GSTM: Theses

Permanent URI for this collectionhttps://repository.nida.ac.th/handle/662723737/269

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 20 of 161
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยด้านการจัดการพื้นที่การท่องเที่ยวที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรม เซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงา
    พงศกร เกตุประภากร; กนกกานต์ แก้วนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวไทยกลุ่มที่ตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ในจังหวัดพังงา และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการจัดการพื้นที่การท่องเที่ยวที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ในจังหวัดพังงา โดยต้องมีประสบการณ์ในการเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดอย่างน้อย 1 ครั้ง และไม่เกิน 5 ปี จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีในการเลือกตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น (Non-probability Sampling) โดยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และการเลือกตัวอย่างแบบตามสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม (Questionnaire) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way ANOVA : F-test) และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31 – 35 ปี สถานสภาพสมรส/อยู่ด้วยกัน การศึกษาระดับปริญญาตรี ประกอบอาชีพนักกีฬา มีรายได้ระหว่าง 25,001 – 35,000 บาท และภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคใต้ พฤติกรรมการท่องเที่ยวส่วนใหญ่เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard ในจังหวัดพังงา เพราะระดับน้ำและคลื่นมีความเหมาะสมกับทักษะการเล่น Surfboard เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard จำนวน 2 – 3 ชั่วโมงต่อวัน และ 2 – 3 วันต่อครั้งที่มาพังงา โดยใช้อุปกรณ์ประเภท Shortboard เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard เป็นส่วนใหญ่ เข้าร่วมกิจกรรม Surfboard กับเพื่อน/เพื่อนร่วมงาน และเข้าร่วมกิจกรรม Surfboard ในช่วงไตรมาสที่ 3 (กรกฎาคม - กันยายน) และเมื่อพิจารณาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยว พบว่า โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านส่งเสริมการตลาด รองลงมา คือ ด้านกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดที่เข้าร่วม ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม ด้านความสะดวกในการเดินทาง และด้านคุณภาพการบริการ และต่ำที่สุด คือ ด้านสถานที่พักอาศัย ตามลำดับ และสำหรับผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า 1) พฤติกรรมการท่องเที่ยว ด้านเหตุผลที่เข้าร่วมกิจกรรม จำนวนวันที่เข้าร่วมกิจกรรม ประเภทของการเข้าร่วมกิจกรรม และบุคคลที่เข้าร่วมกิจกรรมแตกต่างกัน มีผลต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ปัจจัยด้านกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ดที่เข้าร่วม ด้านความสะดวกในการเดินทาง ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการเข้าร่วมกิจกรรม และด้านคุณภาพการบริการ ส่งผลต่อการตัดสินใจในการเข้าร่วมกิจกรรมเซิร์ฟบอร์ด (Surfboard) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในจังหวัดพังงา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • Thumbnail Image
    Item
    แนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับกลุ่ม Silver Age ในจังหวัดอุทัยธานี
    อารยา ยอดฉิม; กนกกานต์ แก้วนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
    การวิจัยนี้ศึกษาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมสำหรับกลุ่ม Silver Age ในจังหวัดอุทัยธานี วัตถุประสงค์การศึกษามีดังนี้ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี 2) เพื่อศึกษาความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Silver Age 3) เพื่อศึกษาสมรรถนะด้านการจัดการที่พึงประสงค์ของผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุทัยธานี 4) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี และ 5) เพื่อศึกษาแนวทางการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของกลุ่ม Silver Age ในจังหวัดอุทัยธานี โดยการวิจัยครั้งเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ซึ่งการดำเนินงานวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะแรกเป็นดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากผู้ตอบแบบสอบถามจำนวน 400 คนโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ระยะที่สองดำเนินการวิจัยโดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้ผลการวิจัยที่ได้จากการเชิงปริมาณเพื่อพิจารณาคัดเลือกประเด็นปัญหาและผู้ให้ข้อมูล ซึ่งผู้วิจัยใช้ข้อมูลจากแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างที่เก็บจากผู้ให้ข้อมูลหลักจากภาครัฐ ภาคธุรกิจ/เอกชน และภาคประชาชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดอุทัยธานี และใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าพบว่าระดับความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Silver Age โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยนักท่องเที่ยวมีความต้องการเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยวมากที่สุด ในขณะที่สมรรถนะด้านการจัดการที่พึงประสงค์ของผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุทัยธานีโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ความต้องการของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Silver Age ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อุทัยธานี โดยด้านความปลอดภัยส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่อุทัยธานีสูงที่สุด และปัจจัยด้านสมรรถนะด้านการจัดการที่พึงประสงค์ของผู้นำกลุ่มท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดอุทัยธานี ส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานี โดยความสามารถทางการตลาดส่งผลต่อศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในพื้นที่จังหวัดอุทัยธานีสูงที่สุด
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาพฤติกรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการเลือกรับประทานอาหารนอกโรงแรมของผู้เข้าพักชาวไทยในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย
    ณัฐพล อ่องเพชร; เทิดชาย ช่วยบำรุง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
    งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกโรงแรมของผู้เข้าพักชาวไทยในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจการเลือกรับประทานอาหารนอกโรงแรมของผู้เข้าพักชาวไทยในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย โดยการใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือ กลุ่มตัวอย่างคือผู้เข้าพักชาวไทยที่มาใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้นำไปลงรหัสต่าง ๆ และทำการประมวลผลด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์โดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป SPSS และใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics), ใช้การวิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มประชากรโดยการวิเคราะห์ ไคสแควร์ (Chi-Square Test) ,Independent-Samples T-Test ,One-way ANOVA และวิเคราะห์หาความสัมพันธ์ (Multiple Regression Analysis) เพื่อพิสูจน์สมมติฐาน อธิบาย บรรยาย หรือสรุปผล ผลการศึกษา พบว่า ผู้เข้าพักชาวไทยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ ระหว่าง 21-30 ปี สถานภาพโสด การศึกษาอยู่ระดับปริญญาตรี อาชีพ นักเรียน/นักศึกษา และรายได้ระหว่าง 10,001-30,000 บาท พฤติการการรับประทานอาหารนอกโรงแรมซึ่งบุคคลที่ร่วมรับประทาน ส่วนใหญ่ไปรับประทานกับครอบครัว/ญาติ สิ่งที่มีผลต่อการเลือกรับประทาน ชมทิวทัศน์ สถานที่ในการเลือกรับประทาน เพราะบรรยากาศเหมาะสม ช่วงเวลาในการรับประทาน 18.01 น. - 22.00 น. เหตุผลในการเลือกรับประทาน พบปะสังสรรค์ ผู้มีอิทธิพลในการเลือกรับประทาน เพื่อน/แฟน ความถี่ในการรับประทานบางครั้ง โดยค่าเฉลี่ยปัจจัยในการเลือกรับประทานอาหารนอกโรงแรม โดยรวมมีค่ามากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านรสชาติและคุณภาพ ด้านบรรยากาศและสถานที่ ด้านความหลากหลาย มีค่ามากที่สุด การวิเคราะห์ความแตกต่างระหว่างลักษณะประชากรศาสตร์กับพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกโรงแรมของผู้เข้าพักชาวไทย ในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทยด้วยสถิติทดสอบไคสแควร์ พบว่า ผู้เข้าพักชาวไทยที่มีเพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา และอาชีพ แตกต่างกัน มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกโรงแรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนผู้เข้าพักชาวไทยที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารนอกโรงแรม ไม่แตกต่างกัน การวิเคราะห์ลักษณะประชากรศาสตร์กับการตัดสินใจการเลือกรับประทานอาหารนอกโรงแรมของผู้เข้าพักชาวไทย ในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในจังหวัดภูเก็ต ประเทศไทย ด้วยสถิติ T-test และ F-test พบว่า ผู้เข้าพักชาวไทยที่มีสถานภาพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน ตัดสินใจเลือกรับประทานอาหารนอกโรงแรม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนผู้เข้าพักชาวไทยที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพแตกต่างกัน การตัดสินใจการเลือกรับประทานอาหารนอกโรงแรม ไม่แตกต่างกัน ผลของการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ (Multiple Regression) พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจ คือ ความสะอาดและรสชาติของอาหาร มีอาหารเมนูจานพิเศษแนะนำ มีการตกแต่งอาหารให้สวยงาม มีความพร้อมในการบริการ มีความน่าเชื่อถือในการบริการ บริการได้ถูกต้องครบถ้วน มีความตรงต่อเวลาในการให้บริการ มีการบริการที่เป็นมาตรฐาน มีการระบุราคาสินค้าที่ชัดเจน สามารถเปรียบเทียบราคาก่อนตัดสินใจบริโภค สามารถใช้บัตรสมาชิก/บัตรส่วนลดเพื่อลดราคาได้ การชำระเงินที่ถูกต้องและรวดเร็ว อาหารตรงตามที่โฆษณา คุณภาพของอาหาร การปรุงอาหารแบบดั้งเดิม เลือกใช้วัตถุดิบตามแบบดั้งเดิม ได้รับรางวัลด้านคุณภาพอาหาร การโฆษณา ประชาสัมพันธ์ ที่มีความหลากหลาย การสมัครสมาชิกเพื่อรับสิทธิพิเศษ มีโปรโมรชันรายการพิเศษในช่วงเทศกาล ความหลากหลายในด้านประเภทอาหาร บรรยากาศเหมาะสมกับการรับประทานอาหาร สถานที่สำหรับจอดรถในร้านอาหาร การให้บริการที่เป็นเอกลักษณ์ มีการจองโต๊ะล่วงหน้าทางโทรศัพท์ พนักงานให้บริการเสมอภาคเหมือนกันโดยไม่เลือกปฏิบัติ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05
