GSL: Theses

Permanent URI for this collection

Browse

Recent Submissions

Now showing 1 - 6 of 221
  • Thumbnail Image
    Item
    การศึกษาการกำกับดูแลการเแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบ OTT ของประเทศไทย
    (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018) กุลเดช สุทธิวรชัย; วริยา ล้ำเลิศ
    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพ ในระบบ OTT เพื่อให้ทราบถึงข้อบกพร่องในการกํากับดูแลระบบ OTT ในประเทศไทย โดย เปรียบเทียบกับการกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหราชอาณาจักร และประเทศสิงคโปร์ เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขและข้อเสนอแนะที่ได้จาก การเปรียบเทียบในแนวทางการกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบ OTT ให้มีประสิทธิภาพ จากการศึกษาพบว่า การกํากับดูแลการแพร่เสียงแพร่ภาพในระบบ OTT ในประเทศไทย มีข้อบกพร่องอยู่ 3 ประการ คือ ประการแรก ไม่มีหน่วยงานกํากับดูแลการให้บริการ OTT ทําให้การ ให้บริการ OTT ในประเทศไทยขึ้นอยู่กับผู้ให้บริการแต่เพียงอย่างเดียว ส่งผลให้เกิดปัญหาประการที่ สองและประการที่สามในเรื่องของเนื้อหาที่ทําการเผยแพร่ในบริการ OTT นั้น ผิดกฎหมายและละเมิด ลิขสิทธิ์ และปัญหาความเป็นกลางในการให้บริการ (Net Neutrality) กล่าวคือ ผู้ให้บริการ OTT อาจจะขัดขวางไม่ให้ผู้ใช้บริการเข้าถึงเนื้อหาที่เผยแพร่ได้ทั้งหมด หรือลดคุณภาพของการรับส่งข้อมูล ในการเข้าถึงเนื้อหาดังกล่าว ซึ่งปัญหาทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นว่าหากประเทศไทยการที่มีหน่วยงานหรือ องค์กรทําหน้าที่ในการกํากับดูแลการให้บริการ OTT โดยตรงเช่นเดียวกับต่างประเทศนั้นจะทํา ให้บริการ OTT เกิดประสิทธิภาพทั้งแก่ผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการ จากข้อค้นพบดังกล่าว การวางแนวทางในการกํากับดูแลการให้บริการ OTT ของต่างประเทศ นั้นมีประสิทธิภาพอย่างมากเพราะต่างมีองค์กรหรือหน่วยงานในการกํากับดูแลการให้บริการ OTT โดยตรง และทําให้ไม่เกิดปัญหาและผลกระทบตามมาจากการให้บริการ OTT อย่างเสรี ผู้วิจัยจึงได้มี การเสนอแนะแนวทางว่า ประเทศไทยต้องมีการจัดตั้งหน่วยงานหรืองค์กรขึ้นมาทําการกํากับดูแลการ ให้บริการ OTT โดยตรง เพื่อกํากับดูแลในการให้บริการ OTT ในรูปแบบของการขอใบอนุญาตเพื่อ ประกอบการให้บริการ ซึ่งจะต้องผ่านหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่หน่วยงานหรือองค์กรดังกล่าวกําหนด ซึ่งมุ่งคุ้มครองทั้งผู้ให้บริการและผู้ใช้บริการให้มีความเหมาะสมในการเข้าถึงข้อมูลและเพื่อให้เกิดการ กํากับดูแลเนื้อหาที่เผยแพร่อย่างถูกกฎหมายและไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ของเจ้าของเนื้อหาด้วย
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัญหาในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในรูปของการแสดงท่าทางเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในสินค้าโดยการโฆษณา (Advertising Gimmick)
    (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018) หทัยชนก สุกใส; วริยา ล้ำเลิศ
