GSCM: Theses

Permanent URI for this collectionhttps://repository.nida.ac.th/handle/662723737/28

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 20 of 252
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาเปรียบเทียบรีวิวการท่องเที่ยวระหว่างนักท่องเที่ยวชาวไทยและจีนที่ผลิตเนื้อหาด้วยตัวเองผ่านช่องทาง Application เสี่ยวหงซู
    Wei, Ningting; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรียบเทียบการท่องเที่ยวประเทศไทยเนื้อหาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวไทยสร้างขึ้นบนแอปพลิเคชันเสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) โดยมีวัตถุประสงค์เฉพาะ ได้แก่ 1) ศึกษารูปแบบเนื้อหาที่นักท่องเที่ยวชาวจีนและชาวไทยสร้างขึ้นบนแอปพลิเคชันเสี่ยวหงซู (Xiaohongshu) 2) ศึกษาการรับรู้ประเภทเนื้อหาแรงจูงใจเชิงผลักและประเภทเนื้อหาเชิงดึง 3) ศึกษาทัศนคติต่อผู้ผลิตเนื้อหาตามสัญชาติ และ 4) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความไว้วางใจต่อเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นกับความตั้งใจท่องเที่ยวการวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลจากรีวิวบนแอปพลิเคชันเสี่ยวหงซูจำนวน 100 ชิ้น (จากนักท่องเที่ยวชาวจีน 50 ชิ้น และชาวไทย 50 ชิ้น) ระหว่างเดือนตุลาคม 2567 ถึงมีนาคม 2568 และทำการสำรวจเชิงปริมาณกับผู้ใช้เสี่ยวหงซูที่สนใจการท่องเที่ยวไทยจำนวน 422 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การทดสอบ t-test และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ด้วยโปรแกรม SPSSผลการวิจัยพบว่า เนื้อหาของนักท่องเที่ยวชาวจีนมีการมีส่วนร่วมสูงกว่าเนื้อหาของชาวไทยในทุกตัวชี้วัด ผู้ใช้ชาวจีนมีทัศนคติเชิงบวกต่อผู้ผลิตชาวจีนมากกว่า เนื่องจากความใกล้ชิดด้านภาษาและวัฒนธรรม ประเภทเนื้อหาแรงจูงใจเชิงผลัก เช่น การผ่อนคลายและการแสวงหาสิ่งใหม่ และประเภทเนื้อหาแรงจูงใจเชิงดึง เช่น วัฒนธรรม การช้อปปิ้ง และอาหาร ได้รับความสนใจอย่างสูง อีกทั้งความไว้วางใจในเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นยังมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความตั้งใจท่องเที่ยว สรุปได้ว่า เสี่ยวหงซูมีบทบาทสำคัญในการสร้างความไว้วางใจและกระตุ้นพฤติกรรมการท่องเที่ยวประเทศไทยของนักท่องเที่ยวเจเนอเรชัน Z
  • Thumbnail Image
    Item
    การวิเคราะห์เนื้อหาของไลฟ์ครีเอเตอร์ และปัจจัยพยากรณ์การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจในการสื่อสารของผู้รับชมไลฟ์สดบนแพลตฟอร์ม TikTok
    หยกวาริน อินทร์ศิริ; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การสร้างสรรค์รูปแบบเนื้อหา จุดจูงใจ การปรากฏตัวตนทางสังคมของไลฟ์ครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม TikTok และปัจจัยด้านรูปแบบการตลาดเชิงเนื้อหา จุดจุงใจ การปรากฏตัวตนทางสังคม และการเปิดรับที่พยากรณ์ความพึงพอใจของผู้ชมที่เข้ารับชมไลฟ์สดของครีเอเตอร์บนแพลตฟอร์ม TikTok โดยระเบียบวิธีวิจัยของงานวิจัยครั้งนี้ คือ การวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ ส่วนที่ 1 การวิเคราะห์เนื้อหาเนื้อหา 10 ท่าน ส่วนที่ 2 ปัจจัยด้านรูปแบบการตลาดเชิงเนื้อหา จุดจุงใจ การปรากฏตัวตนทางสังคม และการเปิดรับที่พยากรณ์ความพึงพอใจของผู้ชมที่เข้ารับชมไลฟ์สดของครีเอเตอร์ ผู้วิจัยเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำมจำนวน 129 คน ผลการวิจัยเชิงคุณภาพที่ผ่านการเก็บข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมไลฟ์สตรีมชี้ให้เห็นว่าไลฟ์ครีเอเตอร์ที่ประสบความสำเร็จมักมีการวางแผนคอนเทนต์โดยผสมผสานเอกลักษณ์ส่วนบุคคลกับการใช้เทคนิคการเล่าเรื่อง (Storytelling) ทำให้ผู้ชมรู้สึกใกล้ชิดกับครีเอเตอร์มากยิ่งขึ้น ทั้งนี้ยังสะท้อนว่าความสำเร็จของไลฟ์ครีเอเตอร์เชิงบันเทิงเกิดจากการใช้จุดจูงใจหลากหลาย เช่น อารมณ์ขันแบบต่างๆ และการนำเสนอคอนเทนต์ที่ผู้ชมสามารถมีส่วนร่วมได้ทันที นอกจากนี้ การใช้เทคนิคมัลติมีเดีย เช่น แสง สี เสียง และแบ็กกราวด์ ช่วยกระตุ้นความสนใจและยืดระยะเวลาการรับชม ผลการวิจัยเชิงปริมาณใช้วิธีการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณและ Stepwise Regression โดยมีตัวแปรอิสระ 4 ตัวที่สามารถพยากรณ์ความพึงพอใจของผู้ชม ได้แก่ ปัจจัยการตลาดเชิงเนื้อหา จุดจูงใจ การปรากฏตัวตนทางสังคม และระยะเวลาในการรับชม ยืนยันได้ว่าความสำเร็จของไลฟ์สดเชิงบันเทิงบน TikTok เกิดจากการผสานกลยุทธ์ด้านเนื้อหาและการสร้างประสบการณ์ผู้ชมอย่างรอบด้าน
  • Thumbnail Image
    Item
    การประยุกต์ใช้ Generative AI เพื่อให้คำปรึกษาด้าน ความสัมพันธ์ที่เหมาะสมสำหรับคู่รัก Gen Z
    โชติรส สีดา; บุหงา ชัยสุวรรณ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสบการณ์และแนวทางการแก้ไขปัญหาความสัมพันธ์ของคู่รักเจเนอเรชันซี (Gen Z) ให้สามารถรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้และเพื่อพัฒนาปัญญาประดิษฐ์จีพีทีเอส (GPTs) สำหรับให้คำปรึกษาด้านความรักสำหรับคู่รักเจเนอเรชันซี (Gen Z) ให้มีประสิทธิภาพ รวมไปถึงเพื่อทดสอบการยอมรับการใช้งานนวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์คู่มือนำทางหัวใจ สำหรับให้คำปรึกษาด้านความรักสำหรับคู่รักเจเนอเรชันซี (Gen Z) การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสังเกตบนอินเตอร์เน็ตในกลุ่มเฟซบุ๊กที่เกี่ยวข้องกับความรัก และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับคู่รักเจเนอเรชันซีจำนวน 10 คู่ 20 คน รวมทั้งขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาภายใต้กรอบแนวคิดกระบวนการคิดเชิงออกแบบ (Design Thinking) ผลการวิจัยยังพบความแตกต่างทางเพศที่ชัดเจนในการแสดงออกถึงความรัก โดยฝ่ายชายมักใช้การกระทำและความรับผิดชอบเป็นเครื่องยืนยันความรัก ขณะที่ฝ่ายหญิงเน้นการสื่อสารทางอารมณ์และการแสดงออกด้วยคำพูด ทำให้ความแตกต่างทางเพศนี้นำไปสู่การเจรจาทางอารมณ์เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกัน ปัญหาที่พบได้บ่อย ได้แก่ ข้อจำกัดทางด้านเวลา ความรู้สึกไม่มั่นคง ความหึงหวงและการขาดการสื่อสารกันในบางครั้ง ซึ่งแม้จะแตกต่างกันในรายละเอียด แต่คู่รักส่วนใหญ่ต่างเลือกใช้การสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาและการปรับตัวร่วมกันเป็นวิธีหลักในการรักษาความสัมพันธ์ไว้ได้ นอกจากนี้ ประเด็นที่สำคัญของคู่รักเจเนอเรชันซีคือบทบาทของเทคโนโลยี งานวิจัยพบว่าคู่รักมองปัญญาประดิษฐ์เอไอและแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นเพียงผู้ช่วยเสริมไม่ใช่ที่ปรึกษาหลัก แต่เมื่อได้ทดลองใช้ปัญญาประดิษฐ์เอไอที่ถูกพัฒนาขึ้นจากแชทจีพีทีเอส (คู่มือนำทางหัวใจ) สำหรับให้คำปรึกษาด้านความรักสำหรับคู่รักเจเนอเรชันซี กลับพบการยอมรับที่สูงกว่าแชทจีพีทีเวอร์ชันมาตรฐานทั้งด้านความง่ายในการใช้งานและประโยชน์เชิงการนำไปใช้จริง ผลลัพธ์นี้สะท้อนว่าปัญญาประดิษฐ์เอไอแชทจีพีทีเอสสามารถทำหน้าที่เป็นพื้นที่รับฟังและให้คำแนะนำเชิงบริบทได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากถูกออกแบบให้สอดคล้องกับความต้องการเฉพาะของคู่รักเจเนอเรชันซี