  • Thumbnail Image
    Item
    การพัฒนาโมเดลสมการโครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุขององค์ประกอบคุณภาพ ภาพลักษณ์ และความพึงพอใจที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้เข้าร่วมงานเทศกาลอาหารถิ่นในเขตปริมณฑล
    กรัณย์ วรวิทย์วรรณ; พัทรียา หลักเพ็ชร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการรับรู้คุณภาพของงานเทศกาล ภาพลักษณ์ ความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานเทศกาลอาหารถิ่น 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านคุณภาพ ภาพลักษณ์ ที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงาน และความภักดีของผู้เข้าร่วมงาน 3) เพื่อพัฒนาและตรวจสอบรูปแบบของโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุขององค์ประกอบคุณภาพ ภาพลักษณ์ และความพึงพอใจที่ส่งผลต่อความภักดีของผู้เข้าร่วมงานเทศกาลอาหารถิ่นในเขตปริมณฑล 4) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการจัดงานเทศกาลอาหารถิ่น จากมุมมองของผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดงานเทศกาลอาหารถิ่น การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ จำนวนกลุ่มตัวอย่าง 480 ตัวอย่าง พบว่าการรับรู้ภาพลักษณ์ของงานเทศกาล และการรับรู้ความพึงพอใจของผู้เข้ารวมงานเทศกาลอยู่ในระดับการรับรู้มาก ส่วนการรับรู้คุณภาพของงานเทศกาลอยู่ในระดับการรับรู้มากที่สุด ส่วนการทดสอบโมเดลความสัมพันธ์เชิงโครงสร้างและการทดสอบสมมติฐานพบว่าทั้งหมดมีความสัมพันธ์เชิงบวก ส่วนผลการศึกษาทางด้านอิทธิพล และ​การพัฒนาและตรวจสอบรูปแบบของโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างปัจจัยเชิงสาเหตุ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 พบว่าคุณภาพของงานเทศกาล และภาพลักษณ์ของงานเทศกาล มีอิทธิพลทางตรงต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานเทศกาล (DE=0.650* และ 0.282* ตามลำดับ) และพบว่าคุณภาพของงานเทศกาล ภาพลักษณ์ของงานเทศกาล และความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานเทศกาล ต่างมีอิทธิพลทางตรงต่อความภักดีต่องานเทศกาลของผู้เข้าร่วมงาน (DE=0.346*, 0.238* และ 0.345* ตามลำดับ)  คุณภาพของงานเทศกาล และภาพลักษณ์ของงานเทศกาล ต่างมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความภักดีต่องานเทศกาลของผู้เข้าร่วมงานผ่านตัวแปรส่งผ่านความพึงพอใจของผู้เข้ารวมงานเทศกาล (IE=0.224 และ 0.097 ตามลำดับ) คุณภาพของงานเทศกาลมีอิทธิพลโดยรวมต่อความพึงพอใจ และความภักดีของผู้เข้าร่วมงานเทศกาล (β = 0.650 (DE = 0.650); p < 0.05) และ (β = 0.650 (DE = 0.346 + IE = 0.224); p < 0.05) ภาพลักษณ์ของงานเทศกาลมีอิทธิพลโดยรวมต่อความพึงพอใจ และความภักดีของผู้เข้าร่วมงาน (β = 0.282 (DE = 0.282); p < 0.05) และ (β = 0.282 (DE = 0.238 + IE = 0.097); p < 0.05) ส่วนความพึงพอใจของผู้เข้ารวมงานเทศกาลมีอิทธิพลโดยรวมต่อความภักดีของผู้เข้าร่วมงาน (β = 0.345 (DE = 0.345); p < 0.05) และโมเดลมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ หลังจากได้ข้อสรุปเรื่องผลการศึกษาเชิงปริมาณแล้ว ได้มีการนำมาวิเคราะห์ร่วมกับการศึกษาเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดงานเทศกาลอาหารถิ่น ซึ่งสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) แนวทางการพัฒนาศักยภาพและยกระดับคุณภาพของงานเทศกาลอาหารถิ่นให้มีคุณภาพ 2) แนวทางการเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับของสถานที่และสิ่งอำนวยความสะดวก 3) แนวทางการบูรณาการการจัดงานเทศกาลอาหารถิ่นโดยสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย 4) แนวทางการส่งเสริมการตลาดและการประชาสัมพันธ์งานเทศกาลอาหารถิ่น โดยแนวทางดังกล่าวจะสามารถช่วยให้ผู้จัดงานสามารถยกระดับคุณภาพ สร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความพึงพอใจให้กับผู้เข้าร่วมงาน และสามารถสร้างความภักดี เพื่อให้เข้าร่วมงานซ้ำแก่ผู้เข้าร่วมงานได้ในอนาคต การวิจัยครั้งนี้สามารถนำผลการศึกษาไปต่อยอดเพื่อสนับสนุนการจัดงานเทศกาลที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และสามารถนำไปปรับใช้เพื่อเตรียมความพร้อมที่ดีสำหรับการจัดงานเทศกาลในครั้งถัดไป
  • Thumbnail Image
    Item
    ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง  กรณีศึกษา:จังหวัดนครศรีธรรมราช
    สุวิทย์ พิศแลงาม; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ศึกษาเกี่ยวกับข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราชโดยมีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง 3) เพื่อประเมินศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช และ 4) เพื่อเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสม (Mixed Research Methodology) ซึ่งเป็นการผสมผสานรูปแบบการวิจัยระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช มีประสบการณ์ในการทำกิจกรรมและพักค้างคืนในจังหวัดนครศรีธรรมราช ในปี พ.ศ. 2566 จำนวน 304 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ (Frequency) ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (Multiple Regression Analysis) สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ชุมชนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวจังหวัดนครศรีธรรมราช หน่วยงานละ 1 คน และตัวแทนนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช จำนวน 4 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์แบบแก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการศึกษาพฤติกรรมในการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางมาเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราชพบว่า พฤติกรรมก่อนเดินทางผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความถี่ในการเดินทางท่องเที่ยว 1 - 2 ครั้ง/ปี โดย มีวัตถุประสงค์ในการเดินทางเพื่อท่องเที่ยว/พักผ่อนหย่อนใจ เดินทางมาในช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ (เสาร์-อาทิตย์) จำนวน 3 - 4 วัน เคยเดินทางมาเที่ยวแล้ว 1 - 2 ครั้ง ค้นหาข้อมูลก่อนเดินทางผ่านเว็บไซต์ทางการ (Official Website) ค้นหาจาก Google Maps รองลงมา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) สื่อสังคมออนไลน์ค้นหาจาก Facebook และจากคำชักชวนจากเพื่อน ญาติ หรือครอบครัว โดยมีเพื่อนเป็นบุคคลที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเดินทาง และเหตุผลที่ในการตัดสินใจมาจากคำชักชวนของครอบครัว/เพื่อน โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีการซื้อ/จองซื้อโดยตรงกับชุมชน/แหล่งท่องเที่ยว ด้านพฤติกรรมระหว่างเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราชกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สนใจสถานที่ท่องเที่ยวทางศิลปวัฒนธรรม ประเพณี วิถีชีวิตความเป็นอยู่ โดยกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่สนใจ คือกิจกรรมเที่ยวหมู่บ้านคีรีวงชมวิถีชุมชนในพื้นที่ กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีผู้ร่วมเดินทางเป็นญาติ/ครอบครัว ส่วนใหญ่ใช้บริการสถานที่พักประเภทโรงแรม/รีสอร์ท โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีใช้จ่ายไม่รวมค่าตั๋วเครื่องบิน (ต่อคน) ต่ำกว่า 3,000 บาท/วัน และใช้รถยนต์ส่วนตัวเป็นยานพาหนะที่ใช้เดินทางไปยังเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราชและใช้ในการท่องเที่ยว ด้านพฤติกรรมหลังเดินทางท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีความต้องการกลับมาเที่ยวซ้ำแน่นอน และมีความต้องการบอกต่อให้ผู้อื่นหรือคนรู้จักพร้อมทั้งมีความเต็มใจจะจ่ายมากขึ้นและมีความต้องการปกป้องในกรณีที่จังหวัดนครศรีธรรมราชมีข่าวด้านลบ สำหรับผลการศึกษาองค์ประกอบการท่องเที่ยวที่มีอิทธิพลต่อความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง พบว่า จากการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ ตัวแปรที่สามารถนำไปใช้ในการพยากรณ์ความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง ได้แก่ องค์ประกอบการท่องเที่ยว ด้านความดึงดูดใจของแหล่งท่องเที่ยว ด้านความสามารถในการเข้าถึงของแหล่งท่องเที่ยว ด้านความจริงแท้ และด้านการยอมรับของคนในพื้นที่ และผลการศึกษาศักยภาพการจัดการการท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช พบว่าศักยภาพที่ต้องพัฒนาได้แก่ 1) ด้านเจ้าบ้าน 2) ด้านความร่วมมือ 3) ด้านการพัฒนา 4) ด้านแหล่งท่องเที่ยว จากผลการศึกษาดังกล่าว ผู้วิจัยจึงนำเสนอข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการพัฒนาการท่องเที่ยวเมืองรอง จังหวัดนครศรีธรรมราช ดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาความร่วมมือของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและมีเป้าหมายในการพัฒนาร่วมกัน แนวทางที่ 2 พัฒนาการทำการตลาดออนไลน์เพื่อส่งเสริมธุรกิจและแหล่งท่องเที่ยว แนวทางที่ 3 ภาครัฐให้การสนับสนุนด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างจริงจังและตรงจุด แนวทางที่ 4 พัฒนามาตรฐานและศักยภาพผู้ให้บริการ และแนวทางที่ 5 ยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นและเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการท่องเที่ยว
