GSL: Theses

Permanent URI for this collection

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 6 of 226
  • Thumbnail Image
    Item
    มาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมและควบคุมอาคารสีเขียว
    วิธวัฒน์ บัวเผื่อน; พัชรวรรณ นุชประยูร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2015)
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อความคิดทั่วไปเกี่ยวกับอาคารสีเขียว ความหมายและสภาพปัญหาเกี่ยวกับอาคารสีเขียว ศึกษาแนวคิด นโยบายและมาตรการทางกฎหมาย ในการส่งเสริมและกำกับดูแลอาคารสีเขียว ศึกษาถึงปัญหาและแนวทางแก้ไขปัญหาข้อกฎหมายใน การส่งเสริมและกำกับดูแลอาคารสีเขียว และหาบทสรุปและข้อเสนอแนะ ให้หน่วยงานที่มีหน้าที่ เกี่ยวข้องเพื่อใช้เป็นแนวทางในการแก้ปัญหาข้อกฎหมายในการส่งเสริมและกำกับดูแลอาคารสีเขียว ปัจจุบันประเทศไทย ยังไม่มีบทบัญญัติของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอาคารสีเขียวไว้ โดยเฉพาะ มีเพียงพระราชบัญญัติการส่งสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ที่มีความเกี่ยวข้องอยู่บ้างแต่กฎหมายทั้งสองฉบับยังไม่สามารถเอื้ออำนวย ต่อการบังคับใช้เกี่ยวกับอาคารสีเขียวได้โดยตรง จึงจำเป็นต้องปรับปรุงแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องนี้ให้ มีความชัดเจนสามารถบังคับใช้กับอาคารสีเขียวให้ชัดเจนเอื้ออำนวยต่อการบังคับใช้กฎหมายให้มี ประสิทธิภาพ ดังนั้น จากปัญหาดังกล่าวเพื่อประโยชน์ในการควบคุมอาคารให้ควบคู่กันไปกับการ อนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อม ผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาถึงแนวคิด ทฤษฎี ความหมายและสภาพ ปัญหาเกี่ยวกับอาคารสีเขียว และแนวคิด นโยบายและมาตรการทางกฎหมายในการส่งเสริมและ กำกับดูแลอาคารสีเชียว ทั้งของประเทศไทยและต่งประเทศ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ประเทศ ต้หวัน และประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นต้นแบบที่สำคัญเกี่ยวกับอาคารที่เขียว นำหลักกฎหมายของประเทศ เหล่านี้มาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับของประเทศไทยเพื่อให้ทราบถึงปัญหาข้อกฎหมายในการส่งเสริม และกำกับดูแลอาคารสีเขียว เมื่อศึกษาแล้วจึงได้ข้อเสนอแนะการกำหนดมาตรการทางกฎหมายใน การแก้ไขปัญหาตังต่อไปนี้ 1. ปัจจุบันในประทศไทยไม่มีกฎหมายบังคับใช้โดยเฉพาะเจาะจงทำให้ไม่สามารถบังคับใช้ กฎหมายเกี่ยวกับการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพได้ จึงควรแก้ไขเพิ่มเติม มาตรการในการควบคุมอาคารสีเขียวให้มีบทบังคับโทษที่ขัดเจนไว้ในพระราชบัญญัติควบคุมอาคารพ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 เพื่อเป็นมาตรการลงโทษ ผู้กระทำการฝ้าฝืนกฎหมายเกี่ยวกับอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมต่อไป 2. เงื่อนไขของอาคารสีเขียวในประเทศทย ตามพระราชบัญญัติควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 ของประเทศไทยในปัจจุบันน้นไปในเรื่องความปลอดภัยมากกว่การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม จึงควรมีการ กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการควบคุมอาคารอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมไว้ในกฎหมายเพื่อการควบคุม และ ให้มีความสอดคล้องกับการอนุรักษ์พลังงาน ผู้เขียนเห็นควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ ควบคุมอาคาร พ.ศ. 2522 มาตรา 8 ใน (1) และ (2) 3. มาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับอาคารสีเขียว มาตรการในการส่งเสริมในประเทศ ไทยไม่มีบทบังคับที่ชัดเจนในการลงโทษทำให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อ สิ่งแวดล้อม จึงควรหามาตรการจูงใจและส่งเสริมการลดการใช้พลังานในอาคารที่มีอยู่เดิมโดยการ ติดตั้งอุปกรณ์ช่วยลดการใช้พลังงานโดยการกำหนดอุปกรณ์ชั้นพื้นฐานที่ต้องมีในอาคารสีเขียวโดย กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติการส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน พ.ศ. 2535 และควรจัดให้มีองค์กรใน การขออนุญาตในการดำเนินการก่อสร้างโรงงานควบคุม โรงงาน อาคารควบคุม และอาคาร ซึ่งใน ปัจจุบันมีเจ้าหน้าที่ที่ทำหน้าที่ให้อนุญาตแยกเป็นหลายหน่วยงาน ผู้เขียนจึงเห็นควรให้รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการกลางขึ้นมาชุดหนึ่งเพื่อดูแลการอนุญาตในการ ดำเนินการก่อสร้างโรงงานควบคุม โรงงาน อาคารควบคุม และอาคาร ซึ่งประกอบไปด้วย เจ้าหน้าที่ มาจากกระทรวงมหาดไทยสองคน เจ้าหน้าที่กระทรวงพลังงานสองคน ให้มีหน้าเกี่ยวกับการควบคุม และอนุญาตในการดำเนินการก่อสร้าง