  • Thumbnail Image
    Item
    กระบวนการสร้างแบรนด์บุคคลของศิลปินและอัตลักษณ์ของศิลปิน T-POP
    กมลฉัตร คงเมก; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้ (1) เพื่อศึกษากระบวนการ สร้างแบรนด์บุคคลของศิลปินในอุตสาหกรรม T POP (2) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของศิลปิน T POP ในด้านของ รูปลักษณ์ภายนอก บุคลิกภาพ วัฒนธรรมความสัมพันธ์ การสะท้อน และภาพลักษณ์ตนเอง (3) เพื่อศึกษาการรับรู้อัตลักษณ์ของแบรนด์บุคคลของศิลปิน T POP จากมุมมองของแฟนคลับ โดยระเบียบวิธีวิจัยของงานวิจัยครั้งนี้คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มศิลปินและผู้ที่อยู่เบื้องหลังศิลปิน จำนวน 9 คน และกลุ่มแฟนคลับ จำนวน 8 คน ซึ่งได้รับการคัดเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการสร้างแบรนด์บุคคลของศิลปิน T-POP เริ่มจากการค้นหาตัวตนที่แท้จริงของศิลปิน เพื่อนำมาพัฒนาเป็นอัตลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านการทำงานร่วมกันระหว่างศิลปิน ทีมบริหารจัดการ และค่ายเพลง กระบวนการสร้างแบรนด์ประกอบด้วยการกำหนดแนวทางการนำเสนอ การสื่อสารแบรนด์อย่างสม่ำเสมอ และการปรับตัวให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยยังคงรักษาตัวตนของตัวเองเพื่อความยั่งยืน ในด้านอัตลักษณ์ ศิลปิน T-POP แสดงออกผ่านหกมิติ ได้แก่ รูปลักษณ์ที่สอดคล้องกับตัวตน บุคลิกภาพที่จริงใจ วัฒนธรรมที่สะท้อนเอกลักษณ์ของค่าย ความสัมพันธ์แบบใกล้ชิดกับแฟนคลับ การเป็นแรงบันดาลใจ และการมีภาพลักษณ์ตนเองที่มั่นคง แฟนคลับสามารถรับรู้อัตลักษณ์ เหล่านี้ผ่านประสบการณ์ตรงและความเชื่อมโยงทางอารมณ์ ทำให้เกิดการสนับสนุนและความผูกพัน นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นว่า แฟนคลับมีบทบาทสำคัญในการสะท้อนและยืนยันอัตลักษณ์กลับไปยังศิลปิน ส่งผลต่อการพัฒนาและปรับตัวของแบรนด์บุคคลอย่างต่อเนื่อง
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาบทบาทและความสัมพันธ์ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความผูกพันทางอารมณ์ ที่ส่งผลต่อการสื่อสารแบบปากต่อปากและการรับรู้แบรนด์ของศิลปินอินดี้
    กฤษณกร กุสุโมทย์; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทและความสัมพันธ์ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความผูกพันทางอารมณ์ ที่ส่งผลต่อการสื่อสารแบบปากต่อปากและการรับรู้แบรนด์ของศิลปินอินดี้ การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับบุคลากรในอุตสาหกรรมธุรกิจดนตรีและศิลปินอินดี้ในประเทศไทยจำนวน 9 คน และใช้แบบสอบถามเชิงปริมาณกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร พร้อมทั้งทดสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้จำนวน 400 ชุด ผลการวิจัยพบว่า ตัวแปรด้านการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ภาพลักษณ์ของแบรนด์ และความผูกพันทางอารมณ์ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการสื่อสารแบบปากต่อปากและการรับรู้แบรนด์ของศิลปินอินดี้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยการใช้สื่อสังคมออนไลน์นั้น มีบทบาทสำคัญในการสร้างการรับรู้และการบอกต่อ โดยเฉพาะแพลตฟอร์ม Instagram และ TikTok ซึ่งกลุ่มผู้ติดตามนิยมใช้งานมากที่สุดในช่วงเวลา 18.01–00.00 น. เวลานี้จึงเหมาะสมต่อการเผยแพร่คอนเทนต์ที่ต่อยอดจากบทเพลง ซึ่งนำไปสู่การสื่อสารแบบปากต่อปากและการสร้างการรับรู้แบรนด์ของศิลปินอินดี้ได้ ในด้านภาพลักษณ์ของแบรนด์ ผลการวิจัยยืนยันว่าแนวเพลงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวยังคงเป็นปัจจัยหลักในการสร้างการจดจำ และกระตุ้นให้เกิดการบอกต่อในเชิงบวก ส่วนด้านความผูกพันทางอารมณ์ ผลการวิจัยชี้ว่าผู้ฟังที่เกิดความรู้สึกร่วมกับบทเพลงมักมีแรงจูงใจสูงในการแบ่งปันและบอกต่อ ไม่ว่าจะเป็นจากความประทับใจหรืออารมณ์ที่ถูกกระตุ้น เช่น การร้องไห้ ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เกิดการสื่อสารแบบปากต่อปากขึ้น และนำไปสู่การรับรู้แบรนด์ของศิลปินอินดี้ในที่สุด
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อและการกลับมาใช้บริการร้านคาเฟ่ของกลุ่มผู้บริโภค Gen Z
    ภูริช เสตสุวรรณ; อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมตัดสินใจซื้อในร้านคาเฟ่ของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันแซดที่มีลักษณะทางประชากรแตกต่างกัน 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อในร้านคาเฟ่ของผู้บริโภคในกลุ่มเจเนอเรชันแซด 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการกลับมาใช้บริการในร้านคาเฟ่ของผู้บริโภคในกลุ่มเจเนอเรชันแซด โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้บริโภคชาวไทยในกลุ่มเจเนอเรชันแซดที่เกิดในช่วงปี พ.ศ. 2542 ถึง พ.ศ. 2550 และเคยซื้อหรือเคยใช้บริการร้านคาเฟ่ในช่วงปีพ.ศ. 2567 ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอยู่ในช่วงอายุ 23-26 ปี ระดับปริญญาตรี รายได้อยู่ที่ 20,001-30,000 บาท ต่อเดือน และเข้าใช้บริการร้านคาเฟ่อยู่ที่ 1-3 ครั้งต่อเดือน การเปิดรับสื่อออนไลน์ของผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับข้อมูลตำแหน่งที่ตั้งและการเดินทาง รวมไปถึงคะแนนรีวิวและข้อมูลจากนักรีวิวที่มีชื่อเสียง ส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองผู้บริโภค (7C’s) ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับความสบาย เช่น ช่องทาง การชำระเงิน สิ่งแวดล้อมภายในร้านที่เหมาะสม มีทัศนคติที่ว่า ราคาสะท้อนถึงคุณภาพวัตถุดิบและบริการ ร้านคาเฟ่เป็นสถานที่เหมาะสมต่อการพบปะสังสรรค์และช่วยสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน 2) เปรียบเทียบลักษณะทางประชากรด้านอายุ ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และความถี่ในการใช้บริการร้านคาเฟ่ที่แตกต่าง กับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อในร้านคาเฟ่ไม่แตกต่างกัน 3) การเปิดรับสื่อออนไลน์ ส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองผู้บริโภค (7C’s) และทัศนคติของผู้บริโภคในกลุ่มเจเนอเรชันแซด ส่งผลต่อพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) การเปิดรับสื่อออนไลน์ ส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองผู้บริโภค (7C’s) ทัศนคติและพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคในกลุ่มเจเนอเรชันแซดส่งผลต่อการกลับมาใช้บริการในร้านคาเฟ่ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05