  • Thumbnail Image
    Item
    แนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชุมชนบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ
    ฐิตาพร วงษ์เล็ก; กนกกานต์ แก้วนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2023)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชุมชนบางน้ำผึ้ง ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ชุมชนบางน้ำผึ้ง ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ 3) เพื่อศึกษาแนวทางในการพัฒนาการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนชุมชนบางน้ำผึ้ง ตำบลบางน้ำผึ้ง อำเภอพระประแดง จังหวัดสมุทรปราการ กลุ่มตัวอย่างคือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ใน ชุมชนบางน้ำผึ้ง เป็นจำนวนทั้งสิ้น 370 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multistage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเชิงปริมาณและแบบสัมภาษณ์ที่พัฒนาจากผลการวิเคราะห์แบบสอบถามเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบหลายขั้นตอน ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ผลการศึกษาพบว่า 1) ความสัมพันธ์ของการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกและเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลกระทบเชิงบวกมีสามปัจจัยได้แก่ ด้านความผูกพันของชุมชน ด้านทัศนคติต่อสิ่งแวดล้อม และด้านการพึ่งพาเศรษฐกิจทางการท่องเที่ยว สามารถทำนายการส่งผลต่อ การรับรู้ผลกระทบเชิงบวกต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีค่า R2 อยู่ที่ 0.856  3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้ผลกระทบเชิงลบมีสามปัจจัยเหมือนปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อการรับรู้เชิงบวก สามารถทำนายการส่งผลต่อ การรับรู้ผลกระทบเชิงลบต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนในการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน โดยมีค่า R2 อยู่ที่ 0.449 หลังจากนั้นได้นำข้อมูลเชิงปริมาณมาสังเคราะห์เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพเพื่อยืนยันสมมติฐานและหาแนวทางพัฒนาการมีส่วนร่วมต่อไป ซึ่งผลที่ได้มีความสอดคล้องกับผลในเชิงปริมาณ และมีการแนะแนวทางในการกระตุ้นเยาวชนให้เข้ามามีส่วนร่วมเพื่อให้การมีส่วนร่วมมีความยั่งยืนต่อไปในชุมชนบางน้ำผึ้ง
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความรักในตราสินค้าของผู้ใช้บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศในรูปเเบบกรุ๊ปเหมาของบริษัท ดีว่า เวเคชั่น จำกัด 
    ปาจรีย์ โดยชื่นงาม; กนกกานต์ แก้วนุช (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    วิทยานิพนธ์เรื่อง “ปัจจัยคุณภาพบริการที่ส่งผลต่อความรักในตราสินค้าของผู้ใช้บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบกรุ๊ปเหมาของบริษัท ดีว่า เวเคชั่น จำกัด” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ และ 2) ปัจจัยคุณภาพบริการที่มีต่อความรักในตราสินค้าของผู้ใช้บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบกรุ๊ปเหมาของบริษัท ดีว่า เวเคชั่น จำกัด ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบกรุ๊ปเหมาของบริษัท ดีว่า เวเคชั่น จำกัด จำนวน 500 คน ด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย กำหนดขนาดตัวอย่างโดยการคำนวณตามสูตรของยามาเน ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 26-35 ปี รายได้ต่อเดือน 30,001-40,000 บาท ระดับการศึกษาปริญญาตรี และประกอบอาชีพเป็นพนักงานบริษัทเอกชน โดยปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ด้านเพศ และรายได้ต่อเดือนส่งผลต่อความรักในตราสินค้าของผู้ใช้บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบกรุ๊ปเหมาของบริษัท ดีว่า เวเคชั่น จำกัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และปัจจัยคุณภาพบริการด้านการเข้าใจผู้ใช้บริการ ด้านความเป็นรูปธรรม ด้านความสะดวกในการเข้าถึง ด้านความปลอดภัย และด้านการตอบสนองต่อผู้ใช้บริการส่งผลต่อความรักในตราสินค้าของผู้ใช้บริการจัดนำเที่ยวต่างประเทศในรูปแบบกรุ๊ปเหมาของบริษัท ดีว่า เวเคชั่น จำกัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo female หลังโควิด-19
    มณฑิรา ธรรมจารีย์ ซิมิช; เกศรา สุกเพชร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    เนื้อหาของวิทยานิพนธ์มุ่งศึกษาเรื่องปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo female หลังโควิด-19 ภายใต้วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางประชากรของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo female กับการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลังโควิด-19 และ 2) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านพฤติกรรมและแรงจูงใจที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo Female กับการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลังโควิด-19 โดยดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณกับกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยว Solo Female ชาวต่างประเทศ รวมจำนวน 400 คน ผ่านแบบสอบถามซึ่งแบ่งเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) ด้านพฤติกรรม 2) ด้านแรงจูงใจ และ 3) ด้านการตัดสินใจซื้อ เนื้อหาแบบสอบถามผ่านการตรวจสอบ ตรวจเช็คความสอดคล้องของคำถามกับวัตถุประสงค์ (Item Objective Congruence : IOC) ด้านความตรง (Validity) ด้านความเชื่อมั่น (Reliability) และนำไปทดสอบกับกลุ่มตัวอย่างจริงจำนวน 400 คน ผลที่ได้นำไปวิเคราะห์ผ่านสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) และสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) ร่วมกันโดยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistic) จะใช้ ค่าร้อยละ (Percentage) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard deviation) อธิบายอายุ สถานะภาพสมรส อาชีพ รายได้ ที่อยู่ ส่วนสถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistic) จะใช้ T-test, Analysis of variance : ANOVA และสัมประสิทธิ์สหสมพันธ์อย่างง่ายของเพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient) อธิบายเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าคะแนนเฉลี่ยของกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกันเพื่อทดสอบสมมติฐาน เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของกลุ่มเพื่อหาค่าความสัมพันธ์ของตัวแปรอิสระสองตัวที่เป็นอิสระต่อกันโดยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (Correlation) และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo Female ส่วนใหญ่อายุระหว่าง 20-40 ปี สถานะภาพโสดและสมรส ประกอบอาชีพพนักงาน ธุรกิจส่วนตัว และนักศึกษา มีรายได้เฉลี่ย 2,000 $ – 4,000 $ หรือ (66,001-132,000 บาท) อาศัยในยุโรป อเมริกา แคนาดา ด้านพฤติกรรมปัจจัยภายใน มีความคาดหวังในตัวแหล่งท่องเที่ยวระดับสูงในรูปแบบกิจกรรมต้องเป็นไปตามข้อมูลที่ได้รับ รวมถึงความสะอาดด้านที่พัก สุขอนามัย และแหล่งท่องเที่ยวสามารถเติมเต็มในสิ่งที่ต้องการ ด้านพฤติกรรมปัจจัยภายนอกครอบครัวมีส่วนรับรู้การเดินทาง ขณะที่อำนาจการตัดสินใจเดินทางอยู่ที่นักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo Female และเทรนด์การท่องเที่ยวคนเดียวเป็นค่านิยมอย่างมากในปัจจุบัน ด้านแรงจูงใจปัจจัยผลักดันความต้องการการยอบรับในด้านต่าง ๆ และต้องการเป็นผู้มีประสบการณ์การท่องเที่ยวในด้านนั้นอยู่ในระดับสูง ขณะที่ด้านแรงจูงใจปัจจัยดึงดูดความปลอดภัยในด้านต่าง ๆ โดยเฉพาะมาตรการควบคุมโควิด-19 เป็นเรื่องที่นักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo Female ให้ความสำคัญมาก รวมที่ความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว ที่พัก และความมีชื่อเสียงของสถานที่ท่องเที่ยว สรุปผลการวิจัยพบว่าด้านพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo Female ปัจจัยความคาดหวัง วัฒนธรรมส่วนบุคคล ครอบครัวและข้อมูลข่าวสารมีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลังโควิด-19 ในขณะที่ปัจจัยด้านการรับรู้ ทัศนคติ ความภักดี บทบาททางสังคม ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลังโควิด-19  ทางด้านแรงจูงใจของนักท่องเที่ยวกลุ่ม Solo Female พบว่าปัจจัยด้านการพักผ่อน การยอมรับ ที่พัก ชื่อเสียง ความปลอดภัย สาธารณูปโภคและความน่าสนใจของแหล่งท่องเที่ยว มีอิทธิพลอย่างมากต่อการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลังโควิด-19  ในขณะที่ปัจจัยด้านประสบการณ์ใหม่ ศักยภาพส่วนบุคคล การพึ่งตนเอง ความเป็นอิสระ การค้นพบตัวเอง การเดินทาง กิจกรรม ไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อการท่องเที่ยวชุมชนเชิงชาติพันธุ์ในประเทศไทยหลังโควิด-19
  • Thumbnail Image
    Item
    การพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวตามรอยวิถีชีวิตชุมชนมุสลิม กรณีศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