  • Thumbnail Image
    Item
    การคุ้มครองลิขสิทธิ์การแสดงบัลเลต์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเต้น Classical Ballet Solo
    กิ่งกมล เบ็ญจพันธุ์ทวี; วริยา ล้ำเลิศ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2021)
              วิทยานิพนธ์เรื่อง การคุ้มครองลิขสิทธิ์การแสดงบัลเลต์: ศึกษาเฉพาะกรณีการเต้น classical ballet solo เป็นการวิจัยปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์ในท่าเต้น classical ballet ที่มักถูกละเลย โดยมุ่งเน้นวิเคราะห์ปัญหาภายใต้พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หมวดที่ 1 ส่วนที่ 3 มาตรา 15 เจ้าของลิขสิทธิ์ย่อมมีสิทธิ์ทำซ้ำหรือดัดแปลงแต่เพียงผู้เดียว โดยขอบเขตของคำว่า ดัดแปลง หมายความว่า ทําซ้ำโดยเปลี่ยนรูปใหม่ ปรับปรุงแก้ไขเพิ่มเติม หรือจําลองงานต้นฉบับในส่วนอันเป็นสาระสําคัญโดยไม่มีลักษณะเป็นการจัดทํางานขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน เนื่องจากการพิจารณาด้านการสร้างสรรค์การออกแบบท่าเต้นที่ไม่มีส่วนที่เป็นสาระสำคัญซ้ำกันเลยเป็นเรื่องที่ยากและค่อนข้างเป็นนามธรรม โดยจุดประสงค์ของการวิจัยได้แก่ 1.) เพื่อศึกษาวิวัฒนาการและการจำแนกหมวดหมู่โดยทั่วไปของท่าเต้นบัลเลต์ 2.) เพื่อศึกษากฎหมายลิขสิทธิ์ที่เกี่ยวกับการดัดแปลงผลงานสร้างสรรค์ทางด้านนาฏยศิลป์ 3.) เพื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้ในการออกแบบท่าเต้นที่ไม่มีส่วนสำคัญที่ซ้ำกันเลย  4.) เพื่อเสนอแนวทางในการให้ความคุ้มครองแก่งานนาฏยศิลป์ที่จะสามารถสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง การวิจัยครั้งนี้ใช้แบบสอบถามระดับความคิดเห็นเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้มีประสบการทางด้านการแสดงบัลเลต์           ผลการวิจัยพบว่าสาระสำคัญของการแสดงของแต่ละการแสดงอยู่ที่ไหน ผู้สร้างสรรค์ควรจะกำหนดจุดที่เป็นสาระสำคัญของการแสดงที่สร้างขึ้นมาเอง สาระสำคัญที่ต้องการให้คุ้มครองคืออะไร ใช้ท่านี้ประกอบเพลง หรือใช้ท่าแบบที่ทำมากกว่ากี่จังหวะ ถือว่าลอกเลียนแบบ การจดทะเบียนจดลิขสิทธิ์ ไม่ควรแบ่งเป็นส่วนไหนสำคัญหรือไม่สำคัญ เพราะระบำโซโล่ใช้เวลาการแสดงอย่างมากก็ไม่เกิน 3 นาที จะเอาส่วนไหนเป็นสาระสำคัญอาจทำได้ยาก สุดท้ายนี้ การทำงานทางศิลปะ จริง ๆ แล้วก็ต้องมีจรรยาบรรณ เหมือนทุกอย่างที่การกระทำในโลกนี้ที่ต้องมีจรรยาบรรณ
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัญหาทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองผู้เสียหายซึ่งเป็นเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์จนเป็นเหตุให้ฆ่าตัวตาย
    ชมชนก โพธิ์เงิน; ธนัทเทพ เธียรประสิทธิ์ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2022)
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิเด็กซึ่งเป็นผู้เสียหายในคดีอาญา 2) เพื่อศึกษาแนวคิด รูปแบบ และผลกระทบของการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา และกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกรณีการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ของประเทศไทย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศแคนาดา และประเทศฟิลิปปินส์ 4) เพื่อศึกษาความสมบูรณ์ของร่างบทบัญญัติเกี่ยวกับการกระทำผิดต่อเด็กผ่านสื่อออนไลน์ว่าด้วยกรณีการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ โดยวิเคราะห์เปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง และ 5) เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขเกี่ยวกับข้อกฎหมาย