  • Thumbnail Image
    Item
    การเปิดรับสาร ทัศนคติ และส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) ของผู้บริโภค
    เมธาวี จรรยานนท์วิทย์; อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การเปิดรับสาร ทัศนคติ และส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) ของผู้บริโภค เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาลักษณะทางประชากรของผู้บริโภคที่สนใจในละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) ทั้งที่ซื้อบัตรและไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชม 2) ศึกษาการเปิดรับสารเกี่ยวกับละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) ของผู้บริโภค 3) ศึกษาทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) และ 4) ศึกษาส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อบัตรเข้าชมละครเวที ฟ้าจรดทราย เดอะมิวสิคัล (2567) จากการวิจัย พบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง อายุ 26-35 ปี ประกอบอาชีพพนักงานเอกชน รายได้ต่อเดือนอยู่ที่ 15,000-35,000 บาท เปิดรับข่าวสารจากช่องทางสื่อสังคมออนไลน์มากที่สุด โดยเฉพาะ Facebook รับข่าวสาร 1-2 ครั้งต่อสัปดาห์ ส่วนใหญ่ค้นหาข้อมูลเรื่องราคาบัตร มีทัศนคติว่าละครเวทีช่วยเปิดประสบการณ์ใหม่ให้กับตน พึงพอใจกับนักแสดง และจะไปชมถ้าคนใกล้ตัวชวน และส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมากที่สุด ได้แก่ ส่วนประสมทางการตลาดด้านบุคลากร เรื่องความสามารถของนักแสดง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เลือกจองบัตรผ่านเว็บไซต์ตัวแทนจำหน่ายบัตร หลังจากรับชมแล้ว ส่วนใหญ่ประทับใจบทเพลงและความสามารถของนักแสดง และบอกต่อคนใกล้ตัวและรีวิวลงช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ ส่วนกลุ่มตัวอย่างที่สนใจ แต่ไม่ได้ซื้อบัตรเข้าชม ตัดสินใจไม่ไปชม เพราะวันและเวลาที่ไม่สะดวก ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเสนอโมเดลการสื่อสารสำหรับละครเวทีที่ชื่อ IMPACT (Identity, Modernity, Players, Accessibility, Content และ Technology) เพื่อให้บริษัท ซีเนริโอ จำกัดเองและบริษัทอื่น ๆ ที่สร้างสรรค์ศิลปะการแสดงนำไปปรับใช้ตามวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น การสร้างการรับรู้ การเพิ่มยอดขาย การเพิ่มลูกค้าใหม่
  • Thumbnail Image
    Item
    พฤติกรรมการเข้าร่วม การเปิดรับสื่อ และความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อการสื่อสารการตลาดเชิงกิจกรรมศูนย์การค้า ซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์
    พิชชาภรณ์ แซ่อึ้ง; อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมการเข้าร่วม พฤติกรรมการเปิดรับสื่อ และความพึงพอใจของผู้บริโภคต่อการตลาดเชิงกิจกรรมของศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ รวมทั้งศึกษาลักษณะประชากรที่แตกต่างกันมีความพึงพอใจแตกต่างกัน และความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต่างๆ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 26-41 ปี สถานภาพโสด ประกอบอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ย 20,001-30,000 บาท พฤติกรรมการเปิดรับสื่อโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดย Facebook เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมสูงสุด ช่วงเวลา 12.01-18.00 น. และ 18.01-24.00 น. เป็นช่วงเวลาที่เปิดรับสื่อมากที่สุด ความสะดวกในการเข้าถึงเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเปิดรับสื่อมากที่สุด และภาพกิจกรรมเป็นประเภทเนื้อหาที่ได้รับความสนใจสูงสุด พฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผู้บริโภคมักเข้าร่วมกิจกรรมกับครอบครัวมากที่สุด กิจกรรมประเภท SEACON On Tour ได้รับความนิยมสูงสุด ความสะดวกในการเดินทางเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการตัดสินใจเข้าร่วม และช่วงวันเสาร์-อาทิตย์ ช่วงบ่าย เป็นช่วงเวลาที่เข้าร่วมกิจกรรมมากที่สุด การซื้อสินค้าหรือใช้บริการภายในงานเป็นพฤติกรรมการมีส่วนร่วมที่เกิดขึ้นมากที่สุด ความพึงพอใจต่อสื่อการตลาดเชิงกิจกรรมและความพึงพอใจในการเข้าร่วมกิจกรรมโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยความหลากหลายของช่องทางสื่อได้รับความพึงพอใจสูงสุด และความพึงพอใจด้านอารมณ์ (FEEL) มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับด้านอื่นๆ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่าลักษณะประชากรทุกด้าน (เพศ อายุ สถานภาพ อาชีพ รายได้) ไม่ส่งผลให้ความพึงพอใจแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่พฤติกรรมการเปิดรับสื่อทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจต่อการเปิดรับสื่อและพฤติกรรมการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ พฤติกรรมการเข้าร่วมมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความพึงพอใจในทุกด้านของการตลาดเชิงกิจกรรม โดยมีความสัมพันธ์สูงสุดกับด้านการเชื่อมโยง (RELATE) ผลการวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการตลาดเชิงกิจกรรมของศูนย์การค้าซีคอนสแควร์ ศรีนครินทร์ สามารถสร้างความพึงพอใจให้กับผู้บริโภคทุกกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ และการเปิดรับสื่ออย่างเหมาะสมส่งผลต่อการเข้าร่วมกิจกรรมและความพึงพอใจของผู้บริโภค
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาสถานการณ์แฟชั่นยั่งยืนและปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าแฟชั่นยั่งยืนในประเทศไทย