    สุภาวรรณ สุคนธี; สุวารี นามวงค์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    วิทยานิพนธ์เล่มนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิมซึ่งมีการศึกษาถึงบทบาท หน้าที่ และความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 4 ภาคส่วน 1) เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของภาครัฐต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิม 2) เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของภาคเอกชนต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิม 3) เพื่อศึกษาบทบาทหน้าที่ของชุมชนต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิม และ 4) เพื่อศึกษาการรับรู้และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิม โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีการเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก แบบกึ่งโครงสร้าง (Semi-structure Interview) ด้วยการใช้คำถามปลายเปิด (Open-end Questions) มีการแบ่งกลุ่มการสัมภาษณ์เป็นทั้งหมด 4 กลุ่ม ได้แก่ หน่วยงานภาครัฐที่มีความเกี่ยวข้องกับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวชุมชนมุสลิมจำนวน 7 คน หน่วยงานภาคเอกชนได้แก่ผู้ประกอบการร้านขายของฝาก ผู้เชี่ยวชาญด้านการถักทอแหจับสัตว์น้ำ และผู้ปกระกอบการร้านอาหารบริเวณชุมชน จำนวน 6 คน หน่วยงานภาคชุมชน ได้แก่คณะกรรมการชุมชน ผู้นำศาสนาอิสลาม อาสาสมัครและชาวบ้าน จำนวน 7 คน และกลุ่มสุดท้ายคือกลุ่มนักท่องเที่ยวมุสลิมที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ชุมชนมุสลิมคลองตะเคียน จำนวน 10 คน รวมทั้งหมด 30 คน สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา Content Analysis ผลการศึกษาพบว่าบทบาทหน้าที่ของภาครัฐต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิมมีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการออกแบบนโยบาย ถูกแบ่งออกเป็น 4 นโยบายหลักดังนี้ นโยบายด้านการสนับสนุนโครงการประจำปีของชุมชน นโยบายการพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกให้แก่ชุมชน  นโยบายการสร้างความรู้ในการพัฒนาชุมชนให้แก่ชาวบ้าน นโยบายการปรับปรุงภูมิทัศน์ชุมชน 2) ด้านการบริหารสิ่งอำนวยความสะดวก โดยมีการหมุนเวียนงบประมาณไปในแต่ละปี 3) ด้านเงินทุน หน่วยงานภาครัฐแบ่งการสนับสนุนเงินทุนของชุมชนมุสลิมคลองตะเคียนเป็น 2 ส่วน คือ เงินทุนสนับสนุนโครงการประจำปี และเงินทุนเพื่อพัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวก 4)ด้านการวางแผนการตลาดและประชาสัมพันธ์ ซึ่งบทบาทหน้าที่ในส่วนนี้ภาครัฐมีการช่วยสนับสนุนชุมชนเป็นส่วนน้อย 5) ด้านการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐถือเป็นบทบาทสำคัญยิ่งที่จะทำให้ชุมชนสามารถพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวได้จริง บทบาทหน้าที่ของภาคเอกชนต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิมมีทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ ซึ่งภาคเอกชนมีการรับรู้ว่าภาครัฐต้องการผลักดันชุมชนมุสลิมคลองตะเคียนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว แต่ในทางปฏิบัติจริงภาคเอกชนส่วนใหญ่ยังขาดความร่วมมือในด้านนี้ 2) ด้านการประชาสัมพันธ์ชุมชนของทางภาคเอกชนนั้นมีการช่วยเหลือในด้านนี้เป็นส่วนน้อย 3) ด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการ เป็นด้านที่ภาคเอกชนให้ความสำคัญมากที่สุด โดยมีการแบ่งการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการออกเป็น 3 ด้านย่อยดังนี้ ด้านการปรับปรุงและตกแต่งร้านค้าให้สวยงาม การเพิ่มช่องทางการขายโดยการขนส่งทางไปรษณีย์ และการทำสินค้าของที่ระลึกและการมองหาสินค้ามาขายเพิ่มเติม และ 4) ด้านการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาคเอกชนที่มีส่วนน้อยให้ความร่วมมือกับทั้งทางภาครัฐและภาคชุมชน บทบาทหน้าที่ของภาคชุมชนต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิมมีทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการสนับสนุนนโยบายภาครัฐ โดยทางชุมชนมีคณะกรรมการที่เข้มแข็งทำให้เกิดการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง 2) ด้านการสนับสนุนลักษณะทางกายภาพ 5As ได้แก่ Attractions มีจุดเด่นในเรื่องของความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยวซึ่งมีมัสยิดที่สวยงามถึง 4 แห่ง ได้แก่ มัสยิดกุฎีช่อฟ้า มัสยิดยามิอุ้ล มัสยิดตะเกี่ย และมัสยิดยามารุดีน อีกหนึ่งจุดเด่นคือความเป็นชุมชนที่มีพหุวัฒนธรรม ไทยพุทธ-มุสลิมอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ และจุดที่สามคือความเก่าแก่ของชุมชนที่มีประวัติศาสตร์มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเป็นราชธานี Accessibility การเข้าถึงของชุมชนโดยส่วนใหญ่จะมีการเดินทางโดยรถยนต์ส่วนตัว หากเดินทางมาเป็นคณะจะมีการใช้รสบัส และรถตู้ แต่ในขณะเดียวกันก็มีขนส่งสาธารณะคือรถสองแถวที่ขับผ่านตัวชุมชน Amenity ประกอบไปด้วย ห้องรับรองแขกวีไอพี ห้องรับรองแขกทั่วไป ห้องเรียนศาสนา ห้องสมุด ห้องหนังสือ ห้องสุขา ห้องอาบน้ำ ลานอเนกประสงค์ที่ใช้ในการจัดงานกิจกรรม ลานจอดรถ ลานออกกำลังกาย และสถานที่นั่งพักผ่อนให้แก่นักท่องเที่ยวเนื่องจากทางชุมชนจะมีมัสยิดกุฎีช่อฟ้าที่จะเปิดรับนักท่องเที่ยวตลอด 24 ชั่วโมง จึงมีเจ้าหน้าที่อาสาสมัครผลัดเปลี่ยนกันไปต้อนรับและให้การดูแลอยู่ตลอดทั้งคืน Ancillary Services บริการเสริมที่ทางภาคชุมชนได้กล่าวถึงคือ มีร้านค้าชุมชน มีตลาดนัด 2 ครั้งต่อสัปดาห์ และการแจกเอกสารการท่องเที่ยวของจังหวัดพระนครศรีอยุธยา Activity ที่ชุมชนจัดหาได้แก่ การทำอาหารและขนมพื้นบ้าน การถักทอแหและสวิงจับสัตว์น้ำ การล่องเรือชมแม่น้ำเจ้าพระยา และการศึกษาคุณธรรมและความเป็นพหุวัฒนธรรมไทยพุทธ-มุสลิม 3) ด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรชุมชน 4) ด้านการประชาสัมพันธ์ชุมชน ผ่านสื่อออนไลน์ผ่าน Facebook และ Youtube เป็นหลัก 5) ด้านการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาคชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ภาคชุมชนมีส่วนร่วมใกล้ชิดกับหน่วยงานภาครัฐมากกว่าภาคเอกชน การรับรู้และพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวต่อการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิมคลองตะเคียน ผลการศึกษาพบว่าจากการศึกษาพบว่า นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่ชุมชนมุสลิมคลองตะเคียนมีความต้องการที่จะศึกษาวิถีชีวิตชุมชนมุสลิม และเข้ามาชื่นชมความงามของมัสยิดและชุมชน โดยการรับรู้ก่อนการเดินทางนั้นนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีการสืบค้นข้อมูลผ่านทางสื่อออนไลน์ไม่ว่าจะเป็น Facebook YouTube Website ปากต่อปาก และจากประสบการณ์การท่องเที่ยวในอดีต ทำให้นักท่องเที่ยวมีการรับรู้ลักษณะทางกายภาพเบื้องต้นของทางชุมชน อีกทั้งนักท่องเที่ยวทุกคนมีความพึงพอใจต่อพนักงานผู้ให้บริการ ที่มีความเป็นมืออาชีพ มีความน่าเชื่อถือ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดี เข้าใจความต้องการของนักท่องเที่ยวและมีการให้บริการอย่างรวดเร็ว ดังนั้น แนวทางในการพัฒนาศักยภาพแหล่งท่องเที่ยววิถีชีวิตชุมชนมุสลิมคลองตะเคียนจึงแบ่งออกเป็นสองส่วนสำคัญคือ 1) ด้านอุปสงค์ (Supply) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การปฏิบัติการ การรับผลประโยชน์และการประเมินผล รวมถึงทุกภาคส่วนต้องมีบทบาทและความรับผิดชอบร่วมกันเพื่อขับเคลื่อนโยบาย การจัดการเงินทุน การประชาสัมพันธ์ การอนุรักษ์ทรัพยากรชุมชน และมีความเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง อีกทั้งชุมชนเองก็จะต้องมีลักษณะทางกายภาพของชุมชนที่โด่ดเด่น 2) ด้านอุปทาน (Demand) การรู้จักถึงความต้องการของนักท่องเที่ยว ซึ่งก่อนที่นักท่องเที่ยวจะเดินทางมานั้นจะมีการหาข้อมูลเบื้องต้นของทางชุมชนผ่านช่องทางต่าง ๆ มีความคาดหวังต่อแหล่งท่องเที่ยวในชุมชนและการบริการของพนักงาน ซึ่งท้ายที่สุดจะก่อให้เกิดความพึงพอใจและสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับนักท่องเที่ยวมุสลิมที่เดินทางมาชุมชนคลองตะเคียน
  • Thumbnail Image
    Item
    การพัฒนาจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยววิ่งเทรลเพื่อสุขภาพ
    จิราภรณ์ ชัยมงคล; สุวารี นามวงค์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นที่จะศึกษาเรื่อง  การพัฒนาจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยววิ่งเทรลเพื่อสุขภาพ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อทราบถึงปัจจัยผลักดันเชิงสุขภาพในการวิ่งเทรลที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการร่วมงานวิ่งเทรล 2) เพื่อทราบถึงปัจจัยดึงดูดในการวิ่งเทรลเชิงสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการร่วมงานวิ่งเทรล 3) เพื่อทราบถึงองค์ประกอบเสริมของการจัดงานวิ่งเทรลเพื่อสุขภาพที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจในการร่วมงานวิ่งเทรล 4) เพื่อทราบถึงความสัมพันธ์ระหว่างความพึงพอใจในการวิ่งเทรลกับการตัดสินใจกลับมาร่วมงานวิ่งเทรล โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Approach) กลุ่มตัวอย่างคือ นักวิ่งชาวไทยที่เคยเข้าร่วมการแข่งขันวิ่งเทรลที่จัดขึ้นในประเทศไทยในระยะทางที่ไม่น้อยกว่า 10 กิโลเมตร อย่างน้อย 1 ครั้ง จำนวน 266 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล และใช้สถิติการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูลหาอิทธิพลของปัจจัยผลักดัน ปัจจัยดึงดูด องค์ประกอบเสริมที่มีต่อความพึงพอใจ และความพึงพอใจที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจกลับมาร่วมงานวิ่งเทรล ผลการวิจัยสามารถแบ่งตามวัตถุประสงค์ พบว่า ปัจจัยผลักดันเชิงสุขภาพในการวิ่งเทรล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจในการร่วมงานวิ่งเทรล โดยด้านการเรียนรู้ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด รองลงมา คือ ด้านจิตวิทยา ด้านจิตวิญญาณ และด้านผลสัมฤทธิ์ ตามลำดับ สำหรับปัจจัยดึงดูดในการวิ่งเทรลเชิงสุขภาพ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจในการร่วมงานวิ่งเทรล โดยด้านความปลอดภัย เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด รองลงมา คือ ด้านขั้นตอนการดำเนินงาน และด้านผู้จัดงาน สำหรับองค์ประกอบเสริมของการจัดงานวิ่งเทรลเพื่อสุขภาพ มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจในการร่วมงานวิ่ง โดยด้านที่พักแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลเชิงบวกสูงสุด รองลงมา คือ ด้านการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว และความพึงพอใจต่อการวิ่งเทรล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจกลับมาร่วมงานวิ่งเทรล นอกจากนี้ การศึกษาครั้งนี้ ยังมีประโยชน์เชิงวิชาการในการช่วยเติมเต็มช่องว่างทางการศึกษาที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงกีฬาในฝั่งอุปสงค์ (Demand) เกี่ยวกับแรงจูงใจในการร่วมงานวิ่งเทรลต่อความพึงพอใจและการตั้งใจกลับมาวิ่ง สำหรับทางด้านการปฏิบัติการ ได้แก่ ผู้ประกอบการสามารถนำผลวิจัยไปปรับใช้ในการเติมเต็มความต้องการของนักท่องเที่ยวเชิงกีฬา รวมถึงนำไปพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาเพื่อสุขภาพให้มีความเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายและจุดหมายปลายทางเพื่อให้ตอบสนองต่อความต้องการอย่างเหมาะสม และเพื่อให้เกิดความพึงพอใจและตัดสินใจกลับมาร่วมงานวิ่งอีกครั้งในอนาคต