พร้อมทั้งเสนอมาตรการคู่ขนาน เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการคุ้มครองเด็กซึ่งเป็นผู้เสียหายจากการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ จากการศึกษาพบว่า การกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์มีลักษณะเป็นการกระทำซ้ำ ๆ ส่งผลให้ผู้ถูกกระทำได้รับผลกระทบต่ออารมณ์ จิตใจ และจุดจบอาจนำไปสู่การฆ่าตัวตาย ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยไม่มีบทบัญญัติเพื่อคุ้มครองเด็กที่ถูกกลั่นแกล้งรังแกออนไลน์ไว้เป็นการเฉพาะ จึงต้องบังคับใช้กฎหมายที่ใกล้เคียงอย่างยิ่ง คือ ประมวลกฎหมายอาญา พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560 ซึ่งไม่ทันสมัย และไม่ครอบคลุมกรณีการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ ด้วยเหตุนี้จึงมีการยกร่างบทบัญญัติว่าด้วยการกลั่นแกล้งรังแกทางออนไลน์ขึ้นเป็นการเฉพาะ แต่เมื่อเปรียบเทียบบทนิยามกับกฎหมายต่างประเทศที่มีการตรารับรองไว้เป็นการเฉพาะ จะเห็นได้ว่านิยามในร่างฯ ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้อย่างครอบคลุม ซึ่งแนวทางที่จะคุ้มครองผู้เสียหายได้อย่างแท้จริง จะต้องแก้ไขบทนิยาม ความว่า “ผู้ใดกระทำด้วยประการใด...” และเพิ่มเหตุฉกรรจ์แก่ผู้กระทำในกรณีเด็กฆ่าตัวตาย พร้อมทั้งเสนอมาตรการคู่ขนาน เพื่อให้ร่างมีความสมบูรณ์ และมีประสิทธิภาพ ในกรณีที่มีการกลั่นแกล้งเพียงครั้งเดียวเป็นเหตุให้เด็กถึงแก่ความตาย
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาการกำกับดูแลการเแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบ OTT ของประเทศไทย
    กุลเดช สุทธิวรชัย; วริยา ล้ำเลิศ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018)
    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพ ในระบบ OTT เพื่อให้ทราบถึงข้อบกพร่องในการกํากับดูแลระบบ OTT ในประเทศไทย โดย เปรียบเทียบกับการกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศสิงคโปร์ เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะที่ได้จาก การเปรียบเทียบในแนวทางการกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบ OTT ให้มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า การกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบ OTT ในประเทศไทย มีข้อบกพร่องอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก ไม่มีหน่วยงานกํากับดูแลการให้บริการ OTT ทําให้การ ให้บริการ OTT ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้เกิดปัญหาประการที่ สองและประการที่สามในเรื่องของเนื้อหาที่ทําการเผยแพร่ในบริการ OTT นั้น ผิดกฎหมายและละเมิด ลิขสิทธิ์ และปัญหาความเป็นกลางในการให้บริการ (Net Neutrality) กล่าวคือ ผู้ให้บริการ OTT อาจจะขัดขวางไม่ให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงเนื้อหาที่เผยแพร่ได้ทั้งหมด หรือลดคุณภาพของการรับส่งข้อมูล ในการเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าว ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าหากประเทศไทยการที่มีหน่วยงานหรือ องค์กรทําหน้าที่ในการกํากับดูแลการให้บริการ OTT โดยตรงเช่นเดียวกับต่างประเทศนั้นจะทํา ให้บริการ OTT เกิดประสิทธิภาพทั้งแก่ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ จากข้อค้นพบดังกล่าว การวางแนวทางในการกํากับดูแลการให้บริการ OTT ของต่างประเทศ นั้นมีประสิทธิภาพอย่างมากเพราะต่างมีองค์กรหรือหน่วยงานในการกํากับดูแลการให้บริการ OTT โดยตรง และทําให้ไม่เกิดปัญหาและผลกระทบตามมาจากการให้บริการ OTT อย่างเสรี ผู้วิจัยจึงได้มี การเสนอแนะแนวทางว่า ประเทศไทยต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานหรืองค์กรขึ้นมาทําการกํากับดูแลการ ให้บริการ OTT โดยตรง เพื่อกํากับดูแลในการให้บริการ OTT ในรูปแบบของการขอใบอนุญาตเพื่อ ประกอบการให้บริการ ซึ่งจะต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวกําหนด ซึ่งมุ่งคุ้มครองทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการให้มีความเหมาะสมในการเข้าถึงข้อมูลและเพื่อให้เกิดการ กํากับดูแลเนื้อหาที่เผยแพร่อย่างถูกกฎหมายและไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของเนื้อหาด้วย