    วิทยานิพนธ์นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีในการให้ความคุ้มครอง เครื่องหมายการค้า โดยศึกษาหลักเกณฑ์ในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในรูปของการ แสดงท่าทางเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในสินค้าโดยการโฆษณา (Advertising Gimmick) เปรียบเทียบระหว่างการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าตามความตกลงระหว่างประเทศ ได้แก่ความตกลงทริปส่งอนุสัญญากรุงปารีส และตามกฎหมายเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศ ได้แก่ ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ และประเทศออสเตรเลีย เพื่อแสนอแนวทางแก้ไขและ ข้อเสนอแนะที่ได้จากการเปรียบเทียบหลักในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าในรูปของการ แสดงท่าทางเพื่อให้ผู้บริโภคเกิดความสนใจในสินค้าโดยการโฆษณา (Advertising Gimmick) ระหว่างกฎหมายเครื่องหมายการค้าของประเทศไทย กฎหมายเครื่องหมายการค้าในต่างประเทศ และกฎหมายเครื่องหมายการค้าภายใต้ความตกลงระหว่างประเทศ จากการศึกษาพบว่า หลักเกณฑ์ในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าของประเทศไทยมี หลักที่สําคัญอยู่สองประการ กล่าวคือ ประการแรกต้องมีลักษณะเป็นเครื่องหมายซึ่งกฎหมาย เครื่องหมายการค้าของประเทศไทยมีการจํากัดความของสิ่งที่จะเป็นเครื่องหมายส่งผลให้สิ่งอื่นใด นอกเหนือจากที่กฎหมายกําหนดไว้ไม่สามารถเป็นเครื่องหมายได้ซึ่งแตกต่างจากการให้คํานิยาม คําว่าเครื่องหมายของต่างประเทศที่ไม่มีการจํากัดความ โดยต่างให้ความสําคัญในหลักเกณฑ์ประการ ที่สองนั่นคือ การมีลักษณะบ่งเฉพาะที่จะทําให้ผู้บริโภคสามารถแยกแยะความแตกต่างของสินค้าหรือ บริการของผู้ประกอบการแต่ละรายออกจากกันได้เพื่อให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าให้ได้ กว้างขวางที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ จากข้อค้นพบดังกล่าว การวางหลักเกณฑ์ในการให้ความคุ้มครองเครื่องหมายการค้าทั้งตาม ความตกลงระหว่างประเทศ กฎหมายเครื่องหมายการค้าของต่างประเทศ ต่างไม่มีการจํากัดความของ เครื่องหมาย ทําให้สิ่งอื่นใดที่แม้ไม่ได้บัญญัติไว้ในกฎหมาย แต่หากมีลักษณะบ่งเฉพาะก็สามารถได้รับ ความคุ้มครองในฐานะเป็นเครื่องหมายการค้าได้ผู้วิจัยจึงได้มีการเสนอแนะแนวทางว่า ประเทศไทย ควรมีการแก้ไขคํานิยามของเครื่องหมายในมาตรา 4 และหลักเกณฑ์ในการพิสูจน์ลักษณะบ่งเฉพาะ เพื่อเปิดโอกาสให้สิ่งอื่นใดสามารถได้รับความคุ้มครองในฐานะเครื่องหมายการค้าได้
  • Thumbnail Image
    Item
    ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการกำหนดผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการทำประชาพิจารณ์ในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
    (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018) เบญจพร ยุติธรรมภิญโญ; พัชรวรรณ นุชประยูร