    พิมพ์ลดา สุริยประพัฒน์; บุหงา ชัยสุวรรณ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเสื้อผ้าแฟชั่นยั่งยืนในสื่อสังคมออนไลน์ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นยั่งยืน 3) เพื่อจัดกลุ่มการตลาดผู้บริโภคเสื้อผ้าแฟชั่นยั่งยืน งานวิจัยนี้เป็นวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้เครื่องมือ Social Listening ผ่านโปรแกรม Mandala AI. Analytics เก็บข้อมูลระหว่างวันที่ 1 ธันวาคม 2567-31 มกราคม 2568 และการวิจัยเชิงปริมาณใช้เครื่องมือแบบสอบถาม โดยการเก็บตัวอย่าง 200 คน ผลการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพด้วยวิธีสังคมศาสตร์เชิงคำนวณ (Social Listening) พบว่า สถานการณ์ประเด็นเสื้อผ้าแฟชั่นยั่งยืนในประเทศไทย ผู้บริโภคมีการรับรู้ส่วนใหญ่อยู่ในระดับการรู้ตัวถึงปัญหา (Problem Aware) แต่ยังไม่รู้ว่ามีวิธีการแก้ปัญหา ยังขาดความเข้าใจในสินค้าแฟชั่นยั่งยืน รวมไปถึงขาดความเชื่อมั่นในสินค้าและองค์กรในการดำเนินการด้านความยั่งยืน ส่วนแพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงมากที่สุดและได้รับการมีส่วนร่วมมากที่สุดคือ แพลตฟอร์มเฟซบุ๊ก ช่วงเวลาที่มีการกล่าวถึงเกี่ยวกับแฟชั่นยั่งยืนมากที่สุด คือวันศุกร์ ช่วงเวลา 10.00 น. ส่วนวันเวลาที่มีการมีส่วนร่วมมากที่สุดคือ วันอาทิตย์ ช่วงเวลา 21.00 น. คำที่มีการค้นหามากคือ แฟชั่น+ยั่งยืน ส่วนเนื้อหาที่ได้รับการมีส่วนร่วมมากที่สุดคือเนื้อหาที่มีการใช้อินฟลูเอนเซอร์ในการ ผลการศึกษาเชิงปริมาณด้วยวิธีการวิจัยเชิงสำรวจ พบว่า ทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อม (Pro-environmental Attitude) ทัศนคติด้านแฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion Attitude) และการรับรู้ในประสิทธิผลของผู้บริโภค (Perceived Consumer Effectiveness) ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าแฟชั่นยั่งยืน เมื่อนำปัจจัยทั้งหมดมาเป็นเกณฑ์ในการแบ่งกลุ่มผู้บริโภค (Cluster Analysis) ได้ 3 กลุ่มคือ กลุ่มที่ 1 Eco Self-Starters เป็นผู้บริโภคที่มีทัศนคติที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อมด้วยตนเอง และให้ความสำคัญต่อการดำเนิน CSR ขององค์กร กลุ่มที่ 2 Eco-Aware Connectors เป็นผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในทุก ๆ ปัจจัยใกล้เคียงกัน กลุ่มที่ 3 Eco-Believers เป็นผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญในทุก ๆ ปัจจัยอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะปัจจัยทัศนคติด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากในแต่ละกลุ่มผู้บริโภคมีทัศนคติ ความรู้ และพฤติกรรมที่ต่างกัน นักการตลาด ผู้ประกอบการและรัฐบาลจำเป็นต้องเข้าใจผู้บริโภคแต่ละกลุ่มอย่างลึกซึ้ง เพื่อวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดให้ตรงกับผู้บริโภคมากที่สุด และให้ประเด็นแฟชั่นยั่งยืนเป็นที่รู้จักในประเทศไทย
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยพยากรณ์การท่องเที่ยววัดพระธาตุพนมวรมหาวิหารของนักท่องเที่ยวและการวิเคราะห์กระแสการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนมผ่าน Social Listening
    ปลายณัฏฐ์ แสนคุ้ม; พัชนี เชยจรรยา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์กระแสบนโลกออนไลน์ ผ่าน Social Listening ที่มีการพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนม 2) วิเคราะห์ความเห็นทั้งด้านบวก ด้านลบ บนโลกออนไลน์ ผ่าน Social Listening ที่มีการพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนม 3) ศึกษาพฤติกรรมการท่องเที่ยว แรงจูงใจ การรับรู้ข่าวสาร และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 4) เปรียบเทียบปัจจัยส่วนบุคคลกับการรับรู้ข่าวสารของนักท่องเที่ยว แรงจูงใจของนักท่องเที่ยว และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 5) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ข่าวสาร แรงจูงใจ ประสบการณ์การท่องเที่ยว กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนมเพื่อศึกษาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว ในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม 6) ศึกษาตัวแปรที่สามารถพยากรณ์พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวที่มาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Research Method) ส่วนแรกการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผู้วิจัยได้ทำการ “วิเคราะห์กระแสการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนมผ่าน Social Listening” ประชากรกลุ่มตัวอย่างสำหรับใช้ในการวิจัยคือ กลุ่มคนที่มีการพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาในจังหวัดนครพนม ผ่านสื่อสังคมออนไลน์ (social media) ได้แก่ เฟซบุ๊ก อินสตาแกรม เอกซ์ (ทวิตเตอร์) ยูทูบ ติ๊กต็อก และพันทิป ระหว่าง 1 มกราคม-27 กันยายน 2567 โดยรวบรวมข้อมูลผ่านเครื่องมือ Mandala Analytics-Social Listening ซึ่งผลของผลการใช้ Social Listening ชี้ชัด “พระธาตุพนม” ยืนหนึ่ง! เป็น “เพชรเม็ดงามของการท่องเที่ยวนครพนม” เป็นปูชนียสถานคู่บ้านคู่เมืองที่ครองใจและเป็นหมุดหมายหลักของนักท่องเที่ยวที่ใคร ๆ ที่มาท่องเที่ยวจังหวัดนครพนมนิยมไปท่องเที่ยว จากนั้นเมื่อได้ผลการวิจัยส่วนแรกผู้วิจัยจึงลงมือทำ ส่วนที่สองคือการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเจาะไปยังเพชรเม็ดงามของการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของจังหวัดนครพนม คือ พระธาตุพนม ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายคือนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยววัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยช่วงเวลาการเก็บข้อมูลวิจัยเชิงปริมาณคือ เมษายน-พฤษภาคม 2568 ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า แพลตฟอร์มที่มีการพูดถึงมากที่สุดคือ Facebook แพลตฟอร์มที่มี Engagement มากที่สุดคือ YouTube ลักษณะเนื้อหาที่มีความยาวและเจาะลึก ประเภทคอนเทนต์ที่ได้รับความนิยม และได้รับ Sentiment บวกอย่างต่อเนื่อง คือ พระธาตุพนมและพระธาตุอื่น ๆ หากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งใดเพิ่งได้รับการเผยแพร่หรือสร้างใหม่ มักจะได้รับเสียงสะท้อนทั้งด้านบวกและลบ เพราะเป็นพื้นที่ใหม่ที่อยู่ในช่วงการรับรู้ของสาธารณชน 2) ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า (1) ปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ อายุ, สถานภาพ (โสด, สมรส), อาชีพและรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ต่างกัน จะมีการรับรู้ข่าวสารของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนมที่ต่างกัน (2) ปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ อายุ, สถานภาพ (โสด, สมรส) และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน จะมีแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนมที่ต่างกัน (3) ปัจจัยส่วนบุคคลอันได้แก่ สถานภาพ (โสด, สมรส) และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน จะมีประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม (4) การรับรู้ข่าวสารมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 (5) แรงจูงใจมีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 (6) ประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธามีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 โดยมีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 (7) การรับรู้ข่าวสาร แรงจูงใจ และประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงศรัทธาสามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมนักท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวในการมาเยี่ยมชมวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จังหวัดนครพนม โดยปัจจัยแรงจูงใจด้านศาสนา/วัฒนธรรม แรงจูงใจด้านบุคคล ปัจจัยประสบการณ์ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 มีค่า P-Value เท่ากับ 0.000 และแรงจูงใจด้านกายภาพ มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 มีค่า P-Value เท่ากับ 0.001
  • Thumbnail Image
    Item
    รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม การตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ และการประเมินตนเสมือนวัตถุ ที่มีอิทธิพลต่อการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคม
    ผกามาศ โอภาสวงศ์อภิรดี; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม ที่มีอิทธิพลต่อการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ของผู้ใช้สื่อสังคม (2) ศึกษาปัจจัยการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ที่มีอิทธิพลต่อการประเมินตนเสมือนวัตถุบนโลกออนไลน์ของผู้ใช้สื่อสังคม (3) ศึกษาการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์และการประเมินตนเสมือนวัตถุเป็นปัจจัยส่งผ่านระหว่างการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม กับการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคม (4) เพื่อพัฒนาตัวแบบสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคม การศึกษานี้ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยใช้วิธีวิจัยแบบการสำรวจ (Survey Research) ผ่านการเก็บรวบรวมข้อมูลทางแบบสอบถาม (Questionnaire) แบบสอบถามจำนวน 160 ชุด และวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีทางสถิติด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปได้แก่ โปรแกรม SPSS และ SmartPLS จากผู้ใช้งานผ่านแฟลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ ผลการวิจัยพบว่า การใช้เวลาหน้าจอและจำนวนผู้ติดตามมีอิทธิพลทางตรงต่อการตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์ นอกจากนี้ การตกเป็นเหยื่อทางไซเบอร์และการประเมินตนเสมือนวัตถุยังเป็นปัจจัยส่งผ่านระหว่างการใช้เวลาหน้าจอ จำนวนผู้ติดตาม กับการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ โดยปัจจัยทั้งหมดส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการนำเสนอตัวตนของผู้ใช้งานดังนั้นผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ควรระมัดระวังตนเองและตระหนักในคุณค่าที่แท้จริง โดยไม่เปรียบเทียบกับผู้อื่น ควรส่งเสริมความภาคภูมิใจในตนเองที่ไม่ยึดติดกับจำนวนผู้ติดตามหรือการยอมรับจากภายนอก
  • Thumbnail Image
    Item
    การค้นหาข้อมูลและการตัดสินใจใช้ยาเพร็พ (PrEP) ของกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศไทย
    ธนธร วุฒิมานานนท์; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    การศึกษาเรื่อง “การค้นหาข้อมูลและการตัดสินใจใช้ยาเพร็พ (PrEP) ของกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจพฤติกรรมการแสวงหาข้อมูล การรับรู้ความเสี่ยง และทัศนคติต่อยาเพร็พ (PrEP) ในกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย โดยใช้วิธีวิจัยผสมผสานระหว่างการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญ 1 ท่าน นักวิชาการ 2 ท่าน และกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย 6 ท่าน และการวิเคราะห์ข้อมูลออนไลน์ด้วยเครื่องมือกูเกิล เทรนด์ และเครื่องมือแมนดาลา เอไอ. ระหว่างวันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2565-18 ธันวาคม พ.ศ. 2566 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานอายุ 25-30 ปี มีการศึกษาระดับปริญญาตรี และทำงานในกรุงเทพมหานคร สามารถจำแนกพฤติกรรมการค้นหาข้อมูลออกเป็นสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มค้นหาข้อมูลเป็นครั้งคราว กลุ่มค้นหาข้อมูลอย่างเป็นระบบ และกลุ่มรับข้อมูลผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ผู้เข้าร่วมวิจัยส่วนใหญ่มีแนวโน้มสนใจใช้ยาเพร็พ โดยคำนึงถึงการประเมินความเสี่ยงและคุณค่าของการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ อย่างไรก็ตาม ยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยา การตัดสินใจใช้ยาเพร็พจึงเป็นกระบวนการซับซ้อนที่ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายประการ การวิเคราะห์การค้นหาข้อมูลบนเว็บไซต์กูเกิล พบว่า คำว่า “HIV” ได้รับความสนใจสูงสุด โดยมีการกระจายตัวทางภูมิศาสตร์แตกต่างกันไปในแต่ละจังหวัด ส่วนการศึกษาเนื้อหาบนเว็บไซต์พบว่า เนื้อหาเกี่ยวกับ HIV ถูกกล่าวถึง 1,129 ครั้งใน 618 เว็บไซต์ โดย mgronline.com เป็นแหล่งข้อมูลหลัก การศึกษาเรื่อง “การค้นหาข้อมูลและการตัดสินใจใช้ยาเพร็พ (PrEP) ของกลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชายในประเทศไทย” นี้เน้นย้ำถึงความสำคัญของการสื่อสารสุขภาพที่ครอบคลุมและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย โดยคำนึงถึงความแตกต่างในการรับรู้ ความเสี่ยง และทัศนคติของแต่ละบุคคล
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของนักวิชาชีพด้านการตลาดดิจิทัล