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัญหาในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในรูปของการแสดงท่าทางเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในสินค้าโดยการโฆษณา (Advertising Gimmick)
    หทัยชนก สุกใส; วริยา ล้ำเลิศ (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018)
    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีในการให้ความคุ้มครอง เครื่องหมายการค้า โดยศึกษาหลักเกณฑ์ในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในรูปของการ แสดงท่าทางเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในสินค้าโดยการโฆษณา (Advertising Gimmick) เปรียบเทียบระหว่างการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าตามความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ความตกลงทริปส่งอนุสัญญากรุงปารีส และตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศออสเตรเลีย เพื่อแสนอแนวทางแก้ไขและ ข้อเสนอแนะที่ได้จากการเปรียบเทียบหลักในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในรูปของการ แสดงท่าทางเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในสินค้าโดยการโฆษณา (Advertising Gimmick) ระหว่างกฎหมายเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย กฎหมายเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ และกฎหมายเครื่องหมายการค้าภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์ในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยมี หลักที่สําคัญอยู่สองประการ กล่าวคือ ประการแรกต้องมีลักษณะเป็นเครื่องหมายซึ่งกฎหมาย เครื่องหมายการค้าของประเทศไทยมีการจํากัดความของสิ่งที่จะเป็นเครื่องหมายส่งผลให้สิ่งอื่นใด นอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนดไว้ไม่สามารถเป็นเครื่องหมายได้ซึ่งแตกต่างจากการให้คํานิยาม คําว่าเครื่องหมายของต่างประเทศที่ไม่มีการจํากัดความ โดยต่างให้ความสําคัญในหลักเกณฑ์ประการ ที่สองนั่นคือ การมีลักษณะบ่งเฉพาะที่จะทําให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะความแตกต่างของสินค้าหรือ บริการของผู้ประกอบการแต่ละรายออกจากกันได้เพื่อให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้ได้ กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากข้อค้นพบดังกล่าว การวางหลักเกณฑ์ในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าทั้งตาม ความตกลงระหว่างประเทศ กฎหมายเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศ ต่างไม่มีการจํากัดความของ เครื่องหมาย ทําให้สิ่งอื่นใดที่แม้ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่หากมีลักษณะบ่งเฉพาะก็สามารถได้รับ ความคุ้มครองในฐานะเป็นเครื่องหมายการค้าได้ผู้วิจัยจึงได้มีการเสนอแนะแนวทางว่า ประเทศไทย ควรมีการแก้ไขคํานิยามของเครื่องหมายในมาตรา 4 และหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้สิ่งอื่นใดสามารถได้รับความคุ้มครองในฐานะเครื่องหมายการค้าได้
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการทำประชาพิจารณ์ในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    เบญจพร ยุติธรรมภิญโญ; พัชรวรรณ นุชประยูร (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018)
    ในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น รัฐต้องดำเนินการให้ได้มาเพื่อประโยชน์สาธารณะแก่ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการจัดหาสิ่ง สาธารณูปโภค หรือการดำเนินการอื่นใด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีการกำหนดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยในปัจจุบันได้มีการกำหนดบทกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐ แต่ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏพบว่า การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐด้วย วิธีการประชาพิจารณ์ ไม่ได้กำหนดขอบเขตของผู้มีส่วนได้เสียที่จะเข้าร่วมการประชาพิจารณ์ใน โครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ประกอบกับไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละกลุ่ม จึงเป็นเหตุให้มีผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หรือผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสีย อันเนื่องมาจากการดำเนินการดังกล่าว เข้าร่วมการทำประชาพิจารณ์หรือร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งในบางกรณี การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวอาจทำให้รัฐไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เป็นเหตุให้ ประชาชนในพื้นที่และประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว การศึกษาวิจัยใน เรื่องนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิดของกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ในประเทศ ไทย และเป็นการศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของการทำประชาพิจารณ์ เพื่อนำเสนอมาตรการทาง กฎหมายในการกำหนดกลไกของผู้มีส่วนได้เสียในการทำประชาพิจารณ์ในโครงการของรัฐที่มี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องปรากฏว่า รัฐได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของ ประชาชนเป็นอย่างมาก โดยได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยได้มีการกำหนดความหมายของผู้มีส่วนได้เสียใน การจัดทำประชาพิจารณ์ในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่การกำหนดความหมายและขอบเขตดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้ง การก าหนดความหมายของผู้มีส่วนได้เสียในระเบียบส านัก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และในแนวทางการ ปฏิบัติงานของส านักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีความไม่สอดคล้องกัน และไม่มีการกำหนด ขอบเขตหรือประเภทของผู้มีส่วนได้เสียให้มีความชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิและหน้าที่ในการมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนิน โครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวยังคงมีความสมบูรณ์ เช่น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้มีการกำหนดให้ชัดเจนในกรณีการเปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการกำหนดให้ผู้มีส่วนได้ เสียมีสิทธิมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี หรือเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่เกิด ความเสียหายแล้วเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานภาครัฐในการตัดสินใจดำเนินโครงการในแนวทางที่ขัดต่อข้อคิดเห็นจากการทำประชา พิจารณ์แต่อย่างใด ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดกลไกของผู้มีส่วนได้เสีย ในการทำประชาพิจารณ์ในโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยขอเสนอให้มีการกำหนด ความหมาย ขอบเขต สิทธิ และหน้าที่ของผู้มีส่วนได้เสียให้ชัดเจนตามระดับการได้รับผลกระทบจาก การดำเนินโครงการ และขอเสนอให้มีการจัดลำดับความสำคัญของประเภทกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง ขอเสนอให้มีการชี้แจงเหตุผลให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้ทราบว่าเหตุใด หน่วยงานภาครัฐจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินโครงการต่อไป แม้ว่าจะไม่เป็นไปตามแนวทางการจัดทำประชาพิจารณ์ โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจกำหนดไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ที่ ชัดเจน เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ และเป็นแนวทางให้ประชาชนมี ส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐที่ชัดเจน นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอให้ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับ ผลกระทบจากโครงการโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ให้ได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เช่น สิทธิพิเศษทาง ภาษี เป็นต้น