    ในการจัดทำบริการสาธารณะของรัฐเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนนั้น รัฐต้องดำเนินการให้ได้มาเพื่อประโยชน์สาธารณะแก่ประชาชนทุกภาคส่วน ทั้งในด้านการจัดหาสิ่ง สาธารณูปโภค หรือการดำเนินการอื่นใด ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อประชาชนบางกลุ่ม ซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยได้มีการกำหนดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐที่อาจส่งผลกระทบต่อชุมชน และสิ่งแวดล้อม โดยในปัจจุบันได้มีการกำหนดบทกฎหมายเกี่ยวกับหลักเกณฑ์การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐ แต่ จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏพบว่า การให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐด้วย วิธีการประชาพิจารณ์ ไม่ได้กำหนดขอบเขตของผู้มีส่วนได้เสียที่จะเข้าร่วมการประชาพิจารณ์ใน โครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ชัดเจน ประกอบกับไม่มีหลักเกณฑ์ที่ชัดแจ้งเกี่ยวกับการให้ความสำคัญของผู้มีส่วนได้เสียในแต่ละกลุ่ม จึงเป็นเหตุให้มีผู้ที่ไม่ได้อยู่ในพื้นที่ หรือผู้ที่ไม่มีส่วนได้เสีย อันเนื่องมาจากการดำเนินการดังกล่าว เข้าร่วมการทำประชาพิจารณ์หรือร่วมแสดงความคิดเห็น ซึ่งในบางกรณี การแสดงความคิดเห็นดังกล่าวอาจทำให้รัฐไม่สามารถดำเนินโครงการได้ เป็นเหตุให้ ประชาชนในพื้นที่และประชาชนส่วนใหญ่ไม่ได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าว การศึกษาวิจัยใน เรื่องนี้ จึงมีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิดของกฎหมายเกี่ยวกับการทำประชาพิจารณ์ในประเทศ ไทย และเป็นการศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของการทำประชาพิจารณ์ เพื่อนำเสนอมาตรการทาง กฎหมายในการกำหนดกลไกของผู้มีส่วนได้เสียในการทำประชาพิจารณ์ในโครงการของรัฐที่มี ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม จากการศึกษาค้นคว้าเอกสารที่เกี่ยวข้องปรากฏว่า รัฐได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของ ประชาชนเป็นอย่างมาก โดยได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมใน รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ โดยได้มีการกำหนดความหมายของผู้มีส่วนได้เสียใน การจัดทำประชาพิจารณ์ในโครงการที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่การกำหนดความหมายและขอบเขตดังกล่าวยังไม่มีความชัดเจน อีกทั้ง การก าหนดความหมายของผู้มีส่วนได้เสียในระเบียบส านัก นายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน พ.ศ. 2548 และในแนวทางการ ปฏิบัติงานของส านักวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม ส านักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ ยังมีความไม่สอดคล้องกัน และไม่มีการกำหนด ขอบเขตหรือประเภทของผู้มีส่วนได้เสียให้มีความชัดเจนแต่อย่างใด นอกจากนี้ จากการศึกษาพบว่า ประเทศไทยได้กำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิและหน้าที่ในการมีส่วนร่วมในกระบวนการดำเนิน โครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม แต่สิทธิและหน้าที่ดังกล่าวยังคงมีความสมบูรณ์ เช่น สิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่ไม่ได้มีการกำหนดให้ชัดเจนในกรณีการเปิดเผยรายงานการวิเคราะห์ ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสิทธิในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นการกำหนดให้ผู้มีส่วนได้ เสียมีสิทธิมีสิทธิฟ้องร้องดำเนินคดี หรือเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐชดใช้ค่าเสียหายในกรณีที่เกิด ความเสียหายแล้วเท่านั้น