน รวมทั้งสิ้น 472 คน ซึ่งเป็นนักเรียนเพศชาย จำนวน 211 คน (ร้อยละ 44.7) นักเรียนเพศหญิง จำนวน 261 คน (ร้อยละ 55.3) เป็นนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 204 คน (ร้อยละ 43.2) นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 268 คน (ร้อยละ 56.8)
การวิจัยนี้ได้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบ Post test – Only with Control Group Design โดยทำการสุ่มแบ่งนักเรียนออกเป็น 4 กลุ่ม ด้วยวิธีการสุ่มโดยไม่ลำเอียง (Random Assignment) เข้ากลุ่มทดลอง ดังนี้ นักเรียนกลุ่มที่ 1 จำนวน 120 คน ได้รับสารชักจูงส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุและสารชักจูงการพัฒนาการมองโลกในแง่ดี นักเรียนกลุ่มที่ 2 จำนวน 118 คน ได้รับสารชักจูงส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุและสารควบคุมการใช้สินค้าไทย นักเรียนกลุ่มที่ 3 จำนวน 118 คน ได้รับสารชักจูงการพัฒนาการมองโลกในแง่ดีและสารควบคุมการเรียนภาษาอังกฤษ นักเรียนกลุ่มที่ 4 จำนวน 116 คน ได้รับสารควบคุมการใช้สินค้าไทยและสารควบคุมการเรียนภาษาอังกฤษ หลังจากอ่านบทความเป็นเวลา 15 นาที จึงให้ตอบคำถามในแบบวัด
ตัวแปรในงานวิจัยนี้ประกอบด้วย 5 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวแปรจัดกระทำจิตเชิงบวก คือ การได้รับสารชักจูงการส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุ และการได้รับสารชักจูงการพัฒนาการมองโลกในแง่ดี 2) กลุ่มจิตลักษณะสมทบ ได้แก่ ทัศนคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน ความเชื่ออำนาจในตน และการรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา 3) กลุ่มตัวแปรสถานการณ์สมทบ ได้แก่ การเห็นแบบอย่างการดูแลผู้สูงอายุจากบุคคลรอบข้าง การอบรมเลี้ยงดูแบบรักสนับสนุนและใช้เหตุผล การเห็นแบบอย่างที่ดีจากสื่อ และประสบการณ์จากโรงเรียนเกี่ยวกับผู้สูงอายุ 4) กลุ่มตัวแปรความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ ได้แก่ ความพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุ และความพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นดูแลผู้สูงอายุ 5) กลุ่มตัวแปรชีวสังคมภูมิหลัง เช่น เพศ เกรดเฉลี่ยสะสม ลักษณะครอบครัว การศึกษาบิดา-มารดา เป็นต้น แบบวัดในงานวิจัยนี้เป็นแบบวัดชนิดมาตรประเมินค่า มีการวิเคราะห์ผลทั้งในกลุ่มรวมและกลุ่มย่อย 26 กลุ่ม
ผลการวิจัยที่สำคัญมี 3 ประการดังนี้ ประการแรก พบว่า นักเรียนที่ได้รับสารชักจูงส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุ ได้รับสารชักจูงการพัฒนาการมองโลกในแง่ดี และมีลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตนสูง มีความพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นดูแลผู้สูงอายุมากกว่า นักเรียนที่ไม่ได้รับสารชักจูงส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุ ไม่ได้รับสารชักจูงการพัฒนาการมองโลกในแง่ดี และมีลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตนต่ำ ประการที่ 2 ปัจจัยด้านจิตลักษณะสมทบและสถานการณ์สมทบ รวมเป็น 8 ตัวแปร สามารถทำนายความพร้อมที่จะดูแลผู้สูงอายุ ในกลุ่มรวมได้ 47.6% โดยมีตัวทำนายที่สำคัญตามลำดับจากมากไปน้อย คือ ทัศนคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ ลักษณะมุ่งอนาคตควบคุมตน การเห็นแบบอย่างการดูแลผู้สูงอายุจากบุคคลรอบข้าง การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา โดยมีค่าเบต้า ได้แก่ .49, .12, .11 และ .10 และ 2) ความพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นดูแลผู้สูงอายุ ในกลุ่มรวม 54.9% โดยมีตัวทำนายที่สำคัญเรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ทัศนคติที่ดีต่อผู้สูงอายุ การรู้จักเอาใจเขามาใส่ใจเรา และการเห็นแบบอย่างที่ดีจากสื่อ โดยมีค่าเบต้า ได้แก่ .44, .24, .19 ประการที่สาม ผลการวิเคราะห์อิทธิพลเชิงเส้น พบว่า ตัวแปรกลุ่มการจัดกระทำ มีอิทธิพลทางตรงและทางอ้อมต่อจิตเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ โดยผ่านกลุ่มตัวแปรจิตลักษณะสมทบ และกลุ่มตัวแปรด้านสถานการณ์สมทบ โดยพบว่าตัวแปรแฝงที่มีอิทธิพลโดยรวมต่อตัวแปรแฝงความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ เรียงลำดับจากมากไปน้อย คือ ตัวแปรแฝงการอ่านสารชักจูงการมองโลกในแง่ดีตัวแปรแฝงการอ่านสารชักจูงทัศนคติที่ดีต่อการช่วยเหลือผู้สูงอายุ ตัวแปรแฝงจิตลักษณะสมทบ และตัวแปรแฝงสถานการณ์สมทบ โดยค่าสัมประสิทธิ์การทำนาย (R2) ของสมการโครงสร้างตัวแปรภายในของตัวแปรแฝงจิตเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ มีค่าเท่ากับ 0.693
จากผลการวิจัย พบว่าการได้รับสารชักจูงส่งเสริมทัศนคติที่ดีที่จะดูแลผู้สูงอายุ และ/หรือการได้รับสารชักจูงการพัฒนาการมองโลกในแง่ดี ส่งผลให้นักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมีความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุ อย่างไรก็ตามเพื่อเป็นการเสริมสร้างประสิทธิผลของการพัฒนาจิตเชิงบวกต่อความตั้งใจที่จะดูแลผู้สูงอายุในนักเรียนมัธยมศึกษษาตอนปลาย ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะดังนี้ 1) สามารถนำผลการวิจัยมาพัฒนาต่อในการสร้างชุดการเรียนรู้ และส่งเสริมให้ทำกิจกรรมอื่นร่วมด้วย เพื่อเป็นการส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนเป็นผู้มีความพร้อมที่จะช่วยเหลือผู้สูงอายุ และมีความพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นมีความพร้อมที่จะสนับสนุนให้ผู้อื่นดูแลผู้สูงอายุ นอกจากนี้ ควรทำวิจัยโดยการเก็บข้อมูลจากหลายให้ครอบคลุมทุกภูมิภาคของประเทศไทย หรือศึกษาเจาะลึกในภูมิภาคที่มีจำนวนผู้สูงอายุมากนอกเหนือจากกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล เช่น ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เพื่อช่วยในการยืนยันผลที่พบว่าความแตกต่างทางด้านภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้น ส่งผลต่อจิตเชิงบวกต่อผู้สูงอายุหรือไม่ อย่างไร รวมทั้งอาจะมีการศึกษาตัวแปรอื่นเพิ่มเติม ที่คาดว่าจะมีความสัมพันธ์กับจิตเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ เช่นทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก การมองแบบเหมารวม เป็นต้น และเพื่อให้ผลการวิจัยมีความชัดเจนสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น ในการทำวิจัยครั้งต่อไปควรมีการทำวิจัยในเชิงคุณภาพในกลุ่มตัวอย่างที่สำคัญควบคู่ไปด้วย โดยใช้วิธีการสนทนาแบบกลุ่ม (Focus Group) หรือการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) ซึ่งจะทำให้สามารถตอบคำถามการวิจัยให้มีความครอบคลุมและน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น
This research was an experimental study, aiming at investigating the effectiveness of promoting positive psychology towards elderly care among senior high school students, as well as, examining psycho-social and cause of psychological and situational factors on positive intention towards elder in high school students. This study was post test only with control group design. The total of 472 high school students from six schools with 211 male (44.7%), and 261 female (55.3%) 204 secondary 4 students (43.2%) 268 secondary 5 students (56.8) This study was post-test only with control group design. The total of 472 students were selected by random assignment. Subjects were randomly assigned into one of the four groups, namely, group 1 with 120 students reading the promote attitude for care toward elder persuasive message and reading optimism persuasive message, group 2 with 118 students reading the promote attitude for care toward elder persuasive message and reading control message (thai products), group 3 with 118 students reading optimism persuasive message and reading control message (learning English), group 4 with 116 students reading control message (thai products) and reading control message (learning English). After 15 minutes of reading the messages, the set of questionnaires were administered to the subjects. There were 5 groups of variables in this study. The first group interventions consisted of receiving promote attitude for care toward elder persuasive message and optimism persuasive message. Second group was psychological traits consisted of 4 variables, favorable attitudes toward elderly, future orientation – self control, locus of control and social perspective taking. Third group of variables was situational factors, consisting of 4 variables, appropriate family and friends models on intention to care for elderly relatives, love and reasoned child rearing practice, good example on media and support from school. The fourth group was dependent variables, namely an intention to assist toward elder and intention to support others care toward elder. The fifth group was bio-social background of the samples. The major finding were as follows; First, it was found students who read the promote attitude for care toward elder persuasive message, read optimism persuasive message and high future orientation – self control reported more intention to support others on positive intention towards elder than the ones who did not read the promote attitude for care toward elder persuasive message, did not read optimism persuasive message and low future orientation – self control. Secondly, psychological traits together with situational factors with the total of 8 variables could account 1) intention to assist toward elder in total group with 47.6%. The important predictors sorted in descending order were favorable attitudes toward elderly, future orientation – self control, appropriate family and friends models on intention to care for elderly relatives and social perspective taking. 2) intention to support others care toward elder in total group with 54.9%. The important predictors sorted in descending order were favorable attitudes toward elderly, social perspective taking and good example from media. Thirdly, results from path analysis indicated that the manipulated variables directly affected and indirectly affected on intention to care toward elder. Recommendation, this study found that reading the promote attitude for care toward elder persuasive message and/or read optimism persuasive message could effectively change the student attitude and intention to care toward elder. Therefore, any institution trying to promote positive psychology towards elderly care among senior high school students can apply this reading persuasive message as learning program together with other activities. Moreover, for the future research which involves with the study of attitude or behavioral intention, it is suggested that the Research from many to cover all regions of Thailand. Or in-depth study in regions with a high number of elderly people other than Bangkok and its surrounding provinces to confirm the resulted findings. And may have to study other variables such as positive psychological capital.Finally, the next research should mix research with qualitative research by using the focus group method or In-Depth Interview method for comprehensive and reliable answers to research questions.