  • Thumbnail Image
    Item
    แนวทางการพัฒนาสมรรถนะของมัคคุเทศก์เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล
    เจนนิสตรา สิริศรีเสริมวงศ์; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นการศึกษาเรื่องการพัฒนาสมรรถนะของมัคคุเทศก์เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล โดยมีวัตถุประสงค์ 5 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล 2) เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล 3) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านสมรรถนะของมัคคุเทศก์ที่ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลชาวไทย 4) เพื่อประเมินสมรรถนะของมัคคุเทศก์นำเที่ยวนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลในปัจจุบัน และ 5) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของมัคคุเทศก์เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล โดยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Approach) รวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานครที่เคยเดินทางท่องเที่ยวประเภทการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล จำนวน 300 คน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน เพื่อใช้ในการเปรียบเทียบ และหาอิทธิพลของตัวแปร โดยใช้ ค่าสถิติ One-way ANOVA และค่าสถิติการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression) ผลการศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง เกิดในช่วงพ.ศ.2523-2540 Generation Y  เป็นพนักงาน/ปฏิบัติงาน ส่วนใหญ่จบปริญญาตรี มีรายได้ 15,000 - 20,000 บาท ทำงานให้กับองค์กรในช่วงเวลา 1-5 ปี ในธุรกิจเกี่ยวกับสินค้าอุตสาหกรรม (ยานยนต์/วัสดุอุตสาหกรรมและเครื่องจักร/บรรจุภัณฑ์/กระดาษและวัสดุการพิมพ์/ปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์) สถานภาพโสด สำหรับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล พบว่า ส่วนใหญ่ได้รับข้อมูลข่าวสาร และค้นหาข้อมูลก่อนการเดินทางท่องเที่ยวผ่านช่องทางออนไลน์ (เว็บไซต์/ Facebook/Line) โดยต้องการท่องเที่ยวเพื่อพักผ่อนหย่อนใจ ส่วนใหญ่เคยเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลเพียง 1 ครั้ง ไม่มีส่วนร่วมในการวางแผนโปรแกรมและกิจกรรมการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ทั้งนี้ผู้จัดการเป็นบุคคลที่มีส่วนสำคัญในการตัดสินใจเลือกผู้เดินทางท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล ซึ่งบริษัทเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการเดินทางเพื่อเป็นรางวัลทั้งหมด มีค่าใช้จ่ายส่วนตัวในการเดินทางท่องเที่ยวเฉลี่ยอยู่ที่ 1,000-3,000 บาท และ 3,001-5,000 บาท มีจำนวนผู้ร่วมเดินทางประมาณ 21-30 ท่าน และ 10-20 ท่าน ระยะเวลาในการเดินทางท่องเที่ยวที่ต้องการคือ 1-2 วันและ 3-4 วัน รวมถึงช่วงเวลาที่ต้องการในการเดินทางท่องเที่ยว คือ วันหยุดเสาร์-อาทิตย์ และช่วงวันธรรมดา (จันทร์-ศุกร์) สำหรับภาคที่ต้องการเดินทางท่องเที่ยวส่วนใหญ่ คือภาคใต้ และต้องการท่องเที่ยวแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติ (ภูเขา/ทะเล/น้ำตก/บ่อน้ำแร่ ฯลฯ) รวมถึงกิจกรรมทางการท่องเที่ยวที่ต้องการคือ เที่ยวชมเมือง ธรรมชาติ ประวัติศาสตร์ ศิลปะและวัฒนธรรม ในขณะที่ที่พักแรมที่ต้องการพักคือ รีสอร์ทและโรงแรม ส่วนพาหนะหลักที่ต้องการเดินทาง คือ รถบัส นอกจากนี้ยังต้องการมัคคุเทศก์ที่สนุกสนาน ร่าเริง เฮฮา สามารถสร้างความบันเทิงได้ตลอดการเดินทาง และช่องทางในการบอกต่อเรื่องราวและประสบการณ์การเดินทางจะแชร์ผ่านโซเชียลมีเดีย โดยลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่มีความแตกต่างกันส่งผลต่อพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล สำหรับผลการศึกษาความสำคัญของสมรรถนะมัคคุเทศก์กับสมรรถนะมัคคุเทศก์ในปัจจุบัน พบว่า สมรรถนะด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้และข้อมูลทั่วไป มีช่องว่างเกิดขึ้นมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ความรู้ในงานที่ได้รับมอบหมาย และความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของนักท่องเที่ยว สมรรถนะด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะนันทนาการ มีช่องว่างเกิดขึ้นมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ทักษะความคิดสร้างสรรค์ และทักษะการสร้างประสบการณ์ และสมรรถนะด้านคุณลักษณะ ได้แก่ จิตบริการ มีช่องว่างเกิดขึ้นมากที่สุด รองลงมาได้แก่ ความกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้และพัฒนาตนเอง และมนุษยสัมพันธ์ดี สำหรับปัจจัยด้านสมรรถนะของมัคคุเทศก์ที่ส่งผลต่อประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัลชาวไทย พบว่า สมรรถนะด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ความรู้ในงานที่ได้รับมอบหมาย และความรู้และข้อมูลทั่วไป สมรรถนะด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทักษะการนำเสนอ สื่อความหมาย และนักการขาย ทักษะนันทนาการ ทักษะวิชาชีพ ทักษะการใช้สื่อสังคมและเทคโนโลยีสารสนเทศ และทักษะการสร้างประสบการณ์ สมรรถนะด้านคุณลักษณะ ได้แก่ ความภาคภูมิใจในงาน การตรงต่อเวลา การมีมนุษยสัมพันธ์ดี และจริยธรรมและจรรยาบรรณ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสบการณ์การท่องเที่ยว โดยการศึกษาในครั้งนี้ได้ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาสมรรถนะของมัคคุเทศก์เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล โดยแบ่งออกเป็น 2 ด้านคือ 1) การเสริมสร้างสมรรถนะของมัคคุเทศก์เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล และ 2) การเสริมสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวชาวไทยสำหรับการท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาปัจจัยคุณลักษณะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวและรูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุของปัจจัยที่ส่งผ่านประสบการณ์นักท่องเที่ยว การจดจำ และความพึงพอใจต่อความตั้งใจกลับมาเยือนซ้ำ กรณีศึกษา จังหวัดภูเก็ต
    โสธร เพ็ชรตะกั่ว; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    ในสภาวะการแข่งขันและการเติบโตของการท่องเที่ยวในปัจจุบันมีความรุนแรงมากขึ้น ส่งผลให้ประเทศที่ใช้การท่องเที่ยวในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต้องหาวิธีการสร้างความประทับใจ หรือความพึงพอใจ หรือใช้กลยุทธ์เพื่อสร้างประสบการณ์ในการดึงดูดนักท่องเที่ยว ดังนั้นการท่องเที่ยวจึงจำเป็นต้องรวมประสบการณ์การพักผ่อน และประสบการณ์ในการเดินทาง รวมถึงการทำกิจกรรมท่องเที่ยวเข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากนักท่องเที่ยวมีความคาดหวังต่อประสบการณ์ในหลายมิติ ดังนั้นต้องมีวิธีการจัดการ ที่มุ่งเน้นให้เกิดคุณภาพบริการทั้งการท่องเที่ยวและการพักผ่อนหย่อนใจ การวิจัยครั้งนี้ มีเป้าหมายเพื่อสำรวจปัจจัยคุณลักษณะของจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว ที่สร้างประสบการณ์การท่องเที่ยว อีกทั้งเพื่ออธิบายรูปแบบโครงสร้างความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ของปัจจัยที่ส่งผ่านประสบการณ์นักท่องเที่ยว การจำจด และความพึงพอใจต่อความตั้งใจ กลับมาเยือนซ้ำ จึงสรุปเป็นการนำเสนอแนวทางการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยว เพื่อสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวในการตั้งใจกลับมาเยือนซ้ำของจังหวัดภูเก็ต โดยผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เป็นกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวไทยที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ในจังหวัดภูเก็ตมากกว่า 1 ครั้ง ขึ้นไป ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอาศัยความไม่น่าจะเป็น ทั้งหมด 250 คน และมีแบบสอบถามแบบเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบเร็วข้อมูล   ผลการศึกษาด้วยสถิติการศึกษาปัจจัยเชิงสำรวจ ด้วยวิธีการหมุนแกนแบบ Promax พบว่า สามารถจำแนก และอธิบายถึงองค์ประกอบของปัจจัยคุณลักษณะจุดหมายปลาย ทางการท่องเที่ยวได้ทั้งหมด 6 องค์ประกอบ (ประกอบด้วย ปัจจัยที่ 1 การส่งมอบคุณภาพ และบริการของแหล่งเที่ยวในพื้นที่ ปัจจัยที่ 2 ความพร้อมใช้งานของสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ ปัจจัยที่ 3 ภาพลักษณ์ของภูเก็ตปัจจัยที่ 4 การเข้าถึงภายในพื้นที่ ปัจจัยที่ 5 สาธารณูปโภค และสาธารณูปการพื้นฐานในพื้นที่ และ ปัจจัยที่ 6 ความเป็นเอกลักษณ์ของภูเก็ต) และผลการวิเคราะห์แบบจำลองสมการโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน แสดงให้เห็นว่า ประสบการณ์นักท่องเที่ยว และความพึงพอใจสามารถเป็นอิทธิผลส่งผ่านแบบบางส่วน (Partial mediation) ในฐานะของตัวแปรคั่นกลางของปัจจัยต่อความตั้งใจกลับมาเยือนซ้ำ โดยสรุป ประสบการณ์การท่องเที่ยวเริ่มต้นจากความคาดหวัง และการวางแผนการเดินทางหลังจากการเดินทางไปยังปลายทางที่ท่องเที่ยว นักท่องเที่ยวจะเริ่มสัมผัสประสบการณ์ในสถานที่ เช่น การชมสถานที่ท่องเที่ยว การรับประทานอาหาร การซื้อของที่ระลึก หรือการใช้บริการต่าง ๆ ในพื้นที่ จากนั้นนักท่องเที่ยวจะเดินทางกลับบ้าน พร้อมกับความประทับใจของประสบการณ์ ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจะใช้ดุลยพินิจในแง่มุมที่มีคุณค่าของประสบการณ์ที่ผ่านมา จะถูกกลั่นกรองในขั้นตอนการรวบรวมและการประเมินผล ซึ่งขั้นตอนนี้นักท่องเที่ยวจะมีความรู้สึก หรือมีทัศนคติต่อจุดหมายปลายทางในเชิงบวก และเชิงลบต่อสถานที่ท่องเที่ยวที่ได้ไปมา ซึ่งความรู้สึกดังกล่าว คือ ความพึงพอใจกับประสบการณ์นักท่องเที่ยว ซึ่งมีผลกระทบเชิงบวก ต่อความตั้งใจกลับมาเยือนซ้ำอย่างมีนัยสำคัญ  ดังนั้นผู้วิจัยจึงข้อนำเสนอแนวทางดังต่อไปนี้ แนวทางที่ 1)  การสร้างประสบการณ์ ผ่านรูปแบบการจัดการคุณภาพจุดหมายปลายการท่องเที่ยว  แนวทางที่ 2)  การพัฒนาและปรับปรุง ความพร้อมใช้งานของสิ่งอำนวยความสะดวกในพื้นที่ แนวทางที่ 3)  การจัดการภาพลักษณ์ การท่องเที่ยว