แต่ไม่ได้มีการกำหนดให้ผู้มีส่วนได้เสียมีสิทธิในการตรวจสอบการใช้ดุลพินิจของหน่วยงานภาครัฐในการตัดสินใจดำเนินโครงการในแนวทางที่ขัดต่อข้อคิดเห็นจากการทำประชา พิจารณ์แต่อย่างใด ในการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ ผู้วิจัยได้มีข้อเสนอแนะเกี่ยวกับการกำหนดกลไกของผู้มีส่วนได้เสีย ในการทำประชาพิจารณ์ในโครงการของรัฐที่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยขอเสนอให้มีการกำหนด ความหมาย ขอบเขต สิทธิ และหน้าที่ของผู้มีส่วนได้เสียให้ชัดเจนตามระดับการได้รับผลกระทบจาก การดำเนินโครงการ และขอเสนอให้มีการจัดลำดับความสำคัญของประเภทกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึง ขอเสนอให้มีการชี้แจงเหตุผลให้แก่ผู้มีส่วนได้เสียได้ทราบว่าเหตุใด หน่วยงานภาครัฐจึงมีความจำเป็น ที่จะต้องดำเนินโครงการต่อไป แม้ว่าจะไม่เป็นไปตามแนวทางการจัดทำประชาพิจารณ์ โดยการกำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว อาจกำหนดไว้ในกฎหมายระดับพระราชบัญญัติเพื่อให้มีผลบังคับใช้ที่ ชัดเจน เพื่อให้เป็นแนวทางในการปฏิบัติงานของหน่วยงานภาครัฐ และเป็นแนวทางให้ประชาชนมี ส่วนร่วมในการดำเนินโครงการของรัฐที่ชัดเจน นอกจากนี้ ได้มีข้อเสนอให้ผู้มีส่วนได้เสียที่ได้รับ ผลกระทบจากโครงการโดยไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ให้ได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เช่น สิทธิพิเศษทาง ภาษี เป็นต้น
  • Thumbnail Image
    Item
    การประเมินมูลค่าสิทธิบัตรเพื่อใช้เป็นหลักประกันทางธุรกิจ
    (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018) ญาดา เปสลาพันธ์; วริยา ล้ำเลิศ
    วิทยานิพนธ์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหาการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา ประเภทสิทธิบัตรในระบบกฎหมายของประเทศไทยภายใต้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 เพื่อแก้ปัญหาช่องว่างเรื่องทุนในการประกอบการไม่เพียงพอ โดยลักษณะของการศึกษาจะ เป็นการศึกษาในเชิงวิเคราะห์เปรียบเทียบเพ่ือเสนอแนะแนวทางในการประเมินมูลค่าสิทธิบัตร รวม ไปถึงองค์กรที่ควรมีหน้าที่รับผิดชอบเรื่องการประเมินมูลค่าสิทธิบัตรเพื่อนํามาใช้เป็นหลักประกัน ทางธุรกิจของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ เพื่อให้ประเทศไทยมีหลักเกณฑ์ที่เป็น มาตรฐานเดียวกันอย่างชัดเจน มีความน่าเชื่อถือ และสามารถประเมินมูลค่าสิทธิบัตรออกมาได้อย่างมี ประสิทธิภาพ และเที่ยงธรรม ประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศกําลังพัฒนาซึ่งต้องการขยายตัวทางเศรษฐกิจในเวที การเจรจาระหว่างประเทศ จึงมีการนําเอาทรัพย์สินทางปัญญามาเป็นประเด็นสําคัญหลักในการเจรจา ต่อรองเพื่อชิงความได้เปรียบในแง่ดุลทางการค้าและเศรษฐกิจ โดยเฉพาะประเด็นเรื่องของสิทธิบัตร เช่น กรณีสิทธิบัตรยา การขยายระยะเวลาความคุ้มครอง เป็นต้น เนื่องจากสิทธิบัตรจะให้ ความคุ้มครองการประดิษฐ์และนวัตกรรมใหม่ๆ ที่จะสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้า และบริการ อีกทั้งยัง สร้างรายได้มหาศาลให้แก่เจ้าของหรือผู้ประดิษฐ์คิดค้น โดยรัฐบาลได้ตราพระราชบัญญัติหลักประกัน ทางธุรกิจ พ.