This research was an experimental study, aiming at investigating the effectiveness of promoting positive psychology towards elderly care among senior high school students, as well as, examining psycho-social and cause of psychological and situational factors on positive intention towards elder in high school students. This study was post test only with control group design. The total of 472 high school students from six schools with 211 male (44.7%), and 261 female (55.3%) 204 secondary 4 students (43.2%) 268 secondary 5 students (56.8) This study was post-test only with control group design. The total of 472 students were selected by random assignment. Subjects were randomly assigned into one of the four groups, namely, group 1 with 120 students reading the promote attitude for care toward elder persuasive message and reading optimism persuasive message, group 2 with 118 students reading the promote attitude for care toward elder persuasive message and reading control message (thai products), group 3 with 118 students reading optimism persuasive message and reading control message (learning English), group 4 with 116 students reading control message (thai products) and reading control message (learning English). After 15 minutes of reading the messages, the set of questionnaires were administered to the subjects. There were 5 groups of variables in this study. The first group interventions consisted of receiving promote attitude for care toward elder persuasive message and optimism persuasive message. Second group was psychological traits consisted of 4 variables, favorable attitudes toward elderly, future orientation – self control, locus of control and social perspective taking. Third group of variables was situational factors, consisting of 4 variables, appropriate family and friends models on intention to care for elderly relatives, love and reasoned child rearing practice, good example on media and support from school. The fourth group was dependent variables, namely an intention to assist toward elder and intention to support others care toward elder. The fifth group was bio-social background of the samples. The major finding were as follows; First, it was found students who read the promote attitude for care toward elder persuasive message, read optimism persuasive message and high future orientation – self control reported more intention to support others on positive intention towards elder than the ones who did not read the promote attitude for care toward elder persuasive message, did not read optimism persuasive message and low future orientation – self control. Secondly, psychological traits together with situational factors with the total of 8 variables could account 1) intention to assist toward elder in total group with 47.6%. The important predictors sorted in descending order were favorable attitudes toward elderly, future orientation – self control, appropriate family and friends models on intention to care for elderly relatives and social perspective taking. 2) intention to support others care toward elder in total group with 54.9%. The important predictors sorted in descending order were favorable attitudes toward elderly, social perspective taking and good example from media. Thirdly, results from path analysis indicated that the manipulated variables directly affected and indirectly affected on intention to care toward elder. Recommendation, this study found that reading the promote attitude for care toward elder persuasive message and/or read optimism persuasive message could effectively change the student attitude and intention to care toward elder. Therefore, any institution trying to promote positive psychology towards elderly care among senior high school students can apply this reading persuasive message as learning program together with other activities. Moreover, for the future research which involves with the study of attitude or behavioral intention, it is suggested that the Research from many to cover all regions of Thailand. Or in-depth study in regions with a high number of elderly people other than Bangkok and its surrounding provinces to confirm the resulted findings. And may have to study other variables such as positive psychological capital.Finally, the next research should mix research with qualitative research by using the focus group method or In-Depth Interview method for comprehensive and reliable answers to research questions.
Table of contents
Description
วิทยานิพนธ์ (ศศ.ม. (การบริหารการพัฒนาสังคม))--สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2562