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาแรงจูงใจและการค้นหาข้อมูลของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีผลต่อประสบการณ์และความพึงพอใจเกี่ยวกับการท่องเที่ยวเชิงอาหารริมทางต่อความจงรักภักดีต่อจุดหมายปลายทาง : กรณีศึกษา จังหวัดกรุงเทพมหานคร 
    วริศ เชาวนศิลป์; เจริญชัย เอกมาไพศาล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    อาหารเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์การท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยว และยังถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว โดยการศึกษาถึงบทบาทของอาหารริมทาง ต่อความภักดีต่อจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวยังมีจำนวนจำกัด งานวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาโครงสร้างความสัมพันธ์ของแรงจูงใจด้านอาหารริมทางที่ส่งผลต่อความจงรักภักดี ต่อจุดหมายปลายทาง (จังหวัดกรุงเทพมหานคร) ของนักท่องเที่ยวชาวไทย โดยเสนอแบบจำลอง เชิงโครงสร้างที่แสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจด้านอาหารริมทาง การค้นหาข้อมูลด้านอาหารริมทาง ประสบการณ์ด้านอาหารริมทาง ความพึงพอใจต่ออาหารริมทาง และความจงรักภักดี ต่อจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวชาวไทย การเก็บข้อมูลดำเนินการโดยใช้แบบสอบถาม จากนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มาเยือนจังหวัดกรุงเทพมหานครจำนวน 356 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบอย่างง่าย จากนั้นข้อมูลถูกวิเคราะห์ด้วยโปรแกรม SPSS  แล้วสร้างแบบจำลองสมการ เชิงโครงสร้างกำลังสองน้อยที่สุดบางส่วน (PLS-SEM) ด้วยโปรแกรม SmartPLS 3.0 ผลการศึกษาพบว่า แรงจูงใจด้านอาหารริมทางของนักท่องเที่ยวชาวไทยมีอิทธิผลเชิงอ้อมต่อความภักดี ต่อจุดหมายปลายทาง ดังนั้น ผู้ประกอบการ ภาครัฐ และ หน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องสามารถประยุกต์ใช้อาหารริมทางเป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ยั่งยืน เพื่อรักษาและดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวไทย
  • Thumbnail Image
    Item
    การจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกล: กรณีศึกษางานวิ่งจอมบึงมาราธอน จังหวัดราชบุรี 
    อรอนงค์ ชาสุวรรณ; สุวารี นามวงค์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การวิจัยครั้งนี้มุ่งเน้นในการศึกษาเรื่องการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกล: กรณีศึกษางานวิ่งจอมบึงมาราธอน จังหวัดราชบุรี โดยมีวัตถุประสงค์ของการศึกษา 5 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะทางประชากรศาสตร์และพฤติกรรมของนักวิ่งที่เดินทางเข้าร่วมงานวิ่งจอมบึงมาราธอน 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจต่อการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกลด้านองค์ประกอบของการท่องเที่ยวของนักวิ่ง 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจต่อการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกลด้านองค์ประกอบของการจัดงานของนักวิ่งที่เข้าร่วมกิจกรรมงานวิ่ง 4) ความพึงพอใจโดยรวมของนักวิ่งที่เข้าร่วมงานวิ่งจอมบึงมาราธอนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตั้งใจกลับมาเข้าร่วมงานวิ่งซ้ำ และ 5) เพื่อศึกษามุมมองความคิดเห็นของคณะผู้จัดงานวิ่งต่อการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกลว่าเป็นอย่างไร โดยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานซึ่งระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Approach) เป็นการรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากผู้เข้าร่วมการแข่งขันงานวิ่งจอมบึงมาราธอน จังหวัดราชบุรี จำนวน 400 คน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาเพื่อหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานรวมถึงการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงอนุมาน โดยการใช้สถิติ T-Test และ One-way ANOVA ซึ่งเป็นการทดสอบความแตกต่างค่าเฉลี่ยระหว่างคุณลักษณะประชากรและการใช้สถิติสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียรสันเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร โดยใช้สถิติการถอถอยพหูคูณ (Multiple Regression Analysis) ในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาอิทธิพลว่าปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจต่อการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกลใดที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมการแข่งขันงานวิ่งจอมบึงมาราธอนและความพึงพอใจโดยรวใที่มีอิทธิพลต่อการตั้งใจกลับมาเข้าร่วมซ้ำ ส่วนทางด้านระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Approach) เป็นการเก็บข้อมูลสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างจากคณะผู้จัดงานวิ่งจอมบึงมาราธอนและมุมมองความคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมงาน จำนวน 20 คน โดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาคุณลักษณะประชากรศาสตร์และพฤติกรรมการท่องเที่ยวของผู้เข้าร่วมการแข่งขันงานวิ่งจอมบึงมาราธอน จังหวัดราชบุรี ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย ซึ่งมีอายุระหว่าง 36-45 ปี จัดอยู่ในกลุ่มวัยทำงานตอนกลางไปจนถึงตอนปลาย มีสถานภาพสมรส โดยมีระดับการศึกษาระดับปริญญาตรี ส่วนใหญ่ประกอบอาชีพพนักงานเอกชนที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 20,001-30,00 บาท สำหรับพฤติกรรมของผู้เข้าร่วมแข่งขันงานวิ่งจอมบึงมาราธอน พบว่า ผู้เข้าร่วมงานนั้นส่วนใหญ่มีความถี่ในการเดินทางเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันวิ่งมาราธอนมาแล้ว 1-3 ครั้ง มีวัตถุประสงค์ในการเข้าร่วมกิจกรรมการแข่งขันวิ่งมาราธอนเพื่อสุขภาพที่ดี เพื่อการท่องเที่ยวและเพื่อความภาคภูมิใจ ผ่านการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของการจัดการแข่งขันวิ่งมาราธอนทางสื่อออนไลน์ เช่น ไลน์และเฟสบุ๊คเป็นส่วนใหญ่ โดยมีการเดินทางเข้าร่วมงานวิ่งร่วมกับกลุ่มเพื่อนหรือคนรู้จักและมีค่าใช้จ่ายเฉลี่ยตลอดการเข้าร่วมกิจกรรมแข่งขันมาราธอนเฉลี่ยอยู่ที่ 2,001-3,000 บาทต่อครั้ง จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับที่พักเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่า 1,000 บาท สำหรับค่าอาหารและเครื่องดื่มเฉลี่ยอยู่ที่ต่ำกว่า 1,000 บาทต่อคน      สำหรับผลการศึกษาปัจจัยที่เป็นแรงจูงใจต่อการจัดการจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวสำหรับงานวิ่งระยะไกลด้านองค์ประกอบของการท่องเที่ยวต่อความพึงพอใจของนักวิ่ง พบว่า ปัจจัยด้านสิ่งดึงดูดใจเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลมากที่สุดต่อความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมงานวิ่งจอมบึงมาราธอนมากที่สุด รองลงมาคือด้านสิ่งอำนวยความสะดวกภายในงานวิ่ง ในส่วนของปัจจัยด้านองค์ประกอบของการจัดงานวิ่งที่มีผลต่อความพึงพอใจของนักวิ่ง พบว่า ปัจจัยด้านเจ้าหน้าที่และอาสามสมัครมีความสัมพันธ์ทางบวกสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านระบบการดำเนินงานและด้านการตลาด ที่มีความสัมพันธ์อย่างมีนัยยะสำคัญกับความพึงพอใจของนักวิ่งตามลำดับ นอกจากนี้ผลการศึกษาทำให้ทราบถึงความพึงพอใจโดยรวมที่มีอิทธิพลทางบวกต่อการตั้งใจกลับมาเข้าร่วมงานวิ่งซ้ำ      จากผลการศึกษาในครั้งนี้ชี้ให้เห็นรูปแบบของการจัดการจุดหมายปลายทางสำหรับงานวิ่งระยะไกลอย่างมีประสิทธิภาพ ควรประกอบได้ด้วย 2 ปัจจัยหลัก คือ ปัจจัยด้านองค์ประกอบการท่องเที่ยวและองค์ประกอบด้านการจัดงานวิ่งที่ควรพัฒนาการจัดงานวิ่งระยะไกลให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการของนักวิ่งได้เพื่อก่อให้เกิดความพึงพอใจและการกลับมาร่วมงานวิ่งซ้ำอีกครั้งในอนาคต
  • Thumbnail Image
    Item
    แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง 