ศ.2558 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2559 เพื่อเป็นการสนับสนุนการขับเคลื่อน เศรษฐกิจของไทยด้วยนวัตกรรม ซึ่งจะทําให้ผู้ประกอบการ นักประดิษฐ์ นักวิจัย หรือผู้ที่คิด สร้างสรรค์สิ่งประดิษฐ์หรือนวัตกรรมได้มีแหล่งเงินทุนมาใช้ในการลงทุนผลิตและต่อยอดนวัตกรรม มากขึ้น โดยที่เจ้าของสิทธิบัตร หรือเรียกอีกนัยนึงว่า ผู้ทรงสิทธิบัตรจําเป็นที่ต้องการเข้าถึงแหล่ง เงินทุนโดยใช้สิทธิบัตรเป็นหลักประกัน จึงใช้วิธีการกู้ยืมโดยมีบุคคลหรือหลักทรัพย์ต่าง ๆ ในการค้ํา ประกัน เพื่อเป็นหลักประกันในการรับรองว่าจํานวนเงินที่กู้ยืมไปนั้นจะมีการชําระคืนอย่างแน่นอนจากการศึกษาพบว่าหลักทรัพย์ที่นํามาใช้ในการรับประกันการกู้ยืมนั้นมีหลายประเภท เช่น บัญชีเงินฝาก ตั๋วสัญญาใช้เงิน ใบประทวนสินค้า เป็นต้น แต่หลักประกันที่สถาบันทางการเงินยอมรับ คือ ที่ดิน โดยผู้กู้เพียงแต่แสดงหลักฐานโฉนดที่ดิน หรือหนังสือสําคัญการแสดงซึ่งสิทธิ์ในที่ดิน เพื่อใช้ ในการค้ําประกันการกู้ยืม สถาบันการเงินก็ปล่อยกู้เงินสินเชื่อ เนื่องจากที่ดินเป็นอสังหาริมทรัพย์ที่ สามารถประเมินมูลค่าได้โดยกรมที่ดินหรือกรมธนารักษ์ปัจจุบันสามารถประเมินในลักษณะที่ดินราย แปลง และมีการปรับปรุงการประเมินทุก ๆ สี่ปีในขณะที่การประเมินมูลค่าในทรัพย์สินทางปัญญา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิบัตร ที่มีหน่วยงานประเมินในรูปแบบของบริษัทเอกชนที่ได้รับการรับรอง แต่ ยังไม่มีหน่วยงานภาครัฐที่เข้ามาทําหน้าที่นี้โดยตรงอย่างเช่นของต่างประเทศ เช่น ประเทศสหราช อาณาจักร เกาหลีสิงคโปร์มาเลเซีย และจีน เป็นต้น อีกทั้งยังไม่มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางที่ชัดเจนจึง ทําให้เกิดปัญหา แม้ว่าในปัจจุบันการอนุญาตใช้สิทธิตามสิทธิบัตรหรือการโอนสิทธิบัตรจะมี ค่าตอบแทนก็ตาม แต่เมื่อไม่มีหลักเกณฑ์หรือแนวทางที่แน่ชัด ทําให้เกิดปัญหาในการประเมิน เนื่องจากธนาคาร หรือสถาบันการเงินผู้ให้สินเชื่อไม่มั่นใจ และไม่สามารถยอมรับได้มาตรการตาม กฎหมายว่าด้วยหลักประกันทางธุรกิจที่กําหนดให้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน จึงไม่บรรลุ ตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย และกลายเป็นปัญหาที่มีผลต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศที่จะ ขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม อย่างไรก็ตาม แม้ว่าพระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ. 2558 จะกําหนดให้สามารถ นําสิทธิบัตรมาเป็นหลักประกันในการชําระหนี้ได้แต่ยังคงมีประเด็นต่าง ๆ อยู่หลายประการที่ยังไม่ ชัดเจน ซึ่งจะเป็นปัญหาและอุปสรรคต่อการนําสิทธิบัตรมาเป็นหลักประกันในการชําระหนี้ได้อาทิ เช่น การบังคับใช้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 ที่มีปัญหาการบังคับใช้และไม่มี มาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการกําหนดแนวทางการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละ ประเภทเอาไว้ตลอดจนไม่มีหน่วยงานหรือองค์กรที่รับผิดชอบในการประเมินราคาทรัพย์สินทาง ปัญญาแต่ละประเภท เป็นต้น จากปัญหาดังกล่าวผู้เขียนมีข้อเสนอแนะในการแก้ไขปัญหา โดยการตราพระราชบัญญัติว่า ด้วยการประเมินมูลค่าทรัพย์สินทางปัญญา เพ่ือให้การบังคับใช้พระราชบัญญัติหลักประกันทางธุรกิจ พ.