    ธิดารัตน์ วงศ์สว่าง; พรพรรณ ประจักษ์เนตร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการตลาดดิจิทัลขององค์กรที่ประสบความสำเร็จ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านผู้ประกอบการที่ทำให้องค์กรประสบความสำเร็จ และ 3) เพื่อศึกษาปัจจัยตัวชี้วัดการประสบความสำเร็จของธุรกิจการตลาดดิจิทัล โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และทำการเก็บข้อมูลโดยวิธีสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ซึ่งผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ประกอบด้วย 1) ผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ และ 2) นักวิชาการจากกลุ่มบริษัทหรือองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญด้านการทำธุรกิจดิจิทัล จำนวนทั้งสิ้น 9 ท่าน คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) ผลจากวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านกลยุทธ์การตลาดดิจิทัล รูปแบบการสื่อสารการตลาดดิจิทัล ส่วนประสมทางการตลาดดิจิทัล การใช้สื่อสังคมออนไลน์ในทางธุรกิจ การวางแผนการตลาดสื่อสังคมออนไลน์ การวัดและประเมินผลลัพธ์การตลาดดิจิทัล และความยืดหยุ่นตามสถานการณ์ ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กร ด้านปัจจัยด้านผู้ประกอบการ พบว่า ปัจจัยด้านตำแหน่งทางวิชาชีพ, ความมีชื่อเสียง, ความสำเร็จ และความพึงพอใจ ส่งผลต่อความสำเร็จของผู้ประกอบการในองค์กรมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านผลงานและรางวัล, ความเชี่ยวชาญด้านการใช้เครื่องมือ, ตำแหน่งทางสังคม, ด้านจิตวิทยา และการสร้างแรงบันดาลใจ ตามลำดับ ด้านปัจจัยตัวชี้วัดการประสบความสำเร็จ พบว่า ปัจจัยตัวชี้วัดด้านแนวโน้มของกำไร, แนวโน้มของจำนวนลูกค้า, แนวโน้มของยอดขาย, ความพึงพอใจจากมุมมองของผู้อื่น, และการประเมินโดยผู้สัมภาษณ์ ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจการตลาดดิจิทัลมากที่สุด รองลงมาคือ แนวโน้มของธุรกิจโดยรวม, ความพึงพอใจความสำเร็จเมื่อเทียบกับคู่แข่ง, ความพึงพอใจในฐานะเจ้าของกิจการ, ความพึงพอใจในรายได้, จำนวนพนักงานในปัจจุบัน และมูลค่าเครื่องจักรและอุปกรณ์หากมีการขายกิจการ ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิจัย ยังพบประเด็นสำคัญที่สุดคือผู้ประกอบการต้องทำความเข้าใจกลุ่มเป้าหมายของธุรกิจตัวเองให้ชัดเจนและตรงกลุ่มที่สุด และเลือกใช้เครื่องมือ และเทคโนโลยีที่เหมาะสม และวัดผลลัพธ์อย่างสม่ำเสมอ การตลาดดิจิทัลจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกธุรกิจในยุคปัจจุบันไม่ว่าจะเป็นธุรกิจขนาดเล็ก ขนาดกลาง หรือขนาดใหญ่ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงลูกค้า และสร้างความรู้สึกที่ดีต่อบริการหรือผลิตภัณฑ์ขององค์กร
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการรีวิวร้านชาบูหม่าล่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดย PEACH EAT LAEK กับคุณค่าของตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค
    ธัญณิชา กิตติธนคุณานันต์; พัชนี เชยจรรยา (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา ปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของการรีวิวร้านชาบู หม่าล่าผ่านสื่อสังคมออนไลน์ โดย PEACH EAT LAEK ที่มีผลต่อคุณค่าของตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค การวิจัยครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ในประเทศไทย จำนวน 400 คน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงมากกว่าครึ่งหนึ่ง กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อายุ 21-30 ปี เพศหญิง และมีการศึกษาในระดับปริญญาตรี จากการทดสอบสมติฐานพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของรีวิว ได้แก่ ความเชี่ยวชาญ (Expertise) ความน่าไว้วางใจ (Trustworthiness) และความน่าดึงดูดใจ (Attractiveness) ของผู้รีวิว นอกจากนี้ ความน่าเชื่อถือของรีวิวมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับ คุณค่าของตราสินค้า (Brand Equity) ในด้านการรู้จักตราสินค้า (Brand Awareness) การเชื่อมโยงกับตราสินค้า (Brand Association) คุณภาพที่ถูกรับรู้ (Perceived Quality) และความภักดีต่อตราสินค้า (Brand Loyalty) ยิ่งไปกว่านั้น คุณค่าของตราสินค้ายังมีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อ (Purchase Intention) ของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหารในการเลือกผู้รีวิวที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือและเสริมสร้างคุณค่าของตราสินค้า รวมถึงช่วยวางกลยุทธ์การตลาดที่มีประสิทธิภาพและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในอุตสาหกรรม
  • Thumbnail Image
    Item
    การสื่อสารเพื่อรู้เท่าทันกลยุทธ์ธุรกิจการพนันออนไลน์
    อภิญญา แสงสุวรรณ; กุลทิพย์ ศาสตระรุจิ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสื่อสารเพื่อรู้เท่าทันกลยุทธ์ธุรกิจการพนันออนไลน์ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารเพื่อโน้มน้าวผู้เล่นการพนันออนไลน์บนเว็บไซต์การพนัน 2) เพื่อศึกษาทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เล่นการพนันออนไลน์บนเว็บไซต์การพนัน และ 3) เพื่อศึกษาการรู้เท่าทันการสื่อสารของผู้เล่นการพนันออนไลน์บนเว็บไซต์การพนัน การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In depth Interview) กับผู้ที่เคยทำงานให้กับเว็บไซต์การพนันออนไลน์จำนวน 2 คน และผู้เล่นการพนันออนไลน์จำนวน 10 คน และการวิเคราะห์เนื้อหาบนเว็บไซต์การพนันออนไลน์ 5 แห่ง ได้แก่ UFAGAME888, Lucky135, Newyork888, UFA222, SBOBET รวมถึง 4 แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ได้แก่ Facebook, Twitter, YouTube และ TikTok ผลการวิจัยพบว่า เว็บไซต์การพนันออนไลน์ใช้กลยุทธ์การสื่อสารผ่าน 4 แพลตฟอร์มหลัก ได้แก่ Facebook, X, YouTube และ TikTok โดยเนื้อหาที่นำเสนอแบ่งเป็น 4 ประเภท ได้แก่ สรุปเหตุการณ์, การเชิญชวน, โปรโมชั่น และการชิงรางวัล โดยใช้ Facebook เป็นช่องทางหลักและปรับเนื้อหาตามลักษณะของแต่ละแพลตฟอร์ม ทั้งนี้ยังมีการใช้การปรับแต่งเว็บไซต์เพื่อให้ติดอันดับบนเครื่องมือค้นหา (SEO), ผู้มีอิทธิพลทางความคิด (Influencer) และโฆษณาเจาะกลุ่มเป้าหมายเพื่อสร้างการรับรู้และกระตุ้นให้เกิดการเล่นพนัน ด้านทัศนคติและพฤติกรรมของผู้เล่นการพนัน กลุ่มตัวอย่างได้รับอิทธิพลจากครอบครัว เพื่อน สังคม และสื่อออนไลน์ โดยเฉพาะการชักชวนจากคนใกล้ตัวและโปรโมชั่นที่มีความน่าสนใจ แม้กลุ่มตัวอย่างบางรายมีประสบการณ์เชิงลบต่อการพนัน แต่หลายคนยังมองว่าการพนันเป็นกิจกรรมเพื่อความบันเทิงมากกว่าการแสวงหากำไร ในด้านการรู้เท่าทันการสื่อสาร กลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้เล่นพนันส่วนใหญ่รับรู้กลยุทธ์การตลาดของเว็บไซต์การพนันออนไลน์ เช่น โฆษณา โปรโมชั่น และการใช้ Influencer แต่ยังไม่สามารถป้องกันความเสี่ยงได้ เนื่องจากตัดสินใจเล่นพนันเป็นผลมาจากประสบการณ์ตรงและการโน้มน้าวจากคนใกล้ตัว รวมถึงยังขาดความตระหนักด้านทักษะรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลและการปกป้องข้อมูลส่วนบุคคล ทำให้เว็บไซต์การพนันสามารถใช้ข้อมูลในการดึงดูดผู้เล่นได้ต่อเนื่อง ผลการวิจัยนี้จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่เกี่ยวข้องในการนำข้อมูลไปพัฒนานโยบาย การรู้เท่าทันกลยุทธ์พนันออนไลน์ และปัจจัยที่มีผลต่อผู้เล่นการพนัน รวมถึงการเสริมสร้างการรู้เท่าทันสื่อเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นจากการเล่นการพนันออนไลน์
  • Thumbnail Image
    Item
    กลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยว: การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบสปอตโฆษณาของการท่องเที่ยวไทยและการท่องเที่ยวมาเลเซียผ่านสื่อออนไลน์
    นาวิน บุญประดับ; ธีรติร์ บรรเทิง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษากลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทยและประเทศมาเลเซียผ่านสปอตโฆษณาด้านการท่องเที่ยวของแคมเปญ Amazing Thailand กับ Malaysia Truly Asia 2) เพื่อวิเคราะห์เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของกลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวของประเทศไทยและประเทศมาเลเซีย 3) เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาการสื่อสารการตลาดด้านการท่องเที่ยวผ่านสื่อประชาสัมพันธ์ออนไลน์ของภาครัฐ โดยการศึกษาครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) โดยทำการศึกษาสื่อโฆษณาประเภทสปอตโฆษณาของแคมเปญ Amazing Thailand ของการท่องเที่ยวไทย และสื่อโฆษณาของแคมเปญ Malaysia Truly Asia ของการท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งจะทำการเลือกเนื้อหาสปอตโฆษณาที่มียอดการรับชมสูงสุดจำนวน 8 คลิปวิดีโอเพื่อนำมาทำการวิเคราะห์ข้อมูล เปรียบเทียบความเหมือนและความแตกต่างของกลยุทธ์การสื่อสารของทั้งสองแคมเปญ อีกทั้งการวิจัยในครั้งนี้ยังทำการเก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จากนักท่องเที่ยวจำนวน 12 คน ซึ่งเป็นนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 6 คน และนักท่องเที่ยวชาวมาเลเซียจำนวน 6 คน เพื่อสำรวจความคิดเห็นที่มีต่อกลยุทธ์การสื่อสารของสปอตโฆษณาของแคมเปญ Amazing Thailand และ Malaysia Truly Asia ผลการวิจัยในครั้งนี้พบว่า ประเทศไทยและประเทศมาเลเซียต่างมีการนำเสนอถึงกลยุทธ์การสื่อสารและการส่งเสริมการตลาดการท่องเที่ยวที่แสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์ที่แตกต่างกันและแสดงให้เห็นได้ถึงความเป็นตนเองที่ชัดเจน โดยประเทศไทยมุ่งเน้นการนำเสนอให้เห็นถึงความหลากหลายและความสวยงามของสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ เป็นหลัก ทั้งศาสนสถาน ทะเล ภูเขา หรือสถานที่ในเมือง ซึ่งมีทั้งสถานที่ที่เป็นที่รู้จักและไม่เป็นที่รู้จัก แต่สามารถสะท้อนให้เห็นได้ถึงความอุดมสมบูรณ์ของสถานที่ท่องเที่ยวของไทยได้เป็นอย่างดี ในขณะที่ประเทศมาเลเซียมุ่งเน้นการนำเสนอให้เห็นถึงความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม การอยู่ร่วมกันของผู้คนหลากหลายชนชาติทั้งชาวมาเลเซีย ชาวอินเดีย ชาวจีน ชนเผ่าต่าง ๆ รวมไปถึงต้องการนำเสนอให้เห็นถึงความหลากหลายทางด้านศาสนาทั้งศาสนาพุทธ อิสลาม และพราหมณ์ฮินดู ซึ่งความหลากหลายเหล่านี้ก่อให้เกิดวัฒนธรรม ประเพณี ภูมิปัญญา และวิถีชีวิตที่หลากหลาย ซึ่งเป็นสิ่งที่มาเลเซียต้องการที่จะนำเสนอ
  • Thumbnail Image
    Item
    The use of design thinking to construct a storyline for a tabletop roleplaying game to develop 21st century essential soft skills for digital marketing students
    Bulakorn Pornmongkolchart; Pornpun Prajaknate (National Institute of Development Administration, 2024)
    This study aimed to (1) identify the essential 21st century soft skills for digital marketing by conducting a comprehensive literature review of 26 frameworks related to soft skills in both digital marketing and other fields, alongside focus group discussions with seven digital marketing students and in-depth interviews with 14 digital marketing experts. These methods were employed to empathize with and uncover target group perspectives on the soft skills necessary for entering the digital marketing workforce. (2) Construct a storyline for a tabletop roleplaying game (TTRPG) to develop these essential skills using a design thinking approach. The literature review revealed that the most frequently mentioned soft skills were creativity, communication, and collaboration. Digital marketing students identified responsibility, time management, communication, creativity, and interact effectively as the most critical soft skills, whereas experts prioritized communication, self-directed learning, problem-solving, time management, project management, and technology literacy. The importance scores for each soft skill were provided by key informants, with skills scoring an average of 8.0 or higher being selected as the foundation for defining solutions to develop these skills within the context of a TTRPG. In-game scenarios, ideated from the defined solutions, were integrated into a prototype storyline using storytelling techniques. The game was designed for a group of four players and one gamemaster, with a flexible duration determined by the group, ranging from a few hours to an entire week. The benefits of this game depend on the intended use, ranging from helping players learn, understand, and identify essential soft skills for digital marketing to strengthening organizational relationships, fostering team bonding, and bridging hierarchical gaps. This study contributes to the field by highlighting essential soft skills for digital marketing and demonstrating the potential of TTRPGs as an engaging tool for skill development.
  • Thumbnail Image
    Item
    กระบวนการสื่อสารสาธารณะของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพในประเด็นไทยรู้สู้โควิด
    ปกรณ์ เต็มใจ; บุหงา ชัยสุวรรณ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2025)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการสื่อสารสาธารณะของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในประเด็น “ไทยรู้สู้โควิด” ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นการระบาดจนถึงช่วงผ่อนคลายมาตรการ 2) สำรวจบทบาทและการทำงานร่วมกับภาคีเครือข่ายในการผลิตและเผยแพร่ข้อมูลด้านสุขภาพ มีการวางข้อเสนอแนะในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารสุขภาพสำหรับวิกฤตในอนาคต การศึกษานี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ เจ้าหน้าที่ สสส. ภาคีเครือข่ายหลัก และภาคีเครือข่ายทั่วไป รวม 12 คน ผลการวิจัยพบว่า สสส. มีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์การสื่อสารตามบริบทการแพร่ระบาดของโควิด-19 แบ่งเป็น 4 ช่วงหลัก ได้แก่ ช่วงเริ่มต้นการระบาดที่เน้นให้ข้อมูลพื้นฐานลดความตื่นตระหนก ช่วงระบาดระลอกใหม่ที่มุ่งอธิบายประเด็นวัคซีนและมาตรการควบคุมโรค ช่วงระบาดต่อเนื่องที่มุ่งสร้างแรงบันดาลใจและเปิดโอกาสให้ภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น และช่วงผ่อนคลายมาตรการที่ปรับเนื้อหาไปสู่การดูแลสุขภาพองค์รวม ตลอดระยะเวลาดังกล่าว สสส. ใช้การ บูรณาการสื่อดั้งเดิมและสื่อสังคมออนไลน์เพื่อเผยแพร่เนื้อหาที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายหลากหลาย ภาคีเครือข่ายมีบทบาทสำคัญในการปรับข้อมูลให้สอดคล้องกับบริบทของกลุ่มเฉพาะ ทั้งนี้ มีข้อจำกัดในด้านการสนับสนุนทรัพยากรและการติดตามผลระยะยาวที่ยังต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับสภาพพื้นที่และความต้องการเชิงลึกของชุมชน ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงกลยุทธ์การสื่อสารสุขภาพในอนาคต ได้แก่ 1) พัฒนาระบบการประสานงานเครือข่ายและฐานข้อมูลกลางเพื่อความต่อเนื่องและลดความซ้ำซ้อน 2) เพิ่มศักยภาพบุคลากรด้านการสื่อสารดิจิทัลและทีมตรวจสอบข้อมูลเท็จ 3) กำหนดตัวชี้วัดและติดตามผลระยะยาวเชิงพฤติกรรม 4) สนับสนุนทรัพยากรแก่ภาคีเครือข่ายในพื้นที่ห่างไกลให้ทั่วถึง และ 5) สร้างระบบประเมินบทเรียนเชิงโครงสร้างเพื่อเตรียมพร้อมรับมือวิกฤตสุขภาพอื่น ๆ โดยใช้แนวคิดการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมระหว่างหน่วยงานกลาง ภาคีเครือข่าย และประชาชน
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาสกุลเงินดิจิตอลของ Facebook Libra (Diem) ในประเทศไทย
    ดนภัทร เพียรธรรม; ชุติสันต์ เกิดวิบูลย์เวช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2024)
    การวิจัยมีจุดประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ผลต่อการตัดสินใจใช้งานสกุลเงิน Libra ในกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร และการยอมรับเทคโนโลยีในกลุ่มคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ศึกษาบนพื้นฐานทฤษฎีแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี (TAM) ดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลแบบสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) แบ่งผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญด้านสกุลเงินดิจิทอล ผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง และกลุ่มวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร รวมทั้งสิ้น 26 คน ผลการศึกษาพบว่า การรับรู้ประโยชน์ และการรับรู้ความง่าย มีอิทธิพลร่วมกันต่อทัศนคติการใช้งานแอปพลิเคชันในการซื้อขายสกุลเงิน Libra สกุลเงิน Libra นั้นมีผลช่วยทำให้มีภาพลักษณ์ทางสังคมที่ดีขึ้น ด้านความรวดเร็วและสะดวกสบายในการทำธุรกรรมเป็นประเด็นสำคัญมากที่สุด จุดแข็งของ Libra คือการเป็นเงินดิจิทัลที่มีมูลค่าคงที่ (Stable Coin) การเคยซื้อสินค้าผ่านเครือข่ายบริการของ Facebook จะส่งผลให้เกิดความสนใจใช้งานสกุลเงินเงิน Libra สื่อได้ถึงความภักดีต่อสินค้าและบริการ ปัจจัยด้านอิทธิพลจากเครือข่าย ส่งผลต่อการเลือกใช้งานสกุลเงิน Libra ไปในทิศทางที่เป็นลบ โดยให้เหตุผลด้วยที่รัฐบาลสหรัฐประกาศซื้อขาย Future Bitcoin Contract ทำให้เกิดการเก็งกำไร รวมไปถึงนโยบายของรัฐบาลมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้ใช้สกุลเงิน Libra และการเปลี่ยนรูปแบบการชำระเงินที่ใช้อยู่เป็นสกุลเงิน Libra มีต้นทุนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ด้านความเสี่ยงผู้เชี่ยวชาญมีความคิดเห็นว่ามีอุปสรรคสำคัญที่ต้องผ่านไปให้ได้ คือ ต้องรับการอนุมัติจากรัฐบาลทั่วโลก และอาจส่งผลกระทบต่อโครงสร้างทางการเงินหาก Libra เข้ามาในอุตสาหกรรมการเงินแล้วบอกว่าต่อไปนี้ไม่มีค่าธรรมเนียม