    ปุริมปรัชญ์ ส่งศรี; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความต้องการการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง 2) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง 3) เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของการมีส่วนร่วมและระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และ 4) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง โดยการใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณด้วยการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถามจากประชาชนในพื้นที่ชุมชนบ้านน้ำราบ ม.4 ตำบลบางสัก อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง จำนวน 146 คน  สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ 1) การแจกแจงหาความถี่ร้อยละ 2) การหาค่าเฉลี่ย 3) การหาค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 4) สถิติ t-test ทดสอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของสองกลุ่มตัวอย่างที่เป็นอิสระต่อกัน 5) สถิติ F-test (One -Way ANOVA) 6) สถิติ Paired Sample t-test สำหรับค่าความแตกต่างหรือช่องว่างระหว่างระดับความสำคัญของการมีส่วนร่วมและระดับการมีส่วนร่วม ผลการศึกษา พบว่า วัตถุประสงค์ที่ 1 ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ ด้านความเข้มแข็งของชุมชน ด้านความตระหนักที่มีต่อการพัฒนาชุมชน ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ และด้านผลประโยชน์ตอบแทน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อระดับความต้องการการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 วัตถุประสงค์ที่ 2 ปัจจัยด้านภาวะผู้นำ ด้านความเข้มแข็งของชุมชน ด้านความตระหนักที่มีต่อการพัฒนาชุมชน ด้านการสื่อสารและประชาสัมพันธ์ ด้านผลประโยชน์ตอบแทน และด้านความรู้ความเข้าใจของประชาชน ไม่มีอิทธิพลเชิงบวกต่อระดับการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง อย่างมีนัยยะสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 วัตถุประสงค์ที่ 3 ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างระดับความสำคัญของการมีส่วนร่วมและระดับการมีส่วนร่วมด้านการตัดสินใจ ด้านการรับผลประโยชน์ ด้านการดำเนินการ และด้านการประเมินผล พบว่า ระดับความสำคัญของการมีส่วนร่วมมีความแตกต่างกับระดับการมีส่วนร่วมโดยรวมและรายด้านทุกด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จากผลการศึกษานี้นำไปสู่ วัตถุประสงค์ที่ 4 ข้อเสนอแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง ประกอบด้วย 5 แนวทาง คือ 1) แนวทางการพัฒนาการสร้างความรับรู้ถึงคุณค่าของทรัพยากรภายในชุมชนบ้านน้ำราบ อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง 2) แนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และการติดต่อสื่อสารระหว่างผู้นำในชุมชนกับสมาชิกในชุมชน 3) แนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้นำชุมชนและกลุ่มเครือข่ายชุมชน 4) แนวทางการพัฒนาการรวมกลุ่มเครือข่ายภาคีทางด้านการท่องเที่ยว และ 5) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมในการประเมินผลการจัดการการท่องเที่ยวโดยชุมชน
  • Thumbnail Image
    Item
    อิทธิพลของความสุขในงานที่มีต่อความทุ่มเทมีใจของพนักงานบริษัทผู้ประสานงานการจัดการประชุมและนิทรรศการ
    ที คงประดิษฐ; โชคชัย สุเวชวัฒนกูล (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การศึกษาวิจัยในครั้งมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของความสุขในงานและความทุ่มเทมีใจของพนักงานบริษัทผู้ประสานงานการจัดการประชุมและนิทรรศการ 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของความสุขในงานและความทุ่มเทมีใจของพนักงานบริษัทผู้ประสานงานการจัดการประชุมและนิทรรศการใช้รูปแบบการวิจัยวิจัยแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ด้วยวิธีการวิจัยเชิงอนาคต (Future Research) ด้วยเทคนิค Delphi Forecasting กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ พนักงานบริษัทผู้ประสานงานการจัดการประชุมและนิทรรศการ จำนวน 203 คน  สถิติที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s Correlation Coefficient และ สถิติถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression) ผลในการวิจัยครั้งนี้พบว่า 1) ความสุขในงานของพนักงานบริษัทผู้ประสานงานการจัดการประชุมและนิทรรศการ ด้านความประสบความสำเร็จในงานมีความสัมพันธ์เชิงบวก กับการเสริมสร้างความทุ่มเทมีใจด้านการยอมรับเป้าหมายขององค์กร ด้านความต้องการที่จะเป็นสมาชิกระยะยาวในองค์กร ด้านความพยายามและทุ่มเทเพื่อการสำเร็จขององค์กร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 2) ความสุขในงานของพนักงานบริษัทผู้ประสานงานการจัดการประชุมและนิทรรศการ ด้านความประสบความสำเร็จในงาน ด้านความหลงใหลในงาน ด้านการถูกยอมรับ ด้านความประสบความสำเร็จในงาน และด้านมนุษยสัมพันธ์ มีอำนาจในการทำนายความทุ่มเทมีใจของพนักงานได้ร้อยละ 63.0
  • Thumbnail Image
    Item
    แนวทางการจัดการโรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อตอบสนองต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา
    ณัฐชานันท์ นุ่นมีสี; เทิดชาย ช่วยบำรุง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของเด็กชาวจีนในการใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา ในมุมมองของพ่อแม่ 2) เพื่อศึกษาประสิทธิผลของการจัดการโรงแรมระดับ 5 ดาว สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา 3) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำโรงแรมระดับ 5 ดาว สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา และ 4) เพื่อเสนอแนะแนวทางการจัดการโรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อตอบสนองต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ กลุ่มตัวอย่างคือนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีนแผ่นดินใหญ่ที่เดินทางมากับเด็กอายุไม่เกิน 12 ปี และเคยเข้าพักในโรงแรมระดับ 5 ดาว ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา จำนวน 400 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลในครั้งนี้ได้แก่ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนาประกอบด้วย ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติเชิงอนุมานประกอบด้วย การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One Way ANOVA) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson's Correlation Coefficient) และการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression) ผลการศึกษา พบว่า พฤติกรรมของเด็กชาวจีนในการใช้บริการโรงแรมระดับ 5 ดาว ส่วนใหญ่เด็กจะมีปฏิสัมพันธ์กับพนักงานต้อนรับส่วนหน้า บรรยากาศในห้องพัก อาหารสำหรับเด็ก และการให้บริการของสโมสรสำหรับเด็ก ทางด้านประสิทธิผลของการจัดการโรงแรมระดับ 5 ดาว สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน ได้แก่ อาหารและเครื่องดื่มสำหรับเด็กระหว่างรอเช็คอิน ความสะอาดและความปลอดภัยภายในห้องพักสำหรับเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การให้บริการของสโมสรสำหรับเด็ก  และในส่วนปัจจัยที่ส่งผลการกลับมาใช้บริการซ้ำโรงแรมระดับ 5 ดาว สำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน คือ ความปลอดภัย พนักงานบริการ และความสะอาด จากผลการศึกษาข้างต้นสามารถนำไปประยุกต์และปรับใช้เป็นแนวทางแนวทางการจัดการโรงแรมระดับ 5 ดาว เพื่อตอบสนองต่อการกลับมาใช้บริการซ้ำของนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน ในเขตปกครองพิเศษเมืองพัทยา ได้แก่ 1) แนวทางเพื่อยกระดับการให้บริการของโรงแรมเพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัว 2) แนวทางเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารภาษาจีนของบุคลากรที่ให้บริการนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน 3) แนวทางเพื่อยกระดับความปลอดภัยของสถานที่ กิจกรรม การให้บริการในทุกรูปแบบที่มีความเกี่ยวข้องกับการให้บริการเด็ก 4) แนวทางการปรับปรุงและพัฒนาด้านการตลาดของโรงแรมเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลุ่มครอบครัวชาวจีน และ 5) แนวทางการส่งเสริมและพัฒนากิจกรรมสำหรับเด็กภายในโรงแรม เพื่อเสริมสร้างประสบการณ์และความทรงจำที่ดีให้แก่นักท่องเที่ยว
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาการแบ่งส่วนตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย
    สรพงษ์ เจริญกฤตยาวุฒิ; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบแรงจูงใจในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบข้อจำกัดทางด้านการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย 3) เพื่อศึกษาการแบ่งส่วนตลาดของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ตามเกณฑ์คุณลักษณะแรงจูงใจในการท่องเที่ยว 4) เพื่อจัดกลุ่มของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทย ตามเกณฑ์คุณลักษณะข้อจำกัดในการท่องเที่ยว ตัวอย่างในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ นักท่องเที่ยวชาวจีนที่เคยมีประสบการณ์เดินทางท่องเที่ยวยังประเทศไทยในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา และพักแรมในประเทศไทยอย่างน้อย 1 วัน แต่ไม่เกิน 90 วัน โดยที่ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างวันที่ 1 สิงหาคมถึง 30 กันยายน พ.ศ.2564 มีนักท่องเที่ยวชาวจีนเข้ามาตอบแบบสอบถามออนไลน์จำนวนทั้งสิ้น 659 ราย และมีแบบสอบถามสมบูรณ์ที่ใช้ในการวิเคราะห์ทั้งสิ้น 609 ฉบับ หรือคิดเป็นร้อยละ 92.41 ของแบบสอบถามทั้งหมดที่เก็บรวบรวมได้ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์ไคสแควร์ การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และการวิเคราะห์การจัดกลุ่มด้วยเทคนิค K-Means ผลการศึกษาปรากฏผล ดังนี้ 1. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า แรงจูงใจผลักในการท่องเที่ยว ประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลกลุ่มต่าง ๆ (2) การหลบหนีจากวิถีชีวิตประจำวัน (3) การสร้างพลังและความบันเทิงให้กับชีวิต (4) การเดินทางท่องเที่ยวในที่ที่บุคคลรอบข้างเคยมาเยือนและการแบ่งปันประสบการณ์ท่องเที่ยว (5) การเรียนรู้ในสิ่งที่แปลกใหม่หรือแตกต่าง (6) การเติมความฝันและการให้รางวัลในชีวิต และ (7) ความเป็นอิสระและการเปิดมุมมองให้กับชีวิต และผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า แรงจูงใจดึงในการท่องเที่ยวประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) แหล่งท่องเที่ยวที่ครบครัน (2) แหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ ศาสนา และความเชื่อของไทย (3) แหล่งท่องเที่ยวและกิจกรรมการท่องเที่ยวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวและมีความหลากหลาย (4) ราคา คุณภาพ และการต้อนรับขับสู้ (5) สถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ในประเทศไทย (6) อาหารที่เลื่องชื่อและความสะดวกสบายในการเดินทาง (7) กิจกรรมเสริมความงามและสุขภาพ และ (8) ประสิทธิภาพของนโยบายการจัดการการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ของประเทศไทยและความปลอดภัยของแหล่งท่องเที่ยว 2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ พบว่า ข้อจำกัดในการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวจีนที่เดินทางเข้ามาท่องเที่ยวยังประเทศไทยในอนาคตประกอบด้วย 6 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ (1) ข้อจำกัดทางด้านความรู้ การเดินทาง และภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร (2) ข้อจำกัดในการจัดการทริปและการเข้าถึงข้อมูลการท่องเที่ยวของประเทศไทย (3) ข้อจำกัดทางด้านการเงิน (4) ข้อจำกัดภายในตนเอง (5) ข้อจำกัดระหว่างบุคล และ (6) ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-19) ในประเทศไทย 3. ผลการวิเคราะห์การแบ่งส่วนตลาดนักท่องเที่ยวชาวจีนด้วยเกณฑ์แรงจูงใจในการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถจัดกลุ่มได้ 3 คลัสเตอร์ ได้แก่ (1) นักท่องเที่ยวที่ไม่กระตือรือร้น  (2) นักท่องเที่ยวที่มีแรงจูงใจในการท่องเที่ยวที่หลากหลาย และ (3) นักท่องเที่ยวที่เน้นการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลรอบข้าง 4. ผลการวิเคราะห์การจัดกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวจีนตามเกณฑ์ข้อจำกัดในการท่องเที่ยว พบว่า นักท่องเที่ยวชาวจีนสามารถจัดกลุ่มได้ 5 คลัสเตอร์ ได้แก่ (1) นักท่องเที่ยวที่เผชิญกับข้อจำกัดภายในตนเองและระหว่างบุคคล (2) นักท่องเที่ยวที่เผชิญกับข้อจำกัดทางด้านระหว่างบุคคล ข้อจำกัดทางด้านความรู้ การเดินทางและภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร และข้อจำกัดทางด้านการเงิน (3) นักท่องเที่ยวที่เผชิญกับข้อจำกัดทางด้านความรู้ การเดินทางและภาษาที่ใช้ในการสื่อสาร (4) นักท่องเที่ยวที่เผชิญกับข้อจำกัดทางด้านการเงินและการจัดการทริปและการเข้าถึงแหล่งข้อมูลการท่องเที่ยว และ (5) นักท่องเที่ยวที่เผชิญกับความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา (COVID-2019) ในประเทศไทยและข้อจำกัดภายในตนเองและระหว่างบุคคล
  • Thumbnail Image
    Item
    แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเชียในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี
    มัณฑน์นันท์ ขุนฤทธิ์; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การศึกษาวิจัยเรื่อง แนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่มาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย 2) เพื่อประเมินปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวในอำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี 3) เพื่อศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจากผู้มีส่วนได้ส่วนในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี และ 4) เพื่อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัยใช้การวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ  ผลการศึกษาลักษณะทางประชากรศาสตร์และพฤติกรรมนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียที่มาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุยพบว่า นักท่องเที่ยวรัสเซียส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีช่วงอายุระหว่าง 23 – 38 ปี จัดอยู่ในกลุ่ม Gen Y หรือ Millennial ประกอบอาชีพนักธุรกิจหรือเจ้าของธุรกิจ มีรายได้ต่อเดือน 50,000 – 59,999 รูเบิ้ล และมีระดับการศึกษาสูงกว่าปริญญาตรี มีสถานภาพโสด พฤติกรรมการท่องเที่ยวของนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียพบว่านักท่องเที่ยวชาวรัสเซียเดินทางมาท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีเพื่อพักผ่อนทางกายและจิตใจ มีจุดประสงค์ในการเดินทางมาเพื่อพักผ่อนหรือวันหยุดโดยเลือกเข้าพักในโรงแรม มีการวางแผนการเดินทางหรือรับรู้ข้อมูลการเดินทางจากการแนะนำจากบุคคลอื่น เพื่อนหรือครอบครัว มักจะใช้เวลาเดินทางท่องเที่ยวในอำเภอเกาะสมุย 8 – 14 วัน สำหรับแหล่งท่องเที่ยวที่ให้ความสนใจคือ หาดเฉวง ใช้ระยะเวลาในการวางแผนการเดินทางเป็นระยะเวลา 1 – 3  เดือน และเป็นการท่องเที่ยวด้วยตนเอง โดยเดินทางมาท่องเที่ยวกับครอบครัวหรือ ญาติ มีค่าใช้จ่ายในการมาท่องเที่ยวประมาณ 60,001 – 80,000 รูเบิ้ล นักท่องเที่ยวสนใจกิจกรรมการชมธรรมชาติ หลังการเดินทางท่องเที่ยวจะแบ่งปัน / รีวิวการเดินทางท่องเที่ยวให้ผู้อื่นทราบ โดยรีวิวผ่านการบอกต่อปากต่อปาก และนักท่องเที่ยวรัสเซียส่วนใหญ่จะเดินทางกลับมาท่องเที่ยวที่เกาะสมุยอีกครั้ง ผลการศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวในอำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานีพบว่า นักท่องเที่ยวรัสเซียมีระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดทางการท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก โดยมีความคิดเห็นต่อช่องทางการจัดจำหน่ายมากที่สุด ในด้านผลิตภัณฑ์ (Product) มีระดับความคิดเห็นมากที่สุดเรื่องการมีวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ ด้านราคา (Place) มีระดับความคิดเห็นมากที่สุดเรื่องราคาที่พักแรมระหว่างท่องเที่ยวเหมาะสม ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Place) มีระดับความคิดเห็นมากที่สุดเรื่องความสะดวกสบายในการติดต่อซื้อบัตรโดยสารเครื่องบิน และช่องทางการจัดจำหน่ายมีหลากหลายช่องทาง ด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) มีระดับความคิดเห็นมากที่สุดเรื่องการยกเว้นวีซ่าสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซีย การวิเคราะห์สหสัมพันธ์พหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ระหว่างปัจจัยส่วนผสมทางการตลาด (4Ps) และพฤติกรรมการตัดสินใจมาท่องเที่ยวพบว่า ปัจจัยส่วนผสมทางการตลาดด้านผลิตภัณฑ์ (Product) มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการตัดสินใจมาท่องเที่ยวในด้านการมาท่องเที่ยวซ้ำ ความพึงพอใจในประสบการณ์ที่ได้รับ ค่าใช้จ่ายสมเหตุสมผล เกาะสมุยมีความสวยงามและมีวัฒนธรรมที่น่าสนใจ การเดินทางที่สะดวก และความพึงพอใจในประสบการณ์ที่ได้รับจากการให้บริการ สำหรับด้านพฤติกรรมการตัดสินใจมาท่องเที่ยวซ้ำอีกครั้งและผู้คนในเกาะสมุยเป็นมิตรมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านราคา (Price) ด้านพฤติกรรมการตัดสินใจมาท่องเที่ยวเพราะอาหารที่เป็นเอกลักษณ์ รสชาติดีและราคาเหมาะสมมีความสัมพันธ์กับปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาด (Promotion) ผลการศึกษาสถานการณ์การส่งเสริมการท่องเที่ยวจากผู้มีส่วนได้ส่วนในการส่งเสริมการท่องเที่ยวพบว่า 1) แผนและวิธีการส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ แผนการตลาดเพื่อประชาสัมพันธ์ผลิตภัณฑ์ทางการท่องเที่ยวสู่ตลาดนักท่องเที่ยวรัสเซีย และแผนการอบรมภาษารัสเซียให้กับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง 2) กิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ กิจกรรมเพื่อการบำบัด รักษา ฟื้นฟูสุขภาพ กิจกรรมท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ และกิจกรรมการเรียนรู้ประสบการณ์ผ่านทางอาหารไทยและอาหารถิ่น 3) ภาพลักษณ์ที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ ภาพลักษณ์ของทัศนียภาพทางธรรมชาติและภาพลักษณ์ด้านอาหาร 4) ข้อจำกัดหรืออุปสรรคที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ได้แก่ ด้านภาษารัสเซีย และสภาพผิวจราจรและระบบขนส่ง ระบบคมนาคมในเกาะสมุย ผลการศึกษาแนวทางทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวรัสเซียในอำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี มีดังนี้ 1) แนวทางการพัฒนาเส้นทางการคมนาคมภายในเกาะสมุยและการเดินทางเข้าถึงเกาะสมุย 2) แนวทางการส่งเสริมการทำการตลาดและการประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว 3) แนวทางการเพิ่มศักยภาพด้านภาษารัสเซียแก่บุคลากรด้านการท่องเที่ยว
  • Thumbnail Image
    Item
    รูปแบบการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต
    นภชนก ตลับเงิน; ไพฑูรย์ มนต์พานทอง (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาศักยภาพของกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวที่มีต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลจากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึกจากประธานวิสาหกิจชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ต ผู้เล่าเรื่อง สมาชิกชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน/ผู้อาวุโส นักวิชาการด้านการท่องเที่ยว และนักท่องเที่ยว รวมจำนวน 30 คน และเก็บแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 384 คน ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการท่องเที่ยวชุมชนย่านเมืองเก่าภูเก็ตมีศักยภาพกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 1) ด้านเรื่องราว คือ เรื่องราวมาจากทุนทางวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะและการออกแบบเรื่องราวมาจากปราชญ์ชาวบ้าน 2) ด้านอรรถรส คือ มีการเรียนรู้จากผู้มีประสบการณ์ตรง มีกิจกรรมให้ลงมือทำ มีการใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 5 และมีการจัดกิจกรรมในสถานที่จริง และ 3) ด้านลีลา คือ การสร้างจุดเด่นทางการตลาด นักท่องเที่ยวที่มีอายุ ระดับการศึกษา และอาชีพที่แตกต่างกันมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งนี้ รูปแบบการพัฒนากิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประกอบด้วย 7 ด้าน คือ การถ่ายทอดความรู้ การใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ กิจกรรมที่มีการลงมือปฏิบัติ พื้นที่สร้างสรรค์ กิจกรรมการท่องเที่ยวตามกลุ่มเป้าหมาย ช่องทางรับจอง และสินค้าของที่ระลึกชุมชน