ศ.2558 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล รวมทั้งเพื่อให้การประเมินมูลค่าสิทธิบัตร เป็นไปตามมาตรฐานเดียวกัน ซึ่งจะช่วยสร้างความความมั่นใจแก่ผู้รับหลักประกันในการที่ตนจะได้รับ การชําระหนี้และผู้ให้หลักประกันสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้มากยิ่งขึ้น โดยนําเอาเงินที่ได้ไป พัฒนาธุรกิจให้มีความก้าวหน้า ทันสมัย มีความสามารถในการแข่งขันในตลาดเศรษฐกิจตาม เจตนารมณ์ที่มีการตราพระราชบัญญัติดังกล่าวที่กําหนดให้มีการนําทรัพย์สินทางปัญญามาเป็น หลักประกันทางธุรกิจ ซึ่งจะสอดคล้องกับแผนการปฏิรูปทรัพย์สินทางปัญญาในประเด็นการส่งเสริม การตลาด และการนําทรัพย์สินทางปัญญาไปใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์เห็นควรจัดตั้งองค์กรของรัฐึ่งเป็นองค์กรหลักในการประเมินราคาทรัพย์สินทางปัญญาแต่ละประเภท เพื่อให้เกิดความชัดเจน แน่นอน และเป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยการให้รัฐเข้ามาช่วยในการกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีการ ประเมินมูลค่ากลาง แต่ให้เอกชนเป็นผู้ให้บริการ โดยหน่วยงานรัฐเป็นผู้ให้การรับรองมาตรฐานและ คุณภาพของการประเมินมูลค่า
  • Thumbnail Image
    Item
    มาตรการทางกฎหมายในการควบคุมสถานพยาบาลในการทำศัลยกรรมความงาม
    (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018) ปริดา ธูปแก้ว; วริยา ล้ำเลิศ
    การศึกษาเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการ ทำศัลยกรรมความงาม สถานที่ เครื่องมือ เครื่องใช้ในการทำศัลยกรรมความงาม 2. เพื่อศึกษา มาตรการที่เหมาะสมในการกำหนดมาตรการทางกฎหมายในการควบคุมสถานที่ทำศัลยกรรมความงาม 3. นำผลที่ได้ไปเสนอแนะเพื่อปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมสถานที่ทำศัลยกรรมความงามให้มีความเหมาะสมต่อไป โดยศึกษาจากกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการทำศัลยกรรม ความงามของประเทศไทยและต่างประเทศ จากการศึกษาพบว่า 1. การประกอบกิจการศัลยกรรมความงาม ตามพระราชบัญญัติ สถานพยาบาล พ.ศ. 2541 ที่ใช้บังคับในปัจจุบันยังขาดเนื้อหากฎหมายในการกำหนดแยกประเภท สถานพยาบาลเพื่อการศัลยกรรมความงามโดยเฉพาะ ทำให้สถานที่ประกอบกิจการศัลยกรรมความงาม ต้องไปใช้มาตรการ ลักษณะการบริการ เครื่องมือ เครื่องใช้ ตามที่กำหนดไว้สำหรับ สถานพยาบาลประเภทเพื่อประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซึ่งยังไม่เพียงพอต่อความปลอดภัยของผู้มาเข้า รับการทำศัลยกรรมความงาม เพราะสถานที่ประกอบการเพื่อศัลยกรรมความงามควรจะต้องมีการ จัดหามาตรการมาควบคุมเป็นพิเศษเฉพาะ จึงเห็นควรกำหนดให้พิเศษเช่นเดียวกับมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย เพื่อให้มีมาตรฐานดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยง ความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นไม่ว่าจะจากการติด เชื้อ การกู้ชีพ การขาดเครื่องมือ เครื่องใช้ที่จำเป็น 2. ในประเทศไทยการดำเนินการของแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการทำศัลยกรรมความงามให้แก่ผู้เข้ารับบริการ แพทย์ที่ไม่ได้จบเฉพาะทางศัลยกรรม ตกแต่งก็สามารถดำเนินการทำศัลยกรรมความงามได้ เนื่องจากไม่มีกฎหมายกำหนดห้ามไว้ จากการศึกษามาตรการของมลรัฐนิวเซาท์เวลส์ ออสเตรเลีย และมลรัฐฟลอริด้า สหรัฐอเมริกา พบว่าไม่ได้ มีการกำหนดคุณสมบัติของแพทย์เช่นเดียวกับประเทศไทย แต่ถึงกระนั้นก็มีการกำหนดแนวทางของแพทย์ที่ประกอบกิจการศัลยกรรมความงามที่ต้องปฏิบัติตามไว้อย่างน่าสนใจยิ่งด้วยเหตุนี้ข้อมูลจากประเทศที่ศึกษามาดังกล่าวข้างต้นย่อมมีประโยชน์สามารถนำมาพัฒนา และปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมการทำศัลยกรรมความงามในประเทศไทยให้มีมาตรฐานมากขึ้น ยกระดับคุณภาพของการบริการ การป้องกันลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นจากการศัลยกรรมความงามได้
  • Thumbnail Image
    Item
    ข้อพิจารณาเกี่ยวกับที่มาหน้าที่และอำนาจของสมาชิกวุฒิสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
    (สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์, 2018) รัชฏาภรณ์ สุภาพ; ฌานิทธิ์ สันตะพันธุ์
    วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แนวคิด ทฤษฎี และปัญหาของที่มา หน้าที่และ อำนาจของวุฒิสภาของประเทศไทย เปรียบเทียบกับที่มา หน้าที่และอำนาจของวุฒิสภาประเทศ อเมริกา ประเทศฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่น เพื่อนำไปสู่ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางที่เหมาะสมใน การวางระบบวุฒิสภา ที่มา หน้าที่และอ านาจของวุฒิสภาส าหรับประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กำหนดให้ วุฒิสภาแบ่งเป็น 2 ช่วงเวลา โดยช่วงเวลาแรก ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิกจำนวน 250 คน มาจาก การสรรหา ซึ่งไม่ได้มีที่มาที่เกี่ยวเนื่องกับประชาชน และช่วงที่สอง ให้วุฒิสภาประกอบด้วยสมาชิก จำนวน 200 คน มาจากการเลือกตั้งกันเองของบุคคลตามสาขาอาชีพ แม้จะทำให้มีการกระจาย ผลประโยชน์ไปยังส่วนต่าง ๆ ไม่ทำให้อำนาจรวมศูนย์อยู่ที่กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ไม่อาจสะท้อนและ ครอบคลุมถึงประชาชนทุกคนทั่วพื้นที่ของประเทศได้ โดยสมาชิกวุฒิสภามีหน้าที่และอำนาจในการกลั่นกรองกฎหมาย ตรวจสอบรัฐบาล และในฐานะรัฐสภา โดยวุฒิสภาชุดแรกมีอำนาจในการให้ความ เห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งวุฒิสภาดังกล่าวไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ของประชาชนแต่กลับมีอำนาจเทียบเท่ากับสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีที่มาจากประชาชน จากปัญหาดังกล่าว ผู้เขียนเห็นว่าบทบาทของวุฒิสภาประเทศไทย ควรมีฐานะเป็นผู้แทนของ กลุ่มผลประโยชน์หรือทางอาชีพ และเป็นผู้แทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยให้วุฒิสภาส่วน หนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมาจากการเลือกตั้งโดยอ้อม โดยให้ผู้นำท้องถิ่นใน แต่ละจังหวัด มาเลือกสมาชิกวุฒิสภาจากตัวแทนผู้นำท้องถิ่นจังหวัดละ 1 คน ส่วนสมาชิกวุฒิสภาอีก ส่วนหนึ่งซึ่งเป็นตัวแทนของกลุ่มผลประโยชน์หรืออาชีพ ให้มาจากการเลือกกันเองของกลุ่มบุคคลตาม สาขาอาชีพ โดยสมาชิกวุฒิสภาควรมีอำนาจและหน้าที่เช่นเดิม แต่ควรเพิ่มอำนาจในการริเริ่มเสนอ กฎหมายแก่วุฒิสภา ไม่ควรให้อำนาจและหน้าที่แก่วุฒิสภา ในการให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้ รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี